หลังจากรู้แจ้งครึ่งก้าวอำนาจกระบี่แล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็รู้ดีแก่ใจว่าการจะชดเชยความเข้าใจในอำนาจกระบี่ที่ยังขาดหายได้ด้วยการสู้รบเท่านั้น และค่ายกลิญญาฟ้าก็เป็สถานที่ยอดเยี่ยมสำหรับการการฝึกฝนอำนาจกระบี่
เยี่ยเฉินเฟิงทานอาหารเลิศรสของโรงอาหาริญญาก่อนเล็กน้อย พักผ่อนต่ออีกสักพักแล้วค่อยมุ่งหน้าไปทางหอศาสตราวุธ จ่ายผลึกิญญาระดับต่ำสี่ร้อยก้อนซื้อกระบี่ระดับหลิงขั้นต่ำธาตุไฟกระบี่เมฆาสีชาดมาหนึ่งเล่ม
“ไม่รู้ว่าด้วยพลังที่แท้จริงของข้าในยามนี้ จะทะลวงฝ่าค่ายกลิญญาฟ้าได้สักกี่ชั้น”
เยี่ยเฉินเฟิงครุ่นคิดขณะเดินตามสัญลักษณ์บนแผนที่มาจนถึงด้านนอกค่ายกลิญญาฟ้า มองเห็นประตูหินขนาดใหญ่สองบานที่สูงราวสิบเมตร แกะสลักลวดลายโทเทม[1] จนเต็มพื้นผิว
้าประตูหินแขวนป้ายหยกเงาวับราวกับกระจก บนป้ายหยกเรียบลื่นปรากฏชื่อบุคคลสีทองอร่ามวางเรียงรายอยู่อย่างแน่นขนัดจำนวนห้าสิบรายชื่อ
อันดับหนึ่งฟู่โยวเยวี่ย อันดับสองหลินฝูซิน อันดับสามเซินถูขวง อันดับสี่ซั่งกวนหยวนถง อันดับห้าเฟิงอวิ๋นเสวี่ย...
กวาดมองรายชื่อบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์เพียงปราดเดียว เยี่ยเฉินเฟิงก็ดึงสายตากลับมาที่เดิม เขาจ่ายผลึกิญญาระดับต่ำสิบก้อนและได้รับศิลาเคลื่อนย้ายกลับมาหนึ่งก้อน
“จำไว้นะ ภายในค่ายกลิญญาฟ้าใช้ได้เพียงอาวุธิญญา สิ่งของนอกเหนือจากนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ทั้งนั้น หากฝ่าฝืนจะถูกส่งตัวออกมาจากค่ายกลิญญาฟ้าทันที” ผู้าุโประจำจุดลงทะเบียนกล่าวเตือนอย่างเข้มงวด
“ข้าทราบแล้ว” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ารับคำ ก้าวข้ามประตูหินขนาดใหญ่เข้าไปในวิหารกว้างขวางโอ่อ่า ที่มีเสาหินค้ำยันสีขาวสลักลายัขดตัวจำนวนมาก
้าตรงกลางของห้องโถงมีป้ายหยกแสดงรายชื่อขนาดใหญ่แขวนเอาไว้เช่นกัน
เมื่อเดินเข้ามาในวิหารนอกค่ายกลิญญาฟ้า เยี่ยเฉินเฟิงก็ััแรงกดดันที่แผ่กระจายไปทั่วอากาศได้ในทันที ผนังขนาดใหญ่แต่ละด้านสลักอักขระอาคมซับซ้อนเต็มไปหมด ชวนให้คนรู้สึกประทับใจเมื่อได้พบเห็น
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังไล่สายตามองดูอักขระอาคมที่ซับซ้อนวุ่นวายอยู่นั้น น้ำเสียงกวนประสาทของใครบางคนก็ดังขึ้นกระทบโสตประสาทของเขา
“เยี่ยเฉินเฟิง ทำไมไม่ทำตัวเป็เต่าหดหัวอยู่ในกระดองต่อไปเล่า กล้าโผล่ออกมาจากเรือนหลังเล็กของเ้าได้แล้วหรือ”
ร่างของเจียงอี้จวินที่แผ่กลิ่นอายไม่ธรรมดา สวมใส่อาภรณ์หรูหราก็ปรากฏกายขึ้นในวิหาร เมื่อเขาเห็นเยี่ยเฉินเฟิงก็แอบชะงักไปเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มเ็า จงใจพูดท้าทายอีกฝ่าย
“เฮ้อ น่าผิดหวังจริงเชียว ทำไมสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ถึงมีหมาบ้าเยอะขนาดนี้กันนะ” เยี่ยเฉินเฟิงปรายตามองเจียงอี้จวินอย่างเฉยชาและเอ่ยขึ้นอย่างเอือมระอา
“เยี่ยเฉินเฟิง เ้าด่าใครเป็หมากัน”
เจียงอี้จวินผู้เยี่ยอหยิ่งและไม่เคยเห็นเยี่ยเฉินเฟิงอยู่ในสาย พอได้ยินอีกฝ่ายด่าว่าตัวเอง ใบหน้าก็พลันหมองคล้ำทันที ก้าวย่างหนักแน่นเดินตรงไปทางเยี่ยเฉินเฟิง กล่าวถามด้วยความเดือดดาล
“ทำไมล่ะ เ้าไม่ใช่หมาหรือ?” เยี่ยเฉินเฟิงสั่นศีรษะไปมา กล่าวว่า “คนบางคนยอมเป็สุนัขรับใช้ผู้อื่นไปแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่ยอมรับความจริงเสียอย่างนั้น ข้าละเศร้าใจแทนเ้าจริงๆ เลย”
“เ้า...”
คำพูดของเยี่ยเฉินเฟิงแทงใจดำของเจียงอี้จวินเข้าอย่างจัง เพลิงโทสะที่ลุกโชนในอกะเิออกมากดทับเยี่ยเฉินเฟิงเอาไว้ราวกับฝ่ามือขนาดใหญ่
“อะไรกัน เ้าคิดจะลงมือตรงนี้หรือ? หรือเ้าลืมกฎระเบียบของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ไปแล้วหรือไง” เมื่อถูกพลังแข็งแกร่งของเจียงอี้จวินกดดัน เยี่ยเฉินเฟิงก็ยืนตัวตรงอยู่ที่เดิมราวกับเป็ทวนเหล็กกล้า กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่มีพลัง
“เยี่ยเฉินเฟิง เ้ามันก็เก่งแต่ปากนั่นแหละ เ้ากล้ารับคำท้าประลองจากข้าไหมล่ะ?”
เจียงอี้จวินสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสงบจิตสงบใจไม่ให้มีโทสะ ก่อนจะมองเยี่ยเฉินเฟิงด้วยสายตาดูแคลนพร้อมเอ่ยวาจายั่วยุ
แม้เขาจะได้ยินข่าวเื่ที่เยี่ยเฉินเฟิงชนะการต่อสู้แบบสองรุมหนึ่งกับพวกสยงเฮ่อมาแล้ว ทว่าเขามั่นใจในความสามารถของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม จึงคิดอยากจะตัดไฟั้แ่ต้นลมจัดการเขาให้เข็ดหลาบกับเส้นทางสายยุทธ์ก่อนที่อีกฝ่ายจะพัฒนาไปไกลกว่านี้
“ข้ายอมรับคำท้าของเ้า แต่คงต้องรอให้ข้าฝ่าทะลวงค่ายกลิญญาฟ้าเสร็จสิ้นก่อน” เยี่ยเฉินเฟิงรับคำท้าอย่างง่ายดาย
“บังเอิญแท้ ข้าก็กำลังจะฝ่าทะลวงค่ายกลิญญาฟ้าอยู่พอดี ข้ารอเ้าได้แน่ แต่ถ้าออกมาจากค่ายกลิญญาฟ้าแล้วเ้าเกิดปอดแหกขึ้นมาล่ะ?” เจียงอี้จวินพูดขึ้นอย่างจงใจ
“ไม่เป็ไร ข้าจะเป็พยานให้พวกเ้าเอง”
ในตอนนั้นเอง น้ำเสียงทรงพลังของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมา ผู้าุโถานซึ่งประจำอยู่ที่ค่ายกลิญญาฟ้าได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงเดินออกมาสังเกตการณ์อย่างไม่รีบร้อน
“ขอบคุณผู้าุโถาน”
เมื่อรู้ว่าผู้าุโถานจะยอมเป็พยานให้ เจียงอี้จวินก็รีบกล่าวขอบคุณด้วยความยินดีปรีดา
ในความคิดของเขา การมีผู้าุโถานเป็พยานให้เท่ากับว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะไม่มีโอกาสปฏิเสธอีกแล้ว เขาชักอดรนทนไม่ไหวอยากสั่งสอนอีกฝ่ายเสียแล้วสิ
ส่วนเยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ได้แสดงสีหน้าท่าทางอะไร เพียงตอบขอบคุณอย่างเฉยชา
“เอาล่ะ พวกเ้าทั้งสองคนไปท้าทายค่ายกลิญญาฟ้าเถอะ” ผู้าุโถานพยักหน้ารับพลางกล่าว
“ขอรับ!” ทั้งสองคนพูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
กล่าวจบ ทั้งสองคนก็เดินทะลุวิหารไปยังประตูมิติที่สร้างขึ้นจากการนำอักขระอาคมหลายรูปแบบมาหลอมรวมกัน
“ผู้าุโถาน ท่านคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเยี่ยเฉินเฟิง”
หลังจากพวกเยี่ยเฉินเฟิงเดินหายออกไปจากวิหารแล้ว เงาร่างของผู้าุโหลิวก็ปรากฏขึ้นกลางวิหาร เขาก้าวเดินมาหาผู้าุโถานพร้อมเอ่ยถาม
“จิตใจและสติปัญญายังไม่สมบูรณ์พร้อม จะทำการอันใดก็บ้าบิ่นเกินไปหน่อย” ผู้าุโถานเอ่ยประเมิน
“บ้าบิ่น? ท่านหมายถึงเื่ที่เขารับคำท้าของเจียงอี้จวินสินะ” ผู้าุโหลิวระบายรอยยิ้มบางๆ พลางเอ่ยขึ้น
“มิผิด เจียงอี้จวินเป็ศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์อยู่นานหลายปี ขาข้างหนึ่งของเขาก้าวเข้าสู่ปรมาจารย์อสูรมายาระดับห้าแล้ว มีความสามารถมากพอจะฝ่าทะลวงขึ้นไปเป็ห้าสิบอันดับบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์ เยี่ยเฉินเฟิงคนนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแม้แต่น้อย” ผู้าุโถานพยักหน้ารับคำและกล่าวสมทบ
“ที่ท่านกล่าวมาก็ไม่ผิดหรอก แต่ข้าไม่คิดว่าเจียงอี้จวินจะมีดีขนาดนั้น ข้ามั่นใจว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะเอาชนะเขาได้” ผู้าุโหลิวกล่าวขึ้น
“ผู้าุโหลิว ท่านเชื่อมั่นในตัวเยี่ยเฉินเฟิงขนาดนั้นเชียว? ถ้าเขาอยากจะเอาชนะเจียงอี้จวินให้ได้ จะต้องก้าวข้ามไปอีกสามเขตแดนเชียวนะ ออกจะยากเกินไปหน่อยกระมัง” ผู้าุโถานเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“เชื่อข้าเถอะ เยี่ยเฉินเฟิงผู้นั้นจะต้องสร้างความประหลาดใจให้ท่านเห็นแน่นอน” พอคิดถึงพร์ดุจปีศาจของเยี่ยเฉินเฟิง ผู้าุโหลิวก็เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างเต็มเปี่ยม
“เป็ค่ายกลที่มีพลังน่าหวาดกลัวมาก”
ตอนที่ยืนอยู่หน้าค่ายกลิญญาฟ้า เยี่ยเฉินเฟิงก็ััได้ถึงความน่ากลัวผ่านประตูมิติทับซ้อนแต่ละชั้นของพลังอำนาจกดทับที่แผ่ออกมาจากตัวค่ายกล จนเขารู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอยู่ไม่น้อย
“เยี่ยเฉินเฟิง ลืมบอกอะไรเ้าไปอย่างหนึ่ง ครั้งนี้ข้าตั้งใจจะขึ้นไปเป็ห้าสิบอันดับแรกบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์เชียวนะ” เจียงอี้จวินเอียงศีรษะไปมองเยี่ยเฉินเฟิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล พูดขึ้นอย่างจงใจ เพราะคิดจะทำลายความมั่นใจของอีกฝ่าย
“ข้าก็ลืมบอกเ้าไปอย่างหนึ่ง ข้ามาครั้งนี้เพราะตั้งใจจะขึ้นไปเป็สี่สิบอันดับแรกบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์เช่นกัน” เยี่ยเฉินเฟิงฉีกยิ้มให้อีกฝ่ายพร้อมเอ่ยตอบ
กล่าวจบ เยี่ยเฉินเฟิงก็เมินเฉยต่อใบหน้าถมึงทึงของเจียงอี้จวิน นำป้ายแสดงฐานะเสียบลงไปในช่องว่างบนประตูมิติเพื่อเปิดใช้งาน ก่อนจะก้าวขาเดินเข้าไปด้านในค่ายกลิญญาฟ้า
เมื่อเข้ามาด้านในค่ายกลิญญาฟ้าแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็พบว่าตัวเองอยู่ในคุกเพลิงกัลป์ที่อุณหภูมิสูงเสียดฟ้า
ทางเดินหินคดเคี้ยวสายหนึ่งตัดทะลุผ่านคุกเพลิงกัลป์ออกไป ถนนหินเส้นดังกล่าวถูกล้อมด้วยลาวาเดือดปุดๆ จากทุกทิศทาง ไอร้อนระอุที่ะเิออกมาจากผิวลาวาแผดเผาใบหน้าจนปวดแสบปวดร้อนไปหมด
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังจะก้าวเดินไปตามทางเดินหิน ประสาทััอันเฉียบไวของเขาก็รับรู้ได้ถึงอันตรายจากเื้ั ใต้ฝ่าเท้าเกิดแสงสว่างวาบ เบี่ยงกายหลบเลี่ยงการลอบโจมตีภายในพื้นที่แคบๆ พร้อมกับปล่อยหมัดอันทรงพลังหนักแน่นสวนออกไปในจังหวะเดียว
“ปัง!”
กำปั้นที่ทรงอัดพลังนับหมื่นจินไว้เต็มเปี่ยมอัดกระแทกเต็มแรงใส่ผู้ใช้อสูริญญาระดับหกที่ลอบโจมตีเขา พละกำลังมหาศาละเิร่างของอีกฝ่ายเป็จุนได้ในพริบตา เหลือทิ้งไว้เพียงหมอกควันจางๆ
“หนึ่งแต้มสะสม”
เยี่ยเฉินเฟิงสังเกตเห็นว่าป้ายแสดงฐานะปรากฏเลขหนึ่งขึ้น จึงเข้าใจว่าทุกครั้งที่เขาสังหารผู้ใช้อสูริญญาระดับหกได้หนึ่งคน ก็จะได้รับคะแนนสะสมหนึ่งคะแนน
จำนวนคะแนนสะสมที่ได้จะเป็ตัวตัดสินอันดับบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์โดยตรง
“เข้ามาเลย ข้าอยากจะเห็นนักว่าค่ายกลิญญาฟ้าจะยากเย็นแสนเข็ญสักเพียงใด”
เยี่ยเฉินเฟิงยืนหยัดเผชิญหน้ากับสายลมร้อนระอุ เอ่ยขึ้นด้วยจิติญญาสู้รบที่พุ่งพล่าน ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าไปในคุกเพลิงกัลป์ด้วยสองมือว่างเปล่าปราศจากอาวุธใดใด
-------------------------------------------------------
[1] สัญลักษณ์หรือสัตว์ของวงศ์ตระกูล/เผ่าในสมัยโบราณ
