อันเจิงและหลางจิ้งยกมือขึ้นคารวะและโค้งตัวพร้อมกันจากนั้นก็ถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าว “เชิญ”
เมื่อตอนที่หลางจิ้งกล่าวคำนี้ออกมาเขาเลื่อนเท้าเข้าไปหาอันเจิง นั่นไม่ใช่การพุ่งเข้าใส่ แต่เป็เพียงการเลื่อนเข้าไปเท่านั้น
หลางจิ้งเอนตัวลงด้านหน้ามือและเท้าทั้งสองข้างแตะพื้นแล้วพุ่งเข้าไป เขาเงยหน้ามองอันเจิง สายตาประกายความป่าเถื่อนออกมา
อันเจิงชะงักไปเล็กน้อย ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมหลางจิ้งถึงอยากได้การยอมรับจากผู้อื่น
อันเจิงถอยไปเล็กน้อย จากนั้นร่างก็ลอยขึ้นหลางจิ้งพุ่งไปหยุดอยู่ที่ที่อันเจิงยืนก่อนหน้านี้ มือทั้งสองขูดไปกับพื้นบนพื้นหน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชางปูด้วยแผ่นหินที่หนาและแข็งแรงมากแต่กรงเล็บทั้งสองข้างของเขาก็ขูดจนพื้นเป็ร่องลึกสิบรอยและเพื่อยืมแรงที่เขาพุ่งออกไป อันเจิงเอนตัวนอนกลางอากาศจากนั้นก็ยื่นมือทั้งสองออกไปด้านหน้าแล้วหมุนร่างออกไปด้วยความเร็ว มือนั้นราวกับเครื่องจักรที่ทรงพลัง
ทันทีที่อันเจิงแตะเท้าลงบนพื้น แผ่นหินบนพื้นก็กระเด็นขึ้น
มือทั้งสองของหลางจิ้งฟาดเข้ากับแผ่นหินที่กระเด็นขึ้นมาแผ่นหินนั้นแตกออกทันที ขณะที่แผ่นหินแตกละเอียด ร่างของหลางจิ้งก็ะโออกมาจากเศษหินแล้วฟาดกรงเล็บเข้าที่หน้าอกอันเจิงมือทั้งสองที่ฟาดเข้ามาแข็งแรงราวกับเหล็กกล้าที่ไม่มีอะไรทำลายได้ หากกรงเล็บนี้ฟาดเข้าหน้าอกของอันเจิงแล้วละก็แทบจะไม่มีใครอยากคิดภาพต่อจากนั้นเลย
อันเจิงหลบไปด้านข้างทำให้หลางจิ้งพุ่งคว้าอากาศแล้วเซเล็กน้อย เท้าทั้งสองขูดลงบนพื้นจากนั้นก็ถีบเท้าไปที่ต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ร่างนั้นพุ่งออกไปราวกับลูกะุอีกครั้งความเร็วที่หลางจิ้งมีมากเกินความคาดหมายของผู้คนที่มามุงดูก่อนหน้านี้ทุกคนต่างหัวเราะเยาะเขา เห็นเขาเป็เพียงแค่ตัวตลกเท่านั้น
ต้นไม้ใหญ่ถูกหลางจิ้งถีบทำให้มีรอยเหวอะหวะอยู่บนนั้น
อันเจิงหลบอีกครั้งจากนั้นก็แตะเท้าลงบนพื้น ร่างเขาลอยขึ้นไปอยู่บนกำแพงทันที
เมื่อเท้าหลางจิ้งแตะลงพื้นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “ช้าก่อน”
เขาถอดรองเท้าที่ขาดหลุดลุ่ยออกจากนั้นก็วางไว้ด้านข้างอย่างเป็ระเบียบ ขณะนี้เองผู้คนจึงเห็นเท้าที่แปลกประหลาดของเขา...บนเท้ามีขนที่หงิกงอขึ้นเต็มไปหมด ปลายเท้าแตกออกคล้ายกรงเล็บของหมาป่า
หลังจากหลางจิ้งวางรองเท้าเรียบร้อยเขาก็กล่าวขอบคุณและพุ่งตัวเข้าไปอีกรอบขณะที่พูดขอบคุณเขาดูมีมารยาทมาก แต่เมื่อจู่โจมเข้ามา ท่าทีเขาแตกต่างราวฟ้ากับดินเพราะเขาดูเถื่อนดิบและโหดร้ายเหลือเกิน
หลางจิ้งฟาดกรงเล็บเข้าไปอย่างต่อเนื่องและอันเจิงก็หลบหลีกอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน เมื่ออันเจิงหลบได้ กรงเล็บแหลมคมจึงขูดเข้าที่กำแพงอย่างจังทำให้กำแพงแตกออกเศษหินและเศษฝุ่นลอยขึ้นเต็มไปหมด เพียงชั่วพริบตากำแพงที่สวยงามก็กลายเป็รอยขีดข่วนและพังทลายลง
อันเจิงพุ่งลงไปจากกำแพง หมุนตัวกลางอากาศจากนั้นก็ใช้แขนเสื้อปัดเศษหินที่ลอยอยู่ทันใดนั้น เศษหินก็พุ่งไปทางหลางจิ้งราวกับลูกะุ หลางจิ้งใช้มือทั้งสองกุมหัวตัวเองแล้วพุ่งไปหาอันเจิงเขาไม่แม้แต่จะหลบเลยสักนิด เศษหินเ่าั้กระแทกเข้ากับแขนของหลางจิ้งอย่างจัง แต่กลับไม่ทำให้เขาชะลอความเร็วลงเลยแม้แต่น้อยเดิมทีเสื้อเขาก็ขาดมากพอแล้ว เมื่อเจอการโจมตีของเศษหินเหล่านี้ เสื้อของเขาก็ยิ่งกลายเป็รอยฉีกขาดมากขึ้น
อันเจิงเพิ่งแตะเท้าลงพื้นหลางจิ้งก็พุ่งเข้ามาอีกแล้วเขาถีบเท้าทั้งสองลงบนพื้น ทำตัวราวกับคิงคองที่กำลังปีนป่ายต้นไม้ มือของเขาจับไหล่อันเจิงส่วนขาทั้งสองข้างก็คล้องเอวอันเจิงเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มออกแรงที่นิ้วมือ หวังใช้ปลายเล็บแหลมคมทิ่มเข้าไปในร่างอันเจิง
ตูม!
ฟองอากาศล่องหนในตัวอันเจิงะเิออกระหว่างเขาทั้งสองทำให้ตัวหลางจิ้งกระเด็นออกไป
พลังอากาศ!
เดิมทีเนี่ยชิงที่ยืนอยู่ข้างรูปปั้นหัวสิงโตหน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชางผิดหวังเล็กน้อยเพราะอันเจิงเอาแต่หลบการโจมตีของหลางจิ้งตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าเขามีความกล้าไม่มากพอแต่เมื่อฟองอากาศะเิออกระหว่างอันเจิงและหลางจิ้ง แววตาของเนี่ยชิงก็เป็ประกายขึ้นทันที
ที่จ่วยเยว่โหลว เฟิงเสี่ยวหยางที่เริ่มไม่อยากจะดูต่อก็ขมวดคิ้วขึ้นจากนั้นเขาก็บ่นพึมพำกับตัวเอง “น่าสนใจ”
ที่จวินซินโหลวซูเฟยหลุนที่กำลังกอดสาวงามก็หันมาจ้องอันเจิงแล้วกระตุกมุมปากขึ้น“ไม่แปลกใจเลยที่ติงเซิ้นซาแพ้เ้าอย่างราบคาบเช่นนั้น”
ไม่เพียงแค่พวกเขาทั้งสามที่ตกตะลึงหลางจิ้งเองก็กำลังตกตะลึงอยู่เหมือนกัน
คนที่ฝึกพลังวัตรต่างรู้ดีคนที่มีพลังอยู่ในขอบเขตจุติ์จะไม่สามารถนำพลังออกมาใช้ภายนอกได้ต่อให้จะมีพลังที่แข็งแกร่งขนาดไหนก็ตาม แต่หากยังอยู่ในขอบเขตจุติ์อย่างมากก็แค่เพิ่มแรงหมัดขึ้นเท่านั้น มีเพียงฝึกพลังให้ข้ามขอบเขตจุติ์ถึงจะนำพลังภายในออกมาใช้ได้ยิ่งมีพลังอยู่ในระดับที่สูงมากขึ้นเท่าไหร่ พลังการโจมตีก็จะกว้างและไกลมากขึ้นเท่านั้นบางคนสามารถสร้างอาวุธพิเศษขึ้นด้วยพลังภายในใช้พลังภายในมาแปลงเป็ดาบหรืออาวุธอื่น ๆ แต่อาวุธพิเศษนี้ก็ยังแตกต่างจากอาวุธจริงอยู่มาก
“เ้า...ที่แท้เ้าข้ามขอบเขตจุติ์ไปแล้วหรือ?”
หลางจิ้งมีสีหน้าขาวซีดเล็กน้อยจากนั้นก็ก้มหน้าดูหน้าอกของตนที่ถูกะเิจนเสื้อผ้าขาดกระจุย
หน้าอกเขามีขนสีดำหนาและมีรอยสักเป็รูปหัวหมาป่ารอยสักที่มีขนสีดำอยู่มาก ทำให้หัวหมาป่าเหมือนมีชีวิตจริง ๆ
“เ้า...เ้าเป็หมาป่ารึ?” อันเจิงถาม
หลางจิ้งพยักหน้า “ใช่...มันไม่ใช่เื่น่าอายหมาป่าเลี้ยงข้ามาจนโต รูปหมาป่าที่หน้าอกคือบิดาข้า”
ผู้คนรอบด้านส่งเสียงดังขึ้นทันที
“ไอ้คนนี้ถูกหมาป่าเก็บไปเลี้ยง แล้วยังเรียกหมาป่าว่าบิดาอีก”
“ไม่แปลกเลยที่เขาดูป่าเถื่อนขนาดนั้น ทั้งยังไม่เข้าใจชีวิตมนุษย์อีกที่แท้ก็เป็เดรัจฉานนี่เอง”
“เดรัจฉานที่ไหนกัน นี่มันเืสถุลชัด ๆ”
คนที่พูดคำนี้อยู่ไม่ห่างจากอันเจิงมากอันเจิงจึงพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วราวกับลูกธนู จากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งยกตัวเขาขึ้น“บิดามารดาเ้าไม่สั่งสอนเ้าให้ดี เช่นนั้นข้าจะช่วยสอนให้เ้ารู้ว่าอะไรคือมารยาท”
อันเจิงเหวี่ยงแขนทิ้งร่างคนคนนั้นลงพื้นอย่างแรงร่างครึ่งหนึ่งของเขาถูกกระแทกจมลงบนพื้น อันเจิงเตะเข้าที่ท้องน้อยของเขาจนกลิ้งออกไปราวกับหนอนตัวหนึ่งเขาไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำก็สลบไปแล้ว
อันเจิงมองไปยังคนอื่น ๆ ที่พูดเมื่อครู่คนเ่าั้ต่างหน้าซีดและถอยไปด้านหลังทันที
“หมาป่าเป็คนเลี้ยงข้าจนโตข้าไม่รู้สึกว่าการเรียกหมาป่าว่าบิดาจะแปลกตรงไหน”
เวลานี้ราวกับหลางจิ้งได้ปลดปล่อยตัวเองออกมาจนหมดเขาฉีกเสื้อตัวเองขาดอย่างรวดเร็ว แผ่นหลังของเขาก็มีรูปหัวหมาป่าด้วยเช่นกัน
“ข้าไม่รู้ว่าใครให้กำเนิดข้าแต่ข้ารู้ว่าใครเป็คนเลี้ยงข้า ไม่ว่าพวกเขาจะเป็คนหรือสัตว์สำหรับข้าพวกเขาต่างเป็คนในครอบครัว หลายปีก่อนพวกเขาถูกนายพรานฆ่าตายข้าก็ตามไปฆ่านายพรานคนนั้น การแก้แค้นให้หมาป่าไม่ใช่เื่น่าอายหากพวกเ้าดูถูกข้า งั้นก็ออกมาสู้กับข้า หากใครกล้าก็ออกมา!”
เขาคำรามเสียงดัง ทำให้ผู้คนรอบด้านต่างก็หน้าเสียกันไปหมด
เมื่อเห็นว่าผู้คนรอบด้านถอยไปด้านหลังแววตาของหลางจิ้งก็ประกายความรังเกียจออกมา ก่อนจะหันมาหาอันเจิง “ขอบคุณมาก!”
“ขอบคุณอะไร มาประลองกันต่อ”
หลางจิ้งกลับส่ายหน้า “หากเ้าข้ามขอบเขตจุติ์ไปแล้วข้าสู้เ้าไม่ได้หรอก”
“ข้ายังไม่ได้ข้ามขอบเขตจุติ์เสียหน่อยมันเป็เพียงกลยุทธ์เล็ก ๆ ของข้าเท่านั้น”
หลางจิ้งชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็พุ่งมาด้านหน้า “ข้าเชื่อสิ่งที่เ้าพูด!”
มือทั้งสองของหลางจิ้งตะกุยไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่องการเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วจนเกิดเสียงลม ส่วนอันเจิงก็หลบอย่างต่อเนื่องเช่นกันั้แ่แรกจนถึงตอนนี้ อันเจิงไม่ได้โจมตีเขากลับเลยสักครั้งหลางจิ้งฟาดมือออกไปเร็วขึ้นเรื่อย ๆ กำแพงและต้นไม้ข้างถนนต่างก็เป็รอยขีดข่วนจากกรงเล็บของเขา
“กรงเล็บเ้าเร็วและโเี้แต่ทว่าแรงต่อสู้ของเ้ายังแข็งแกร่งไม่พอ หลายกระบวนท่าจึงไร้ประโยชน์”
อันเจิงหลบกรงเล็บของหลางจิ้งจากนั้นก็กระแทกไหล่เข้ากับหน้าอกของเขา อึก...หลางจิ้งเปล่งเสียงออกมา จากนั้นก็เซไปทันที
อันเจิงไม่รอให้หลางจิ้งตั้งตัวได้เขาปล่อยหมัดไปที่หน้าอกหลางจิ้งติดต่อกันเจ็ดครั้ง“เ้าควรไปฝึกโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ก่อน”
อันเจิงถอยกลับราวกับไม่เคยลงมือมาก่อนเขาเพียงแค่ปล่อยหมัดออกไปเจ็ดครั้ง แต่ทว่า เขาไม่ได้ออกแรงเลยแม้แต่น้อย
หลางจิ้งมองหน้าอกตัวเองอย่างตกตะลึงราวกับไม่เข้าใจเื่ที่เกิดขึ้น เขารู้ว่าตัวเองแพ้การประลองแล้วอันเจิงใช้เพียงฟองอากาศในการผลักเขาออกไปนอกนั้นก็ไม่ได้ใช้พลังในการปะทะกับเขาเลยสักนิดแต่กลับทำให้เขาแพ้การประลองในครั้งนี้ เดิมทีที่เห็นอันเจิงถอยหลบในใจเขาคิดว่าอันเจิงด้อยกว่าตัวเอง แต่นาทีนี้เขารู้ได้ทันทีว่าตัวเองพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
“ข้าประเมินตัวเองสูงเกินไป แล้วยังคิดว่าคนอายุไม่เกินยี่สิบปีที่มีพลังในขอบเขตจุติ์จะไม่มีใครต่อกรกับข้าได้เสียอีก”
หลางจิ้งถอยไปด้านหลังสองก้าวด้วยสีหน้าที่ขาวซีด
อันเจิงส่ายหน้า “เ้าใจร้อนเกินไปส่วนข้าก็แค่รู้จักใช้เวลาที่เหมาะเจาะโดยอาศัยความใจร้อนของเ้าหากต้องประลองกันอย่างสุดความสามารถจริง ๆ ละก็ คนที่ชนะอาจไม่ใช่ข้า”
หลางจิ้งพูดเสียงดัง“ข้าไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แพ้ก็คือแพ้ ข้าเคยสู้กับคนที่อยู่ขอบเขตจุติ์ขั้นแปดมาแล้วเขาสามารถพังหินหนาครึ่งเมตรด้วยหมัดเดียว เขาถอนต้นไม้ใหญ่ได้ อีกทั้งยังทลายแผ่นหินสามสิบแผ่นได้อีกด้วยแต่เขาก็สู้ข้าไม่ได้เพราะเขาช้ากว่า ข้าไม่รู้ว่าเ้ามีพลังอยู่ขั้นไหนเพราะเ้าไม่ได้ใช้มันในการต่อสู้เลยสักนิด แต่เท่าที่ข้าดู เ้าน่าจะข้ามขอบเขตจุติ์ไปแล้วล่ะแต่ในเมื่อเ้าบอกว่ายัง อย่างนั้นข้าก็จะเชื่อเ้า”
เขายกมือคารวะ “ข้าหลางจิ้งแพ้แล้วนับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป หากเ้าอยากให้ข้าทำอะไรก็บอกมาได้”
อันเจิงยิ้มพลางพูด “ข้าอยากเชิญเ้า”
“เชิญข้า?”
หลางจิ้งชะงักไป “หมายความว่าอย่างไร?”
“คนส่วนมากต่างก็รู้ว่าข้าเปิดสำนักวรยุทธ์เบิก์ไม่ว่าพวกเขาจะดูถูกสำนักข้ามากเท่าไหร่ สำนักของข้าก็ยังคงอยู่ที่นั่นไม่มีทางหายไปเพราะคำดูถูกของคนอื่น ในสำนักมีคนจำนวนมากที่้าให้เ้าไปสอน ดังนั้นข้าอยากเชิญเ้าไปเป็อาจารย์ฝึกสอนในสำนัก”
หลางจิ้งชะงักไป “สอน...อาจารย์ฝึกสอน?ข้ายังไม่เคยเข้าสำนักวรยุทธ์เลยด้วยซ้ำข้าเป็ไม่ได้แม้กระทั่งนักเรียน แต่เ้ากลับเชิญข้าไปเป็อาจารย์?”
อันเจิงอมยิ้มพูดขึ้น “เงินน้อย งานหนัก”
หลางจิ้งหัวเราะทันทีแล้วตอบกลับในอาการที่ยังตกตะลึงอยู่ “ได้!”
ผู้คนที่มามุงดูราวกับผิดหวังกันเป็อย่างมาก บางคนก็ถอนหายใจราวกับหมดสนุกเดิมทีพวกเขาอยากเห็นคนต่อสู้กันจนเืนองแต่สุดท้ายกลับได้เห็นอันเจิงชวนหลางจิ้งไปเป็ครูแทน
“เ้าถามทางไปสำนักวรยุทธ์เบิก์ได้เลยคงมีคนรู้จักสำนักข้าไม่น้อย เมื่อเ้าไปถึงแล้วให้ไปหาผู้เฒ่าฮั่ว เขาจะจัดเตรียมที่พักให้เ้าเองไม่ว่าอย่างไรเ้าอย่าเสียใจทีหลังก็แล้วกัน ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เ้าเป็อาจารย์ในสำนักวรยุทธ์เบิก์แล้วนะ”
หลางจิ้งยืดอกพูด “ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้นพูดแล้วไม่มีทางคืนคำอย่างแน่นอน”
“งั้นก็ดี ไว้ข้ากลับไปจะเลี้ยงเหล้าเ้าก็แล้วกัน”
หลางจิ้งยกมือขึ้นคารวะจากนั้นก็เดินไปใส่รองเท้าที่ถอดวางไว้ ตอนนี้เขาเดินไปโดยที่ไม่สวมเสื้อหน้าอกและแผ่นหลังก็เผยให้เห็นรูปหัวหมาป่า เดิมทีหลางจิ้งไม่อยากให้คนอื่นเห็นสิ่งนี้แต่ตอนนี้กลับไม่ใส่ใจอีกแล้ว เขาเดินก้าวยาว ๆ จากไป ผู้คนบนถนนต่างถอยหลบราวกับหวาดกลัวเขาเป็อย่างมาก
“คนคนนั้นโตมากับหมาป่า...”มีบางคนพูดขึ้นเสียงเบา จากนั้นก็ไม่กล้าพูดต่อ
ที่จวินซินโหลว ซูเฟยหลุนยิ้ม “เป็คนที่แก้สถานการณ์เก่งจริงๆ”
ที่จ่วยเยว่โหลวเฟิงเสี่ยวหยางกระตุกมุมปากขึ้น “เห็นได้ชัดว่ามีพลังสู้หลางจิ้งไม่ได้เลยสักนิดแต่กลับใช้ความสามารถในการหลบหลีก จากนั้นก็หาจังหวะเอาชนะ ถึงแม้จะยังไม่ได้ข้ามขอบเขตจุติ์แต่ก็เป็คู่ต่อสู้ที่น่าสนใจเหมือนกัน”
หน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชาง มีคนกระซิบถามเนี่ยชิง“ศิษย์พี่ อันเจิงชนะได้ง่ายมากเลยเนอะ?”
เนี่ยชิงส่ายหน้า “ง่ายรึ?หลางจิ้งมีพลังมากกว่าเขาอีกหากโจมตีเข้าเป้าเพียงครั้งเดียวอันเจิงก็แพ้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นอาจได้รับาเ็หนักอีกด้วยฉะนั้นั้แ่เริ่มจนจบเขาจึงไม่ปะทะกับหลางจิ้งเลยแม้แต่น้อย แต่เลือกใช้วิธีการหลบแทนจากนั้นก็สังเกตข้อบกพร่องของคู่ต่อสู้ สายตาดีจริง ๆ เ็ามากด้วย...พลังของอันเจิงไม่ได้น่าสนใจอะไรแต่ก็เพียงพอต่อการเป็ผู้บังคับบัญชาทหารแล้ว หากนำทัพออกไปก็คงไม่พ่ายแพ้แน่นอน มิน่าเล่าท่านเสนาบดีของหน่วยทหารจึงชมเขาไม่หยุดปากไม่เลว ๆ”
เนี่ยชิงหัวเราะเสียงดังจากนั้นก็เดินไปเหลือเพียงแค่ผู้คนรุมล้อมที่ต่างก็มีสีหน้าผิดหวัง
อันเจิงจัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองจากนั้นตู้โซ่วโซ่วก็วิ่งเข้ามา “ไม่เลว ๆ เมื่อคิดประลองก็ต้องประลองให้ชนะถึงแม้จะไม่ได้ชนะอย่างขาดลอย แต่อย่างไรก็ถือว่าชนะแล้ว”
อันเจิงยิ้มพลางส่ายหน้า“การชนะเขาน่ะไม่ใช่เื่ยาก สิ่งที่ยากคือการไม่ให้เขาทำเื่ชั่วอีกต่างหากเขาเกือบจะเดินไปในทางที่ชั่วร้ายแล้ว หากถูกคนอื่นเอาไปใช้เป็เครื่องมือละก็เขาต้องกลายเป็คนชั่วแน่นอน”
“นี่ต่างหากเป็สิ่งที่ข้าดีใจไม่ใช่การชนะเขาเสียหน่อย”
