กงจื้อิยกมือขึ้นเช็ดก้อนหิมะที่ถูกลมพัดมาติดบนคิ้วของเขา และถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในใจของเขามีความพอใจอยู่สามส่วน และสงสารอยู่เจ็ดส่วน
กองทัพหญิงมีสตรีทั้งหมดหนี่งร้อยกว่านาง บวกกับก่อนหน้านี้ที่มีพลทหารอีกหลายสิบนาย รวมๆ ทั้งหมดแล้วไม่ถึงสองร้อยคน ปกติจะคอยดูแลเื่จิปาถะต่างๆ ของเหล่าทหาราเ็ แล้วก็มียาสมุนไพรและอาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน งานนี้จะมากจะน้อยอย่างไรต่างก็มีความสำคัญเป็อย่างมาก หากว่าตกอยู่ในมือของติงเหว่ย พูดได้เลยว่าเป็กองกำลังสนับสนุนที่แข็งแกร่งอีกกองหนึ่ง
ไม่มีบุรุษคนใดที่ชอบนอนข้างสตรีที่มีความทะเยอทะยานเช่นเดียวกัน เขาเองก็เป็เช่นนั้น ตอนนี้เมื่อเขาได้ยินกับหูของตนเองก็รู้สึกสบายใจ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจมากขึ้นไปอีก
“เฟิงจิ่ว!”
“ขอรับ!” เฟิงจิ่วที่กำลังยืนจินตนาการถึงเกี๊ยวน้ำแสนอร่อยในตอนเย็นอยู่ข้างๆ จู่ๆ ได้ยินเสียงของนายท่านเรียกเขาก็รีบะโออกมาตอบรับทันที
“ส่งข่าวไปที่หูหลูกู่ ส่งองครักษ์หญิงทั้งหมดมาที่นี่ และให้อวิ๋นอิ่งเข้าร่วมกองทัพหญิงด้วย”
เฟิงจิ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เนื่องจากสตรีในองครักษ์เงานั้นเดิมทีก็หายากมากอยู่แล้ว ปีที่แล้วที่นายน้อยถ่ายทอดคำสั่งให้ฝึกองครักษ์หญิง ยอดฝีมือเฟิงฮั่วซานหลินจินอั้นทั้งหกกลุ่มถึงได้เริ่มหาและรวบรวมคนจากในครอบครัวตนเองที่ซื่อสัตย์และไว้ใจได้ ตอนนี้ผ่านไปหนึ่งปีต่อให้จะฝึกอย่างยากลำบากขนาดไหน เกรงว่าก็ยังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะผ่านการทดสอบ หากว่าย้ายมาที่นี่ตอนนี้เกรงว่าจะไม่มีประโยชน์มากเท่าไรนัก
กงจื้อิที่เห็นท่าทางเช่นนั้นของเขาก็พอจะเดาสาเหตุที่อยู่ในนั้นออกมาได้ ลองคิดไปคิดมาทุกวันนี้ติงเหว่ยสองแม่ลูกก็ตามเขามาอยู่ที่ค่ายกองทัพอี้จวิน แน่นอนว่าไม่ต้องเป็ห่วงเื่ความปลอดภัย ดังนั้นเขาก็เลยพูดออกมาว่า “ถ่ายทอดคำสั่งไปที่เหล่าหัวหน้าผู้ควบคุมการฝึก ให้ฝึกฝนอีกหนึ่งเดือน ก่อนสิ้นปีให้รีบมารับคำสั่ง!”
เฟิงจิ่วรีบคำนับรับคำสั่ง ในใจของเขาก็แอบมีความสุขแทนติงเหว่ยสองแม่ลูกด้วย
ติงเหว่ยตอนนี้กำลังถือถ้วยน้ำขิงและบังคับแกมข่มขู่ให้ลูกชายดื่มลงไป เ้าเด็กอ้วนแค่ดมกลิ่นเผ็ดร้อนที่ออกมาจากถ้วยเขาก็ส่ายหัวไปมาราวกับเป็ปัวหลั่งกู่ และเขาก็ถูกท่านแม่บังคับให้ดื่มเข้าไป ทำให้เขาโกรธจนหันหน้าหลบไปทางมุมกระโจม และทำหน้าทำตาที่มีความหมายว่าต่อให้ตายก็จะไม่สนใจท่านแม่อีกต่อไป
ติงเหว่ยเองก็ไม่ปลอบเขา นางะโเรียกอวิ๋นอิ่งให้มาช่วยดู จากนั้นก็เดินยิ้มออกไปที่ห้องครัว เพื่อไปดูว่ากองทัพหญิงทำอะไรกินกัน โดยที่ไม่รู้เลยว่าเนื่องจากความ “เพียงไร้กิเลส [1]” ของนาง ทำให้กงจื้อิกลับยิ่งอยากจะวางแผนเพื่อสองแม่ลูก ในอนาคตอันไกลโพ้นสักวันหนึ่ง นางถึงได้ใว่าบุรุษที่นางรักตั้งใจจะสร้างกำแพงป้องกันหนาๆ ที่นอกอาณาจักรเล็กๆ ของนางเอาไว้ั้แ่เนิ่นๆ แล้ว
และแน่นอนว่านี่เป็เื่ที่เกิดขึ้นภายหลังทั้งหมด จะว่าไปคืนนี้กองทัพหญิงก็คึกคักเป็พิเศษ พวกนางตุ๋นเนื้อในหม้อใบใหญ่ และเปิดไหเหล้า พวกนางแบ่งส่วนเล็กๆ ไปให้เฉินเต๋อ เฉิงเถี่ยหนิว และพวกหมอทหารเ่าั้ ส่วนที่เหลือก็ส่งเข้าไปในกระโจมใหญ่สุดทั้งหมด ทุกคนมีเหล้าคนละถ้วย ข้างหน้ามีกะหล่ำปลีตุ๋นเนื้อกับมันฝรั่ง และก็มีแป้งปิ่งที่ทำจากข้าวโพดร้อนๆ หนึ่งตะกร้าใหญ่
เหล่าสตรีก็ไม่สงวนท่าทีอีกต่อไป พวกนางถอดเสื้อนวม และกินแป้งปิ่งคำหนึ่งเนื้อคำหนึ่ง แล้วก็เหล้าอีกคำหนึ่ง กินอย่างดุเดือดราวกับบุรุษ
สถานการณ์ที่ยากลำบากสร้างวีรบุรุษเช่นเดียวกับสถานการณ์ที่ยากลำบากสร้างคนที่น่าสงสารออกมา ไม่ว่าจะเป็ภัยพิบัติจากฝีมือธรรมชาติหรือว่าภัยพิบัติจากคน สตรีและเด็กก็เป็กลุ่มแรกที่ต้องตกระกำลำบาก ก็เหมือนทุกๆ คนในกองทัพหญิง พวกนางต่างก็ขมขื่นเหมือนกัน หลังจากกินเหล้าลงไปสามคำ ก็นึกถึงบุรุษพวกนั้นที่ก่นด่าและขายพวกนาง ในชั่วขณะนั้นเสียงร้องไห้ระงมก็ดังไปทั่วทั้งกระโจม ความขมขื่นที่พวกนางต้องกัดฟันทนยามค่ำคืนค่อยๆ ถูกหยิบออกมาแบ่งปันกับเหล่าพี่สาวน้องสาว ทั้งก่นด่าด้วยกันและร้องไห้ด้วยกัน พวกเขาต่างก็คาดหวังวันดีๆ ในอนาคต
ติงเหว่ยยืนฟังที่นอกกระโจมอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็หันไปส่งสัญญาณมือให้อวิ๋นอิ่งตามนางกลับไป ในเวลาเช่นนี้พวกนางไม่เข้าไปจะเป็การดีที่สุด ต่อให้นางจะเป็หญิงสาวคนหนึ่งที่มีลูก และอีกคนก็เป็บ่าว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสตรีเหล่านี้แล้ว พวกนางโชคดีกว่านั้นมาก อย่างไรก็มีคนคอยปกป้องพวกนางให้มีกินมีดื่มโดยไม่ต้องกังวลและใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ไม่ต้องถูกลมฝน ไม่มีการซื้อขาย ไม่มีการทอดทิ้ง…
ไม่รู้ว่าพวกนางระบายความอัดอั้นตันใจจนหมดเกลี้ยงหรือเปล่า ั้แ่คืนวันนั้นที่เหล่าทหารหญิงรวมตัวกันและดื่มเหล้าจนเมา พอวันรุ่งขึ้นพลังของทุกคนกลับยิ่งสูงขึ้นไปอีก ถึงแม้พวกนางจะยุ่งขนาดไหน แต่ใบหน้าของแต่ละคนก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ติงเหว่ยที่เห็นภาพนี้ก็มีความสุขแทนทุกคน ในฐานะที่นางเป็สตรีเหมือนกัน ความทุกข์ยากบางอย่างนางเองก็ััได้เช่นกัน
่ไม่กี่วันนี้ ถึงแม้จะไม่มีการทำากับทหารจูโจวอีก แต่ว่าอากาศกลับยิ่งหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ กงจื้อิใช้เวลาเตรียมตัวกว่าสองปีถึงจะลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรม บวกกับสกุลกงจื้อสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ความพร้อมทางการทหารก็มีอย่างเพียงพอ ไม่เพียงแต่กระโจมทหาราเ็ ต่อให้เป็กระโจมของเหล่าทหารทั่วไปก็มีเตาถ่านวางไว้ถึงสองเตาในยามค่ำคืน แต่ฤดูหนาวปีนี้กลับหนาวเย็นเป็พิเศษ ทหารหลายนายมีอาการมือเท้าแข็งติดต่อกัน โดยเฉพาะทหารที่แปรพักตร์เ่าั้ มือเท้าของพวกเขากลับหนาวเย็นมากขึ้นไปอีก
คงไม่ต้องบอกว่าทุกวันนี้ต่างก็เป็ครอบครัวเดียวกัน ต่อให้ก่อนหน้านี้จะสู้รบกัน แต่อย่างไรก็เป็ประชาชนซีเฮ่าเหมือนกัน ติงเหว่ยเห็นว่ายาทามือเท้าแข็งกำลังจะหมดแล้ว นางก็รีบเตรียมทำเพิ่มทันที ปรากฏว่ายุ่งไปจนถึงยามเที่ยงวัน ทันใดนั้นจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจอย่างมากจากหน้าค่ายเป็ระยะๆ ดังนั้นนางก็เลยเดินออกมาจากกระโจมด้วยความสงสัย
ในไม่ช้าอวิ๋นอิ่งสืบข่าวเสร็จก็รีบกลับมา ติงเหว่ยเห็นสีหน้าของนางเต็มไปด้วยความยินดี นางก็เลยเดาออกมาด้วยความตื่นเต้นว่า “หรือว่ากองทัพจูโจวยอมแพ้แล้วอย่างนั้นหรือ?”
อวิ๋นอิ่งพยักหน้าถี่ๆ และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เมื่อครู่นี้แม่ทัพหลายนายของกองทัพจูโจวพาเซียวเฉิงที่ถูกมัดอยู่เข้ามาในค่ายโดยไม่ได้พกอาวุธใดๆ ติดตัวมา และมายอมแพ้กับท่านแม่ทัพ พวกแม่ทัพหลิวได้เข้าไปดูแลจัดการกองทัพจูโจวต่อแล้ว ่นี้จะไม่มีาอีกแล้ว”
หากไม่มีาก็ไม่มีการาเ็ล้มตาย ติงเหว่ยที่ได้ยินก็รู้สึกดีใจเป็อย่างมาก เป็ประชาชนซีเฮ่าเหมือนกัน เหตุใดจะต้องมาฆ่าฟันกันเอง?
“ช่างเยี่ยมไปเลย เมื่อพูดเช่นนี้ก็ต้องรีบไปปรุงยารักษาอาการาเ็จากความหนาวเพิ่ม และยารักษาาแก็ต้องทำเพิ่มเยอะสักหน่อย ที่นั่นมีคนเจ็บมากกว่าพวกเราที่นี่ ช่วยเพิ่มได้คนหนึ่งก็เท่ากับว่าช่วยคนหนึ่งให้กลับไปหาพ่อแม่ที่รออยู่ที่บ้าน”
เหล่าทหารหญิงที่เพิ่งจะมารวมตัวกันเมื่อครู่ เมื่อได้ฟังเช่นนี้ก็รีบแยกย้ายกันไปทำงาน
ภายในกระโจมใหญ่ด้านหน้าค่าย แม่ทัพสิบกว่าคนของกองทัพจูโจวที่ยอมจำนนนั้นเป็สหายเก่าของกองทัพอี้จวินอยู่แล้ว พวกเขาอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงด้วยความอับอาย อย่างไรก่อนหน้านี้ก็ยังถืออาวุธรบราฆ่าฟันและเหยียดหยามกันอยู่เลย คืนวันผันเปลี่ยนไม่กี่ครั้งพวกเขาก็ยอมวางอาวุธและบากหน้าวิ่งเข้ามาขอเป็นักโทษเสียแล้ว นี่ช่างเป็เื่ที่น่าอับอายจริงๆ
แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือก ประการแรกเหล่าทหารหลายหมื่นนายไม่มีกะจิตกะใจจะสู้รบอีกต่อไป พวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดการก่อฏได้ตลอดเวลา ประการที่สองพวกเขาเพิ่งได้รับข่าวว่าพ่อแม่ภรรยาและลูกต่างก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย และด้วยเหตุผลนี้ก็ทำให้พวกเขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเกลียดชัง จริงๆ แล้วเป็ฮ่องเต้องค์ใหม่ที่คิดจะรับบางคนเข้าไปในวังเพื่อ “พักระยะสั้น” นี่ช่างเป็เื่ที่มากเกินจะยอมรับได้จริงๆ พวกเขายืนอยู่หน้ากองทัพ ทั้งสองสู้รบจนเืตกยางออก ต้องดื่มน้ำเย็นและนอนท่ามกลางหิมะ ฮ่องเต้องค์ใหม่ไม่เพียงแต่จะไม่มีราชโองการมาชมเชย หนำซ้ำยัง้าจะจับญาติของพวกเขาเป็ตัวประกัน! แม้ว่าทุกวันนี้จะไม่รู้ว่าพ่อแม่ภรรยาและลูกอยู่ที่ไหน ต่อให้ไม่ได้ถูกจับเข้าวังหลวง แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็ตายร้ายดีอย่างไรเหมือนกัน
แม่ทัพทุกคนต่างก็กังวลอยู่แล้ว เ้าเฒ่าเซียวเฉิงมีบุตรสาวเป็กุ้ยเฟยกลับยังกล้าพูดประชดประชัน บีบบังคับให้ทุกคนนำกองทหารทั้งหมดออกรบ เพื่อออกไปต่อสู้กับกองทัพอี้จวินให้ตายกันไปข้างหนึ่ง มีรองแม่ทัพคนหนึ่งโมโหขึ้นมาและชกเขาจนล้มลงกับพื้นและมัดเอาไว้ เมื่อมีคนนำที่เหลือก็เข้าที่เข้าทางของมันเอง
ดังนั้นตอนนี้ทุกคนก็เลยนั่งอยู่ในค่ายใหญ่ของกองทัพอวี้จิน
โชคดีที่สหายฝั่งกองทัพอี้จวินต่างก็มีไหวพริบ พวกเขาต่างก็ต้อนรับและทักทายด้วยรอยยิ้ม งานเลี้ยงก็หรูหรามากเช่นกัน หลังจากดื่มเหล้าไปสามรอบ กินกับข้าวไปห้าอย่าง ทุกคนต่างก็ตบบ่ากันและพากันดื่มกินจนหน้าแดงเหมือนก้นลิง
กงจื้อิกวาดตามองทุกคนด้วยสายตาเ็า จากนั้นก็โบกมือเบาๆ
เฟิงจิ่วปรากฏตัวออกมาจากมุมห้องทันที เขานำกองจดหมายในมือไปแจกจ่ายให้แม่ทัพจูโจวที่สีหน้าเต็มไปด้วยความสับสนอย่างรวดเร็ว
กงจื้อิค่อยๆ จิบเหล้าช้าๆ จากนั้นก็วางแก้วเหล้าลง และพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ก่อนหน้านี้ตอนที่ซือหม่าเชวี่ยน้าจับกุมญาติของทุกท่านเข้าวังหลวง บังเอิญว่าข้าพอจะมีกำลังคนในเมืองหลวงอยู่จำนวนหนึ่ง ดังนั้นก็เลยรีบไปชิงตัวคนออกมาก่อน และนี่คือจดหมายยืนยันว่าพวกเขาปลอดภัยจากญาติของทุกท่าน ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนทุกท่านก็จะได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา”
เหล่าแม่ทัพที่ยอมจำนนมีความเมาอยู่สามส่วน แต่หลังจากฟังถ้อยคำเหล่านี้จบต่างก็แทบสร่างเมาจนหมด ในมือของพวกเขาก็ถือจดหมายเอาไว้ ช่างเป็เื่ที่ไม่น่าเชื่อจริงๆ
รองแม่ทัพที่มีนิสัยบุ่มบ่ามและตรงไปตรงมาเอ่ยปากถามออกมาโดยไม่รู้ตัวว่า “หากพ่อแม่ของข้าอยู่ในมือของท่านแม่ทัพจริงๆ เหตุใดท่านแม่ทัพถึง…”
เขาพูดได้แค่ครึ่งเดียว ก็ถูกสหายข้างๆ ดึงแขนเอาไว้ “น้องเก๋อพูดอะไรไร้สาระ ท่านแม่ทัพเป็คนตรงไปตรงมาขนาดไหน เขาจะใช้กลอุบายชั้นต่ำอย่างซือหม่าเชวี่ยน ที่ใช้ชีวิตของเด็กและผู้หญิงมาข่มขู่ได้ยังไง!”
ทุกคนที่เหลือต่างก็มีสติกลับมา พวกเขาต่างก็ทยอยพูดสำทับออกมาว่า “นั่นสิ ท่านแม่ทัพไม่มีศัตรูบนแผ่นดินนี้!”
“ท่านแม่ทัพใหญ่ใจดีและมีเมตตาเป็อย่างมาก!”
เดิมทีทหารก็เป็คนบุ่มบ่ามอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เมื่อพวกเขายกย่องเชิดชูคุณธรรมย่อมไม่เหมือนกับพวกขุนนางที่พูดถ้อยคำสละสลวย มากกว่าครึ่งก็เป็แบบตอบไม่ตรงคำถาม กงจื้อิได้ฟังก็รู้สึกขบขัน เขาโบกมือเพื่อให้ทุกคนหยุดพูด จากนั้นก็พูดว่า “ล้วนเป็ทหารของซีเฮ่าเหมือนกัน เดิมทีก็ไม่ควรรบราฆ่าฟันกันอยู่แล้ว ต่อให้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะหันคมดาบเข้าหากัน แต่ก็ไม่เกี่ยวกับเหล่าสตรีและเด็ก นับแต่นี้ต่อไปทุกคนยังทำหน้าที่เป็ผู้นำเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองเหมือนเดิม และให้รับคำสั่งในกระโจมแห่งนี้ หลังจากาจบลงแล้ว ในอนาคตจะได้รับรางวัล”
“ขอรับ ข้าจะทำตามคำสั่งของท่านแม่ทัพ!”
ทุกคนต่างก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ก่อนหน้านี้ถึงแม้จะมีความคลางแคลงใจอยู่บ้าง แต่ทุกวันนี้ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือไว้เพียงความนับถือและความซื่อสัตย์อย่างถึงที่สุด…
จากเดิมเป็ฝ่ายเราและฝ่ายศัตรูสองฝั่ง ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็มิตรภาพ และคนที่มีความสุขที่สุดคือทหารทั่วไปและประชาชนที่โหยหาสันติภาพ
เมื่อข่าวแพร่ออกไปในเมืองจินโจวทั้งเมือง รวมถึงเมืองจูโจวที่อยู่ไกลออกไปต่างก็มีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี สำหรับประชาชนแล้วใครจะเป็ฮ่องเต้ไม่สำคัญ ตราบใดที่พวกเขายังมีกินอิ่มท้อง ไม่ต้องมาคอยกังวลทั้งวันว่าศัตรูจากข้างนอกจะมาตัดหัวพวกเขาเมื่อไร ก่อนหน้านี้หากไม่เป็เพราะว่าซือหม่าเชวี่ยนฟุ่มเฟือยเกินไป และบีบจนทุกคนไม่เหลือทางรอด ก็คงจะไม่มีการต่อต้านด้วยความโกรธแค้นไปทั่วทุกหนแห่งเช่นนี้
ตอนนี้จินโจวและจูโจวรอดพ้นจากภัยพิบัติทางทหารั้แ่เนิ่นๆ หากกงจื้อิได้นั่งบัลลังก์คงจะดียิ่งกว่านี้ ต่อให้สุดท้ายเขาจะพ่ายแพ้ในา และสองเมืองนี้จะต้องถูกวังหลวงส่งคนมายึดคืนกลับไป และถึงขั้นที่ว่าต้องมาปลอบใจพวกเขาด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็อย่างไหนต่างก็ถือว่าเป็ “การค้าขายที่ได้กำไร” ประชาชนจะไม่มีความสุขได้อย่างไร?
เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังดังกล่าว ทั้งสองกองทัพจึงเข้าร่วมกองกำลังอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าจะไม่มีการต่อสู้อีกต่อไป ติงเหว่ยจึงต้องจัดการเื่เล็กๆ น้อยๆ มากมายสำหรับกระโจมเหล่าทำหาราเ็ เช่นเดียวกับการพาอันเกอเอ๋อร์กลับไปที่ไร่
กงจื้อิเองก็ยังตัดใจแยกจากกันไม่ลง พอดีกันกับเหล่าตระกูลขุนนางในเมืองส่งของขวัญมาให้มากมาย ท่านลุงอวิ๋นก็เลยนำรายการของขวัญมาด้วยตนเอง ผู้าุโที่ไม่ได้เจออันเกอเอ๋อร์มาหลายวันก็อุ้เขาไว้ในอ้อมแขนไม่ยอมปล่อยมือ อันเกอเอ๋อร์เองก็ไม่ได้เจอท่านปู่ที่รักเขาเป็ที่สุดมาหลายวันก็เลยดึงหนวดเคราสีขาวและหัวเราะออกมาไม่หยุด
ผู้าุโเหว่ยนึกถึงการเดิมพันครั้งก่อนของเขาที่ยังไม่สำเร็จ เขาก็เลยเข้ามาร่วมสนุกด้วย เมื่อเห็นแบบนี้ก็ยื่นแขนออกไปแย่งอันเกอเอ๋อร์กลับมา ทำให้ลุงอวิ๋นโกรธจนกระทืบเท้าไปมา
“เหล่าเย่าโถวเอ๋อร์ [2] อันเกอเอ๋อร์อยู่กับเ้าตั้งกี่วันแล้ว ข้าเพิ่งจะอุ้มเขาได้ครู่เดียวเ้าก็มาแย่งไป มีใครที่ไร้เหตุผลแบบเ้าอีกไหม?”
-----------------------------------------
[1] เพียงไร้กิเลส 无欲则刚 หมายถึง ความหมายของการเข้มแข็งโดยปราศจากความปรารถนา หากบุคคลไม่มีความคิดเห็นแก่ตัว และไม่มีความปรารถนาที่จะแสวงหาชื่อเสียงและความมั่งคั่ง เขาก็จะสามารถรักษาความเข้มแข็งและความแข็งแกร่งภายในได้
[2] เย่าโถว 药头 หมายถึง คนที่มุ่งความสนใจไปที่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น และไม่คิดถึงการพัฒนาในระยะยาว
