“พระชายาฟื้นแล้ว ดื่มยาสมุนไพรหน่อยนะเพคะ ข้าต้มเองกับมือ” ไป๋เจินปาดน้ำตา แล้วยิ้มเล็กน้อย พลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ก่อนพระชายาจะเลื่อนสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนหญิงรับใช้จะหุบยิ้มแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย
“องค์ชายสวี่เหวิน อนุญาตให้พระชายาออกจากคุก มาอยู่ที่โรงครัวร้าง แม้จะเก่าไปหน่อย แต่ข้าก็ทำความสะอาดไปเยอะแล้ว อุปกรณ์ทำครัวก็มีครบทุกอย่าง อย่างน้อยพวกเราก็ไม่อดตายแน่นอนเพคะ เว้นแต่น้ำสะอาด ต้องไปตักที่บ่อไกลหน่อยเท่านั้นเอง พระชายาทนไหวหรือไม่เพคะ” คำถามของไป๋เจินทำให้หญิงสาวฝืนยิ้มแล้วพยักหน้า เมื่อสาวใช้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายทำให้นางโล่งใจ ก่อนจะหันไปหยิบถ้วยยาแล้วป้อนให้พระชายาช้า ๆ
“ไป๋เจิน” อยู่ ๆ เสียงอ่อนหวานของพระชายาก็เอ่ยขึ้นทำให้อีกฝ่ายขานรับในทันที
“เพคะ”
“ตอนที่ข้าเข้ามาเป็นางกำนัลของฮองเฮา นามของข้า คือเสวี่ยนหนิงใช่หรือไม่”
“เพคะ”
“เ้าช่วยหากระจกมาให้ข้าหน่อย ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้ ข้าโทรมมากเท่าใด” สิ้นคำสั่ง ไป๋เจินหายออกไปไม่นานนักกลับเข้ามาพร้อมเศษกระจกในมือ
“หม่อมฉันหามาได้เท่านี้เพคะ” พระชายาเอื้อมไปหยิบกระจกแล้วมาส่องหน้าตัวเอง
‘เป็พี่เสวี่ยนหนิงจริง ๆ เป็นางจริง ๆ ที่สวมรอยเป็ข้า’ หญิงสาววางกระจกในมือลงพร้อมความคิดบางอย่างผุดขึ้นในใจ
“วันนี้ข้าแอบเห็นเ้ากับคนรักใกล้ชิดกันที่ธารน้ำตก” หลันหนิงรีบใช้มือปิดปากพี่สาว แล้วหันซ้ายหันขวากลัวว่ามารดาจะเข้ามาได้ยิน ก่อนเสวี่ยนหนิงจะหัวเราะแล้วดึงมือน้องสาวฝาแฝดออกจากปาก
“ไม่ต้องกลัวหรอก ท่านพ่อกับท่านแม่ออกไปข้างนอกยังไม่กลับมาง่าย ๆ ว่าแต่...คนรักของเ้าที่ว่านั้น รูปร่างหล่อเหลา ผิวพรรณสะอาดผุดผ่อง มองยังไงก็ไม่เหมือนลูกชาวนา เขาเป็ลูกชายขุนนางท่านใดงั้นเหรอ”
“เขามีนามว่า ต้าเทียน ข้าไม่เซ้าซี้ถามที่มาของเขามากนัก เมื่อใดที่เขาสบายใจ เขาคงจะบอกข้าเอง” เสวี่ยนหนิงยกมือเท้าคางแล้วทำท่าขบคิด
“หากเ้าแต่งงานกับเขา เ้าจะเป็ถึงสะใภ้ของขุนนางเชียวนะ มีจวนขนาดใหญ่ให้อยู่ มีบ่าวไพร่คอยดูแลเอาใจใส่ ไม่ต้องลำบากเหมือนอยู่ที่นี่” หลันหนิงยิ้มแล้วตอบกลับ
“แต่ข้าชอบใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด ไม่ต้องคิดร้ายกับผู้ใด ไม่ต้องอยู่ในสังคมจอมปลอมให้อึดอัดหัวใจ”
“เช่นนั้น ต้าเทียนของเ้าก็คงไม่เหมาะสมกับเ้าหรอก เขาเหมาะสมกับข้ามากกว่า” แม้รู้ว่าอีกฝ่ายพูดเล่น แต่ก็ทำให้หลันหนิงชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเสวี่ยนหนิงจะเอ่ยบางอย่างออกมา
“หากข้าบอกว่า ต้าเทียนของเ้า เหมือนกับภาพวาดขององค์ชายสวี่เหวินที่ข้าเห็นบ่อย ๆ เขาเป็องค์ชายอันดับหนึ่งจากราชวงศ์ เ้าจะเชื่อข้าหรือไม่”
“เป็องค์ชายต้องอยู่ในวัง จะออกมาพบข้าบ่อย ๆ ได้ยังไงกัน ได้ยินว่าภายในวังหลวงมีกฎระเบียบต่าง ๆ มากมาย ใช่ว่าองค์ชายจะเสด็จไปไหนมาไหนตามใจ อย่างน้อยต้องมีทหาร และบ่าวรับใช้คอยติดตามนับสิบ พี่เสวี่ยนหนิงข้าว่าท่านคิดมากเกินไปแล้ว รีบนอนเถอะ” หลันหนิงจับกายพี่สาวเอนลง แล้วโอบกอดด้วยความรัก ก่อนเสวี่ยนหนิงจะเอ่ยขึ้นลอย ๆ
“ข้าอยากออกไปจากหุบเขาที่เร้นห่างจากผู้คน แร้นแค้นในทุกสิ่ง ข้าอยากเข้าวังหลวง ข้าอยากมีชีวิตดี ๆ เหมือนลูกเมียของขุนนางที่ใช้ชีวิตเฟื่องฟู ไปไหนมีแต่คนยำเกรง หลันหนิง!จำไว้นะ ว่าวันหนึ่งข้าต้องเข้าไปอยู่ในวังหลวงให้ได้” คำพูดมุ่งมั่นของเสวี่ยนหนิง ทำให้หลันหนิงหลุดยิ้ม แล้วตอบกลับ
“เช่นนั้นข้าเอาใจช่วย พี่สาวของข้าเก่งที่สุด เมื่อมีความมุ่งมั่น ท่านต้องทำได้” เสวี่ยนหนิงชะงักนิ่ง แล้วหันมองไปยังน้องสาวของตัวเอง พลันยกมือลูบศีรษะอีกฝ่าย
“หากวันหนึ่ง ข้าทำอะไรผิดพลาดไป เ้าสัญญาได้หรือไม่ ว่าจะให้อภัยพี่สาวคนนี้”
น้ำตาของหลันหนิงเอ่อขึ้นอีกครั้ง เมื่อทบทวนเื่ราวต่าง ๆ ที่ผ่านมา แล้วพอจะปะติดปะต่อเื่ราวต่าง ๆ ได้ พร้อมไป๋เจินค่อย ๆ ป้อนยาสมุนไพรให้เป็ระยะ ทำให้หลันหนิงอ้าปากรับแล้วกลืนลงท้องโดยไม่รับรู้รสชาติอันเฝื่อนขมนั้นแต่ประการใด
“พระชายาเก่งจังเพคะ เมื่อก่อนยาขม ๆ เช่นนี้พระชายาไม่ชอบเป็ที่สุด” คำพูดของสาวใช้ ทำให้หญิงสาวเลื่อนสายตามอง พลันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“สภาพของข้าในตอนนี้ มีสิทธิ์เลือกอะไรได้งั้นเหรอ” ไป๋เจินนิ่งเงียบในทันที ก่อนหญิงสาวจะรู้สึกเ็ปบริเวณข้อเท้า นางก้มมองพบว่า เป็รอยแผลเปื่อยยุ่ยเกิดจากถูกโซ่ตรวนพันธนาการไว้นานนับเดือน
“หม่อมฉันตากสมุนไพรไว้แล้ว จะนำมาบดแล้วทาให้นะเพคะ” พระชายาได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยขึ้น
“เ้าไปนำสมุนไพรที่ตากไว้มาให้ข้าดูหน่อย” ด้วยความรู้ด้านสมุนไพรที่เรียนรู้มาจากมารดา ทำให้นางเลื่อนสายตามองสมุนไพรจากถาดของไป๋เจิน แล้วแยกชนิดออกมากองไว้ด้านข้าง
“กองนี้เอาออกไปก่อน ต้องใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นจึงจะบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้ดี” ไป๋เจินนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แต่นางไม่ถามสิ่งใดยอมทำตามแต่โดยดี
ขณะที่ไป๋เจินกำลังง่วนกับสมุนไพรอยู่นั้น พระชายาหันมองไปยังโรงครัวเก่า ๆ ที่ใช้เป็หลับนอนแล้วขบคิด
‘สุดท้ายแล้ว วังหลวงที่พี่เสวี่ยนหนิงปรารถนา ก็เป็สถานที่ที่ทำให้ท่านต้องตาย อำนาจและการแก่งแย่งชิงดี ไม่เคยทำให้ผู้ลุ่มหลงมีความสุข ข้าต้องหาทางออกไปจากวังหลวงให้ได้ ข้าต้องไปจากที่นี่ให้ได้’ ดวงตากลมเล็กของจางหลันหนิงตั้งมั่น พลางยกมือทั้งสองข้างของพี่สาวขึ้นมองเพื่อเตือนใจ ก่อนเสียงเปิดประตูจะดังขึ้น ร่างของซือเถาเดินเข้ามาน้อมกายลงเคารพ พลางยื่นห่อผ้าให้
“องค์ชายสวี่เหวินสั่งให้ข้าน้อยนำมามอบให้พระชายาสวมใส่ เพื่อเข้าพบในเย็นวันนี้พ่ะย่ะค่ะ” พระชายาได้ยินดังนั้นจึงเอื้อมไปหยิบชุด แล้วตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ชุดงามเช่นนี้ ข้าใส่แล้วจะทำให้แปดเปื้อนได้ ท่านนำชุดกลับไปคืนองค์ชายสวี่เหวินเถอะ”
“องค์ชายกำชับว่า...” ท่าทางอึกอักของเขา ทำให้หญิงสาวเอ่ยขึ้น
“องค์ชายบอกว่าอะไร”
“บอกว่า ไม่้าเห็นสภาพน่าหวาดกลัวของพระชายา ให้สวมใส่เสื้อผ้าพวกนี้ปิดบังสภาพร่างกายที่ซูบผอมผิวพรรณที่กระด้าง เพราะไม่อยากกลืนอาหารไม่ลงพ่ะย่ะค่ะ” หลันหนิงในร่างของพระชายาชะงักนิ่ง ทว่าเข้าใจทุกอย่างได้ไม่ยากนัก นางยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับ
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านกลับไปเถอะ” ซือเถาแปลกใจในสรรพนามที่พระชายาเอ่ย ทว่าเขาไม่พูดสิ่งใดน้อมกายลงแล้วเบี่ยงกายเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ
“ให้หม่อมฉันไปด้วยนะเพคะ” ไป๋เจินพูดพลางเลื่อนสายตาไปยังข้อเท้าของพระชายา ก่อนอีกฝ่ายจะพยักหน้าตอบรับ
“อย่างน้อย ก็ช่วยประคองให้ข้าเดินสะดวกขึ้น หากเ้าอยากไปก็ไปเถอะ” ไป๋เจินยิ้ม แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนชุดให้กับพระชายาอย่างบรรจง ก่อนจะปักผมด้วยเครื่องประดับสูงค่าที่ติดมากับอาภรณ์งดงาม
สายตาของพระชายาหาได้หวั่นไหวของกับมีค่าเ่าั้แม้แต่น้อย ทุกสิ่งล่อตาล่อใจให้เสวี่ยนหนิงหลงใหลไปกับสิ่งของเ่าั้ จนต้องจบชีวิตอย่างน่าเวทนา นางจะไม่ยอมเป็อย่างพี่สาว จะต้องทำทุกทางเพื่อออกไปจากวังหลวงให้ได้
