พิริยากำลังเดินอย่างช้า ๆ บนทางเท้าใกล้กับสถานีรถไฟหลักของเมืองหลวง เพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟกลับบ้าน ใบหน้าเธอยังซีดเซียว ดวงตายังคงบวมตุ่ยเนื่องจากผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
เมื่อคืนเป็การร้องไห้ที่ยาวนานที่สุดของเธอ หลังจากผ่านการร้องไห้จนไม่หลงเหลือน้ำตาให้ร่วงหล่นอีกแล้ว เธอก็นั่งจมอยู่กับความคิดจวบจนรุ่งเช้า เหมือนกับคุณยายคนนั้นพูดไว้ไม่มีผิด การร้องไห้ เป็การปลดปล่อยความอ่อนแอให้ออกไป แล้วยังเป็การบำบัดอารมณ์รูปแบบหนึ่งอีกเช่นกัน
ตอนนี้อารมณ์ของเธอเริ่มมั่นคงได้ในระดับหนึ่งแล้ว แม้จะไม่มากแต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเมื่อวาน เธอเปิดกระเป๋าสะพายเพื่อนับเงินที่เหลือติดตัว ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเธอเหลือเงินอีกแค่สองร้อยบาท คงต้องกลับไปบ้านหางานทำเหมือนที่เคยอ้างไว้จริง ๆ แล้ว
ระหว่างเตรียมที่จะเดินเข้าประตูสถานีรถไฟ เธอก็สังเกตเห็นผู้คนมากมายที่ฝั่งตรงข้ามสถานี ดูเหมือนพวกเขากำลังเตรียมตั้งร้านเพื่อค้าขาย หลังจากนิ่งมองอยู่ครู่จึงนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
แม้จะเป็โลกคู่ขนานกับที่เธอเคยอยู่ แต่หญิงสาวสังเกตเห็นว่าสภาพแวดล้อม ผู้คน สถานที่ต่าง ๆ ใกล้เคียงกับโลกที่เธอเคยอยู่แทบจะไม่ผิดเพี้ยน และถ้าจำไม่ผิด พื้นที่โล่งตรงข้ามสถานีรถไฟนั้น ในทุกวันศุกร์จะมีตลาดนัดขนาดใหญ่ที่พ่อค้าแม่ค้านำสินค้าเข้ามาขายหลากหลายชนิด เป็ที่นิยมของชาวเมืองหลวงแห่งนี้มาก ยิ่งในปี พ.ศ.2566 ยุคที่เธอจากมา ตลาดนัดแห่งนี้เป็ตลาดนัดที่ใหญ่และเป็ที่นิยมที่สุดในเมืองหลวง พิริยามองภาพตรงหน้าด้วยความสนใจ ก่อนจะตัดสินใจข้ามถนนเพื่อไปสังเกตการณ์อยู่ใกล้ ๆ
แม้จะเป็่เวลาเที่ยงวัน ดวงตะวันยังคงสาดแสงแรงกล้าไปทั่ว แต่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่หวาดหวั่นกับความร้อน ยังคงก้มหน้าจัดเรียงสินค้ากันอย่างขมีขมันเพื่อให้ทันกับลูกค้าที่จะเข้ามาเดินซื้อหาจับจ่ายสินค้าใน่เวลาั้แ่สิบห้านาฬิกาเป็ต้นไป
ระหว่างยืนสังเกตการณ์อยู่ชั่วระยะหนึ่ง เธอก็พบว่ามีบางพื้นที่ในตลาดนัดยังไม่มีพ่อค้าหรือแม่ค้ามาจับจองเพื่อตั้งขายสินค้า ความคิดหนึ่งก็สว่างวาบเข้ามาในหัว
ตอนนี้พื้นที่ของเธอมีเสื้อผ้าอยู่จำนวนมาก ถ้าเธอจะนำออกมาขายเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าก็ไม่น่าจะเป็ปัญหาไม่ใช่เหรอ แต่เธอจะเข้าไปขายในตลาดนัดนี้ได้อย่างไรนี่สิ
“พี่คะ ถ้าจะเข้าไปขายของที่ตลาดนัดต้องทำยังไงคะ” เธอเลือกที่จะหันไปถามแม่ค้าขายเครื่องดื่มที่ตั้งร้านอยู่ใกล้ ๆ
แม่ค้าวัยห้าสิบกว่ามองหน้าเธออย่างหวาดระแวงก่อนถามเสียงห้วน “จะขายอะไร”
พิริยาเข้าใจโดยธรรมชาติ เธอจึงยิ้มน้อย ๆ ก่อนที่จะตอบออกไป “หนูอยากขายเสื้อผ้าค่ะ แต่ไม่ใช่ขายประจำนะคะ จะขายวันนี้แค่วันเดียว ไม่รู้เขาจะอนุญาตให้ขายไหม”
“อ๋อ” น้ำเสียงของแม่ค้าดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าไม่ใช่คู่แข่งของตัวเอง “ปกติมันก็เหลือที่ว่างทุกอาทิตย์นะเวลาเ้าประจำเขาไม่มา น้องลองเดินไปถามคนจัดงานที่เต็นท์สีน้ำเงินนั่น บอกเขาว่าอยากขายอะไร ถ้ามีที่เหลือก็สามารถตั้งขายได้เลย”
“ขอบคุณมากนะคะ” หลังจากกล่าวขอบคุณ เธอรีบเดินมุ่งหน้าไปยังทิศที่ตั้งของเต็นท์ดังกล่าว และโชคดีที่วันนี้มีที่ว่างเหลือมากพอสมควร เธอจึงตัดสินใจจองพื้นที่ขายสองที่ติดกัน ค่าเช่าอยู่ที่สามสิบบาทต่อหนึ่งพื้นที่ขาย แม้ค่าเช่าจะค่อนข้างสูงแต่พิริยาก็เต็มใจจ่าย เพราะเธอมั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่าเสื้อผ้าเ่าั้ของเธอต้องขายได้อย่างแน่นอน
หลังจากจ่ายเงินค่าที่เรียบร้อย เธอก็เดินออกจากตลาดนัดไปหาสถานที่ที่ไม่มีคนเพื่อจะเข้าไปในพื้นที่ว่าง หลังจากเดินวนอยู่นาน เธอก็เจอสุสานจีนที่ตั้งอยู่หลังตลาดนัด หญิงสาวข่มความกลัวเดินเข้าไปในสุสาน เพราะสถานที่นี้เหมาะสมที่สุดสำหรับขนเสื้อผ้าจำนวนมากออกมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
