คืนส่งท้ายปีมาถึงแล้ว เช้าตรู่นี้มีหิมะโปรยปรายลงมาทับถมกันหนาเป็ชั้นเกือบครึ่งเมตร แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องมา ลานบ้านกลายเป็ผืนสีทองอร่าม
หนิงโม่กับคังต้าลี่พาเด็กๆ ช่วยกันกวาดหิมะตรงลานบ้านแต่เช้า เสิ่นม่านกับชุ่ยฮัวผูกผ้ากันเปื้อนยุ่งอยู่ในครัว
โรงทำเต้าหู้หยุดทำงาน เสิ่นม่านยังเหลือเก็บไว้บางส่วนในหลุมแช่แข็ง หลุมแช่แข็งมีทั้งผักผลไม้และเนื้อสดต่างๆ ที่ซื้อมาตุนจากตลาดหลายวันก่อน
หลังจากยุ่งวุ่นวายกันทั้งเช้า บนโต๊ะก็เต็มไปด้วยหมูเห็ดเป็ดไก่ต่างๆ
ทั้งไก่ยัดไส้แปดสมบัติ ฮ่อยซัวเคลือบน้ำตาล เป็ดตุ๋นรวมมิตร ขนมเปี๊ยะไก่จักรพรรดิ ปลาชุบแป้งทอด ซี่โครงหมูตุ๋นถั่วขาว แกงเนื้อปาตง ผัดนกกระทาไร้กระดูก ทุกรายการอาหารล้วนเป็สิ่งที่ทั้งบ้านไม่เคยพบเห็นหรือเคยเกินมาก่อน
ชุ่ยฮัวเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ใบหน้าของนางแดงเป็จ้ำจากไฟหน้าเตา ขณะนี้ทั้งทึ่งทั้งยิ้มแก้มปริ
“เ้านายฝีมือล้ำเลิศยิ่งนัก พวกเ้าดูอาหารที่นางทำสิ แต่ละจานรสชาติและสีสันครบครัน เมื่อครู่ตอนที่ข้าอยู่ในครัว ได้ยินนางบอกว่า อาหารเหล่านี้ต้องเตรียมเครื่องเคียงวัตถุดิบล่วงหน้าถึงครึ่งเดือน วิธีการปรุงอาหารก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ซับซ้อนจนสมองของข้าไม่อาจจำได้ด้วยซ้ำ เด็กน้อยแสนดีทั้งหลาย เกรงว่าอาหารที่เง็กเซียนฮ่องเต้เสวยก็คงมิอาจสู้จานบนโต๊ะของเราได้!”
แม้ว่าเสิ่นม่านจะเคยได้รับคำชมสรรเสริญเยินยอมามากมาย แต่ใครเล่าจะรังเกียจคำชื่นชมที่มีให้ตนเอง? นางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ไม่หรอกน่า อันที่จริงก็ธรรมดาทั่วไป”
ล้อเล่นน่ะ อาหารที่นางทำคืออาหารจัดเลี้ยงรับรองระดับประเทศเลยนะ! นี่เป็รายการอาหารที่มีเฉพาะเวลาต้อนรับแขกชั้นสูงจากต่างแดน
ทว่าในสายตานาง นี่เป็เพียงรายการเล็กๆ หากไม่ใช่เพราะเงื่อนไขจำกัด ตำบลกันดารแห่งนี้ไม่มีอาหารทะเล ไม่อย่างนั้นนางจะปรุงสุดยอดอาหารทะเล ‘พระะโกำแพง’ มาเปิดโลกให้ทุกคนได้ชม
ก่อนมื้ออาหารต้องทำการติดกลอนคู่มงคลตรงประตู และกระดาษลวดลายมงคลบนหน้าต่างเสียก่อน เด็กๆ สวมชุดใหม่พากันวิ่งเล่นสนุกสนานอยู่ในลานบ้าน ทุกสิ่งล้วนเป็สีแดง บรรยากาศรอบด้านเปี่ยมด้วยความปีติมงคล
หลังจากเซ่นไหว้ฟ้าดินและบรรพบุรุษด้วยหมูกับแกะ อาหารกลางวันก็ได้เริ่มขึ้น
ก่อนมื้ออาหารต้องจุดประทัด ครอบครัวเสิ่นม่านเริ่มมื้ออาหารเร็วที่สุดและแน่นอนว่าเป็บ้านแรกที่จุดประทัดอีกด้วย
เสิ่นม่านไม่กล้าจุดประทัด จึงให้ต้าลี่ทำแทน ต้าลี่พาต้าเป่าไปจุดประทัดด้านนอกบ้าน เมื่อเสียงประทัดเริ่มดัง ควันก็ลอยโขมงขึ้นฟ้า
หลังจากบ้านสกุลเสิ่นจุดประทัดเรียบร้อย บ้านอื่นๆ ในหมู่บ้านก็ทยอยกันจุดประทัดเสียงดังไล่กันมา ชาวบ้านที่เหนื่อยกันมาทั้งปี ล้วนได้พักผ่อนใน่ปีใหม่ไม่กี่วันนี้ ในหมู่บ้านต่างก็กลิ่นหอมคลุ้งของอาหาร นี่แหละคือกลิ่นควันไฟจากโลกมนุษย์
เสิ่นม่านหยิบสุราข้าวที่หมักเองออกมาและแบ่งกันดื่มกับทุกคน กระทั่งหนิงโม่ที่ปกติไม่แตะสุราก็ยังแหกกฎและดื่มไปบ้างเล็กน้อย
วันส่งท้ายปีใหม่จึงผ่านพ้นไปกับอาหารรสเลิศเช่นนี้ ท้องฟ้าเปลี่ยนสี หลังจากทุกคนกินอาหารค่ำกันเรียบร้อยก็ผิงไฟกันอยู่หน้าเตาอั้งโล่ จากนั้นก็พูดคุยกันสัพเพเหระ เมื่อความง่วงถามหา ก็พากันแยกย้ายเข้าห้องนอนเพื่อพักผ่อน
ปีนี้ผ่านพ้นไปด้วยบรรยากาศอุ่นหนาฝาคั่ง
กลางดึก มีชุดดำร่างหนึ่งะโลงมาที่ลานบ้านสกุลเสิ่นและตรงเข้าไปในครัว
่ค่ำหนิงโม่ดื่มสุราไปเล็กน้อย จึงเข้านอนไว แต่พอมีคนเข้าบ้าน เขาก็ยังได้ยินความเคลื่อนไหว
เขาลุกไปเปิดประตูและเดินผ่านสวน เห็นคนร่างใหญ่กำลังเปิดฝาหม้อนึ่งในครัว ในหม้อนึ่งที่ยังมีไออุ่น คนคนนั้นหยิบจานที่ร้อนกรุ่นออกมา
เยี่ยนชีซาบซึ้งจนขอบตาร้อนผ่านและพึมพำเสียงค่อย “แม่นางเสิ่นไม่ได้หลอกข้า นางเก็บอาหารไว้ให้จริงด้วย”
เขายกจานไว้และหันหลัง เห็นหนิงโม่ยืนกอดกระบี่พิงประตูอยู่ ทำเอาสะดุ้งโหยงจนต้องถอยหลัง
หลังจากเห็นชัดว่าเป็ผู้ใด เยี่ยนชีก็ถอนหายใจโล่งอกยาว “เ้านาย ท่านปรากฏตัวไร้สุ้มเสียง ดึกดื่นเช่นนี้จะทำให้คนใตายได้เลยนะขอรับ”
หนิงโม่ไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแต่เอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ปราบโจรเป็อย่างไรบ้าง?”
เยี่ยนชีที่กำลังขย้ำดั่งหมาป่ากลืนดั่งเสือต้องตอบไปพลาง
“อันที่จริงเป็เพียงกลุ่มชาวบ้านรวมตัวกัน แล้วใช้เนินเขาลูกหนึ่งเป็ถ้ำโจร ทว่าที่ทางตรงนั้นซับซ้อน ป้องกันง่าย ยากที่จะโจมตี พวกจางหงอี้ยังเฝ้าอยู่รอบบริเวณนั้น ส่วนอีกด้านหนึ่งก็รายงานไปทางราชสำนัก หวังฉีเว่ยเองก็ไปช่วยปราบโจรอีกแรง”
ท่ามกลางความมืด ดวงตาคู่สวยของหนิงโม่เยือกเย็น “พวกเขาปราบโจรอยู่ เหตุใดเ้าจึงกลับมา?”
อย่างน้อยก็สั่งให้เขาไปคุ้มกันจางหงอี้ แต่เขากลับหลบออกมาชั่วคราวเช่นนี้หรือ?
เยี่ยนชีถูกเกี๊ยวลวกปาก เขารีบอธิบายเสียงอู้อี้และโบกมือ “มิใช่นะขอรับ ข้านำภารกิจกลับมา ใต้เท้าจางบอกว่าชายแดนเหยี่ยนโจวมีคนพบร่างหญิงสาวลักษณะใกล้เคียงกับที่ท่านบอก จึง้าให้ท่านไปดูด้วยตนเอง”
หนิงโม่นิ่งเงียบไปนานพักใหญ่ จากนั้นกลืนน้ำลายและถาม “นางตายแล้วหรือ?”
คนที่ตามหามานานหลายปีเสียชีวิตแล้ว?
เยี่ยนชีพยักหน้าด้วยความสงสาร
“ตอนที่ข้าไปเห็นคนผู้นั้น นางมีลักษณะใกล้เคียงกับที่ท่านบอกถึงแปดส่วน คนที่รู้จักบอกว่านางคือหญิงเก็บขยะ ระหว่างทางเจอกับโจรและถูก… ถูกขืนใจก่อนจะสังหาร”
คำพูดด้านหลัง เขาไม่ค่อยกล้าพูดออกมา เมื่อเห็นหนิงโม่นิ่งเงียบ เยี่ยนชีถามอย่างอึกอัก “เ้านาย ท่านจะไปไหมขอรับ?”
หนิงโม่หลุบตาลง ฟังน้ำเสียงไม่ออกว่ากำลังอยู่ในอารมณ์เช่นไร
“ไป”
หลังจากเยี่ยนชีกินเกี๊ยวคำสุดท้ายในจานเรียบร้อย เขาเช็ดปาก “ข้าน้อยจะไปคุ้มกันท่านด้วย”
“เ้าอยู่นี่”
หนิงโม่พูดอย่างผ่อนคลาย “่นี้ที่กลุ่มโจรอาละวาด เกรงว่าคงเพราะมีคนแอบชักใยอยู่เื้ั ในหมู่บ้านมีเพียงชาวบ้านที่ไม่มีแรงกระทั่งมัดไก่ หากเจอกับกลุ่มโจร เกรงว่าคงเป็อันตรายไม่น้อย เ้าอยู่ปกป้องชาวบ้านดีกว่า”
ปกป้องชาวบ้าน? เ้านายหรือจะจิตใจดีเช่นนี้?
เขาไม่เคยสนใจเื่อื่นมาก่อน
ความคิดของเยี่ยนชีไปไกลกว่านั้น เขาไตร่ตรองและรับประกันอย่างอวดฉลาด “เ้านาย ท่านวางใจได้ ข้าจะต้องคุ้มครองครอบครัวของแม่นางเสิ่นให้ปลอดภัยแน่!”
อืม แม้ว่าพลังการต่อสู้ของนางจะสูงส่ง แต่ครอบครัวสกุลเสิ่นส่วนใหญ่คือคนอ่อนแอ หากเกิดเื่อะไรขึ้นมาจริง เดาว่านางคงปกป้องไม่ไหว
หนิงโม่เลิกคิ้ว “ข้าให้เ้าปกป้องนางหรือ? เยี่ยนชี อวดฉลาดให้มันน้อยๆ หน่อย”
เยี่ยนชีพยักหน้าโดยรู้กัน “ข้าน้อยรับทราบ!”
หนิงโม่ส่งเสียงฮึ่มและเอ่ยอย่างสุขุม “ข้าจะออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น หากเสิ่นม่านเหนียงถาม เ้าบอกว่าข้าไปหาญาติ อีกหลายวันกว่าจะกลับ”
……
ท้องฟ้าค่อยๆ สว่างๆ ประตูห้องปีกตะวันออกถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ เงาร่างหนึ่งเหาะเหินออกจากลานบ้าน พริบตาเดียวก็ไปไกลถึงหลายลี้
เสิ่นม่านตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นว่าเยี่ยนชีกลับมาแล้ว นางดีใจเข้าครัวเพื่อทำอาหารหลายอย่างที่เยี่ยนชีชอบ
เยี่ยนชีเคลิบเคลิ้มกับการต้อนรับของเสิ่นม่านอย่างไม่เกรงใจ ขณะที่บอกเล่าเื่ที่หนิงโม่ไปเยี่ยมญาติให้นางทราบ
เสิ่นม่านประหลาดใจ “เขามีญาติทางนี้ด้วยหรือ? สมัยก่อนไม่เคยได้ยินเขากล่าวถึงมาก่อน?”
เยี่ยนชียิ้มเก้อเขิน “เ้าก็ไม่เคยถามนี่นา”
ก็จริง… แต่ใครบางคนไปโดยไม่บอกกล่าว ทำให้นางไม่พอใจเล็กน้อย
หนิงโม่ไม่อยู่ เสิ่นม่านรู้สึกเหมือนขาดคนต่อล้อต่อเถียงด้วยจึงรู้สึกเหงาปากไปบ้าง
จวบจนวันที่สี่ของปีใหม่ หนิงโม่ก็ยังไม่กลับมา
เสิ่นม่านไม่ได้ข่าวคราวจากเขา แต่ได้รับรายงานจากเยี่ยนชี
กลางดึกคืนหนึ่ง เสิ่นม่านกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียง กระทั่งเสียงเคาะประตูดังสนั่นปลุกนางตื่น นางค่อยๆ ลืมเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้น จากนั้นห่มเสื้อคลุมและเปิดประตู นางเห็นเยี่ยนชียืนอยู่ตรงประตูด้วยท่าทางเคร่งเครียด
“แม่นางเสิ่น ่กลางคืนโจรบุกปล้นล้างบางหมู่บ้านสุ่ยหนิวที่อยู่ข้างๆ ชาวบ้านทั้งแก่และเด็กในหมู่บ้านตายไปกว่าครึ่ง เราต้องรีบบอกชาวบ้านในหมู่บ้านให้พวกเขาหนีออกไปโดยเร็ว”
“อะไรนะ?!” เสิ่นม่านที่กำลังง่วงนอนถึงกับตื่นเต็มตา
จางหงอี้ไปปราบโจรแล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดจู่ๆ ก็มีโจรอาละวาดอีกแล้ว?
-----
