บทที่ 94 วังไร้เงา
ทางตระกูลลู่กำลังเฉลิมฉลองกันอย่างมีความสุข กลับกันทางตระกูลจางนั้นช่างมืดมนหม่นหมอง หลังจากประมุขตระกูลจาง จางอวิ๋น อาเจียนออกมาเป็เืและสลบไปเมื่อวานนี้ แม้ไม่นานก็ฟื้นกลับมาแล้ว แต่ขวัญกำลังใจของเขาก็ลดลงไม่น้อยหลังจากถูกโจมตีครั้งนี้
โชคดีที่เจียงฮั่นเจิ้นที่หนีไปกลับมาอีกครั้งหลังจากที่ตระกูลลู่จากไป แม้ว่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตระกูลลู่เช่นเดียวกัน แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าตระกูลเจียงยังไม่ได้ทอดทิ้งตระกูลจางไปจริงๆ ซึ่งสิ่งนี้มันช่วยปลอบประโลมใจจางอวิ๋นได้ไม่น้อย
“สหายเจียง เราควรทำอย่างไรกับสถานการณ์ในตอนนี้ดี? ตระกูลจางของข้าเป็เพียงตระกูลเล็กๆ ข้าไม่มีวิธีแล้วจริงๆ!” จางอวิ๋นใบหน้าซีดขาวนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูก เวลาพูดก็ดูไร้เรี่ยวแรง
แม้ว่าเจียงฮั่นเจิ้นจะตกตะลึงกับฝีมือของตู้เสวียนเฉิง แต่คิดไม่ถึงว่าผู้ที่ลงมือจะเป็จอมเทพขั้นเกิดเทพเ้า สุดท้ายแล้วตู้เสวียนเฉิงก็ใช้เพียงอาวุธวิเศษเท่านั้น แม้แต่หน้าก็ไม่เห็นด้วยซ้ำ
“สหายจางไม่ต้องเป็กังวลไป ที่เหยียนซิ่งถูกกระทืบจนาเ็สาหัส มันก็เกินความคาดหมายของข้าแล้ว แต่เื่นี้จะให้จบกันไปเช่นนี้ไม่ได้ เมื่อคืนวาน ข้าได้ส่งกระบี่ส่งสารไปขอความช่วยเหลือจากตระกูลแล้ว ช้าสุดพรุ่งนี้ก็คงถึง” เจียงฮั่นเจิ้นกล่าวปลอบใจจางอวิ๋น
จางอวิ๋นไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี เดิมทีคิดว่าตระกูลเจียงจะสามารถกำราบตระกูลลู่ได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่รู้ชะตากรรมเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า อย่างไรตระกูลจางก็คงไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ แต่กลับต้องสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล แล้วเช่นนี้จะให้เขาวางใจได้อย่างไร!
แม้เจียงฮั่นเจิ้นจะรู้ดีว่าตระกูลจางต้องรับความกดดันและความสูญเสียไปไม่น้อย แต่เื่พวกนี้มันไม่เกี่ยวข้องกับเขา หากพูดกันตามตรงแล้ว เื่นี้ตระกูลจางก็ทำตัวเอง ตระกูลเจียงส่งคนมาช่วยตระกูลจาง ก็ถือว่ามีศีลธรรมมากพอแล้ว แต่คำพูดพวกนี้มันพูดออกมาได้ยากนัก
ทั้งสองก็ตกอยู่ในความเงียบงันทันที
หลังจากนั้น สีหน้าของทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปพร้อมกันทันที ไม่นานก็ตามมาด้วยสีหน้าท่าทีดีใจ พวกเขาลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็เห็นเพียงอาวุธเวทบินที่คล้ายพระราชวังเล็กๆ หลังหนึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ตระกูลจาง ซึ่งในเวลานี้มีร่างคนมากมายอยู่บนนั้น เจียงฮั่นเจิ้นและจางอวิ๋น มองหน้ากันและยิ้มด้วยความดีใจไม่น้อย ั์ตาแฝงไปด้วยความปีติยินดี เพราะคนที่มาก็คือยอดฝีมือที่ตระกูลเจียงส่งมาช่วยเหลือในข้ามคืนกันเลยทีเดียว
เมื่อทั้งสองบินทะยานขึ้นไปอยู่ในอาวุธเวทบินขึ้นชื่อของตระกูลเจียงที่มีนามว่า “วังไร้เงา” ต่างก็ประหลาดใจเมื่อพบว่ามีผู้คนไม่ต่ำกว่าสามสี่สิบคนอยู่ในวังไร้เงา ทว่ามีเพียงสี่ห้าคนเท่านั้นที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน แม้จะบอกไม่ได้ว่าตระกูลเจียงระดมพลมากันเต็มกำลัง แต่ก็ถือว่ามีเกือบครึ่งหนึ่งกองกำลังระดับสูงของตระกูลเจียงเลยก็ว่าได้
“ฮั่นเจิ้น มาเล่าให้ข้าฟังสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น? เหยียนซิ่งเป็อย่างไรบ้าง?” เสียงที่น่าเกรงขามดังขึ้นข้างหูของเจียงฮั่นเจิ้น มันทำให้เขาขยิบตาส่งสัญญาณให้จางอวิ๋นทันที เพื่อให้เขารออยู่ที่นี่ จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ทันที
เมื่อพูดถึงอาวุธเวทที่บินได้นี้ วังไร้เงาของตระกูลเจียงสะดวกสบายกว่าเรือแสงตัดเมฆา์ของตระกูลลู่นัก ไม่ว่าจะเป็การตกแต่งหรือพื้นที่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เรือแสงตัดเมฆา์จะเทียบได้ ยกเว้นแต่ในเื่ความเร็ว เรือแสงตัดเมฆา์ เหนือชั้นกว่า โดยทั่วไปแล้วตระกูลลู่ ยังด้อยกว่าตระกูลเจียงไปเล็กน้อยในแง่ของอาวุธเวทที่บินได้
ในห้องโถงหลัก ผู้คนของตระกูลเจียง นั่งเรียงกันตามระดับพลังยุทธ์สูงต่ำ มีเพียงตำแหน่งบนสุดเท่านั้นที่มีชายชราผู้สง่างามในชุดคลุมสีม่วงยืนอยู่ที่นั่น จ้องเขม็งมองมาที่เจียงฮั่นเจิ้น ด้วยดวงตาที่ลุกเป็ไฟ
“คารวะผู้เฒ่าห้า!” เจียงฮั่นเจิ้นรีบเข้าไปโค้งคำนับทันที
ชายชราชุดม่วงคือ เจียงฉีิ ผู้เฒ่าห้าของตระกูลเจียง มีพลังยุทธ์อยู่่ปลายขั้นตงซวน ฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณกระบี่สามธาตุใน คัมภีร์น้ำมรกต ของตระกูลเจียง ทั้งสามธาตุคือ ธาตุน้ำหยวน ธาตุน้ำแข็ง และธาตุปราณ เรียกอีกอย่างว่าธาตุเมฆ นอกจากปรมาจารย์ขั้นเกิดเทพเ้าของตระกูลเจียงแล้วก็ยังมียอดฝีมือ่ปลายตงซวนหลายคนอยู่ด้วย เคล็ดวิชาปราณกระบี่สามธาตุมีพลังในการโจมตีที่ทรงพลังมาก ล้วนแล้วแต่มีความอันตราย และยากที่จะป้องกัน วิทยายุทธ์อีกอย่างหนึ่งที่สืบทอดมาโดยตรงจากตระกูลเจียงก็คือ คัมภีร์น้ำแท้เทียนอี้ ซึ่งมีผู้ฝึกฝนอยู่จำนวนมากเช่นกัน วิทยายุทธ์นี้ยังคงลึกลับ และมีความแปลก อีกทั้งยังเป็หนึ่งในวิทยายุทธ์ที่สืบทอดมาจากสายเืโดยตรงของตระกูลเจียงอีกด้วย
“เอาละ นั่งลงก่อนแล้วคุยกัน!” เจียงฉีิโบกมือเล็กน้อยแล้วนั่งลงเช่นกัน
ส่วนยอดฝีมือคนอื่นๆ ของตระกูลเจียงต่างก็หันสายตามองไปที่ตัวเจียงฮั่นเจิ้นเช่นกัน
เมื่อวานพอได้รับข่าวจากเจียงฮั่นเจิ้นว่าผู้เฒ่าผู้บังคับกฎพลังยุทธ์ขั้นตงซวนของตระกูลเราถูกทุบตีตอนนี้ยังไม่รู้เป็ตายร้ายดีอย่างไร เมื่อทุกคนได้ยินข่าวนี้ก็รู้สึกโกรธกันไม่น้อย ดังนั้นจึงพากันมาช่วยในครั้งนี้ อีกทั้งยังได้ส่งยอดฝีมือขั้นตงซวนมาให้เลย ในนั้นมีผู้เฒ่า่ปลายขั้นตงซวนท่านหนึ่ง ่กลางขั้นตงซวนสองท่าน ยังมี่เริ่มต้นขั้นตงซวนสองท่าน ในขณะเดียวกันยังพานักพรตขั้นฟันฝ่าสิบกว่าคนเดินทางมาด้วย โดยตั้งใจที่จะกำจัดตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนให้สิ้นซากไปเลยในครั้งนี้!
เจียงฮั่นเจิ้นก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เพราะเห็นการต่อสู้ระหว่างเจียงเหยียนซิ่งและลู่อวี่ แม้ว่าจะแพ้แล้ว แต่ไม่ใช่เพราะพลังยุทธ์ กลับแพ้เพราะพลังวิเศษของเขา ทว่าเื่ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็เป็เพียงการคาดเดาของเขาเท่านั้น อย่างไรก็ตามเพราะเขาไม่ได้เห็นแม้แต่คนที่ลงมือ อีกทั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายหน้าตาเป็อย่างไร รู้เพียงว่าอีกฝ่ายมีอาวุธเวทที่มีลักษณะคล้ายม้วนกระดาษ
ดังนั้นหลังจากฟังบอกเล่าของเจียงฮั่นเจิ้นแล้ว สมาชิกของตระกูลเจียงก็สับสนมากยิ่งขึ้น
ในทางกลับกันเจียงฉีิกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย หรี่ตาและไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ในที่สุดก็โบกมือขึ้นแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้เจอแล้วก็รู้เอง!” พูดจบก็หันไปหาเจียงฮั่นเจิ้นแล้วพูดอีก “เ้าพาเหยียนซิ่งขึ้นมาตั้งหลักก่อน ข้าไม่ลงไปแล้ว!”
เจียงฮั่นเจิ้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หัวหน้าตระกูลจางยังคงรออยู่ข้างนอก ไม่รู้ว่าผู้เฒ่าห้าจะมาพบเขาหรือไม่ แต่ลูกสาวของตระกูลจางแต่งงานกับลูกชายของผู้เฒ่าสาม จึงไม่ได้สนิทคุ้นเคยกับผู้เฒ่าห้ามากนัก ซึ่งจุดนี้เขาเองก็รู้เช่นกัน ดังนั้นจึงทำได้เพียงอดทน ในที่สุดก็ไม่ได้พูดอะไร
เข้าวันที่สอง ลู่อวี่เพิ่งจะฝึกซ้อมเสร็จ พื้นที่ตรงหน้าเขาก็ขยับและสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นร่างหนึ่งก็แวบขึ้นมา เป็ตู้เสวียนเฉิงที่สวมชุดสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นมาตรงหน้า
ลู่อวี่จึงรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะปกติตู้เสวียนเฉิงจะออกมาปรากฏตัวน้อยมาก ไม่รู้ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น
แต่ไม่ทันที่เขาจะได้ถาม ตู้เสวียนเฉิงกล่าวขึ้น “มีคนจากตระกูลเจียงเดินทางมาเสริมอีกจำนวนมาก น่าจะมียอดฝีมือขั้นตงซวนอย่างน้อยห้าคน เ้าก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน แม้ว่าข้าจะรับมือคนเดียวได้ แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนไป เ้าก็หนีไปก่อนดีกว่า!” จิตของเขาสามารถกวาดไปได้ไกลถึงหมื่นไมล์ เพราะฉะนั้นระยะทางร้อยกว่าไมล์มันก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของเขาอยู่แล้ว หากตระกูลจางมีการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ต้องรู้ได้ทันที
หากตระกูลเจียงส่ง “วังไร้เงา” มาเอิกเกริกเช่นนี้ เป็ไปไม่ได้เลยที่ตู้เสวียนเฉิงจะไม่สังเกตเห็น แต่หลังจากวังไร้เงาแล้ว เขาก็เพิ่งสังเกตเห็นสถานะของสมาชิกในนั้น เพราะไม่อยากทำให้อีกฝ่ายใเพียงเท่านั้น
ลู่อวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่ายหัวแล้วพูดว่า “ไม่จำเป็ ต่อให้คนของพวกเขาจะมากันมากอีกเท่าไรก็ไม่มีอะไรนักหรอก!”
เหตุผลที่ลู่อวี่กล้าพูดเช่นนี้ หนึ่งก็เพราะว่ามีพละกำลังที่เก่งกาจของตู้เสวียนเฉิงผู้นี้อยู่ ถึงจะสู้ไม่ได้แต่ก็สามารถปกป้องพวกเขาได้อยู่แล้ว สองคือคนของตระกูลเจียงพวกนี้ อาจจะยังไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตนเอง หากว่าตระกูลเจียงจะยอมทำากับตระกูลลู่เพราะตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลจาง คงเป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน
อีกอย่างเื่นี้เป็เพราะตระกูลเจียงไม่มีเหตุผลเอง ลู่อวี่ทำอะไรตรงไปตรงมา ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้ต้องกลัว
ในขณะที่ลู่อวี่ และตู้เสวียนเฉิงกำลังพูดคุยกันก็มีเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังมาจากข้างนอก ตามมาด้วยเสียงที่วิตกกังวลของลู่หยวนจือที่ดังขึ้น “นายน้อย ตระกูลเจียง ส่งคนมาช่วยสนับสนุนตระกูลจาง อีกอย่างครั้งนี้มียอดฝีมือมาเยอะมากด้วย คิดว่าอีกครู่พวกเขาคงมาหาพวกเราที่นี่!”
ลู่อวี่ตอบอย่างใจเย็น “อืม เื่นี้ข้ารู้แล้ว เ้าแจ้งให้คนที่ไปสวนสัตว์วิเศษตระกูลจางรีบกลับมาก่อน อย่าเพิ่งไปขัดแย้งกับตระกูลเจียงในตอนนี้ แต่หากอีกฝ่ายไม่สนใจก็อย่าทำให้ความน่าเกรงขามของตระกูลลู่ลดน้อยลง”
“ขอรับ นายน้อย!”
หลังจากที่ลู่หยวนจือได้ยินคำพูดของลู่อวี่ ความกังวลในใจก็ผ่อนคลายลงมาก ถึงแม้ว่าลู่อวี่จะมีพลังยุทธ์่กลางฟันฝ่าเท่านั้น แต่เสียงที่สงบและทรงพลังของเขาทำให้ ลู่หยวนจือรู้สึกปลอดภัยไม่น้อย นี่ไม่ใช่เพียงสถานะ แต่ยังร่วมถึงอำนาจ ซึ่งไม่ใช่พลังยุทธ์
เมื่อลู่อวี่เห็นว่าตู้เสวียนเฉิงไม่จากไป ก็รู้เลยว่าเขาคงเป็ห่วงตัวเอง เมื่อคิดได้เช่นนี้ใบหน้าก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้น เขาอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น “ดูเหมือนว่าตระกูลเจียงจะโกรธไม่น้อยเลย ส่งพลังยุทธ์ขั้นตงซวนมากันถึงห้าคนเลย ไอ๊หยา ตระกูลลู่เราทั้งหมดยังมีพลังยุทธ์ขั้นตงซวนไม่ถึงสิบคนเลย ดูเหมือนว่าหนทางที่จะมีอำนาจผงาดขึ้นมาของตระกูลลู่คงยังต้องใช้เวลาพอสมควร!”
ตู้เสวียนเฉิงชำเลืองมองลู่อวี่ด้วยความไม่พอใจ จากนั้นก็กล่าวว่า “เ้านี้มันฉบับของคนที่กินดีอยู่ดีไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่อดอยากหรอก เท่าที่ข้ารู้มา สองปีที่แล้วตระกูลลู่มีนักพรตขั้นตงซวนเพียงสามสี่คนเท่านั้น แต่่สองปีที่ผ่านมากลับเพิ่มขึ้นมาตั้งสองเท่า เ้ายังจะเอาอะไรอีก? ไม่แน่บางทีใช้เวลาไม่ถึงสิบปี ยอดฝีมือขั้นตงซวนของตระกูลลู่อาจจะมีมากกว่าตระกูลเจียงก็ได้ หากมีอัจฉริยะเก่งๆ อีกสองสามคน หลังจากนี้อีกร้อยปี ตระกูลลู่ของเ้าอาจมียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าเพิ่มขึ้นอีกคนสองคนก็เป็ได้ มันไม่ใช่เื่ที่จะเป็ไปไม่ได้!”
ลู่อวี่หัวเราะเบาๆ ตอนนี้ตระกูลลู่ก็มีคนปรุงโอสถขั้นห้าถึงสองคนแล้ว ทุกวันนี้เติบโตขึ้นเพียงนี้มันก็สมเหตุสมผลแล้ว ตัวเองก็เพียงหยอกล้อเขาเท่านั้น
“เอาน่า ข้าก็เพียงพูดไปเท่านั้น แต่คาดว่าคนของตระกูลเจียงและตระกูลจางคงจะมาถึงที่นี่ในเร็วๆ นี้แล้ว พวกเราจะปล่อยให้คนพวกนี้มาดูถูกเราไม่ได้ คิดว่าพลังยุทธ์ขั้นตงซวนมาแล้วจะทำให้ข้ากลัวเช่นนั้นหรือ ไป พวกเราไปดูกันสักหน่อย คนพวกนี้จะได้ไม่คิดว่านายน้อยอย่างข้าผู้นี้เป็เพียงตัวประกอบ โดยที่ยังไม่รู้เห็นอะไรชัดเจน!”
ในขณะที่พูดเล่นว่าไม่มีปัญหาอะไรกับตู้เสวียนเฉิงอยู่ ก็พลางเปิดประตูแล้วบินทะยานตัวขึ้นไปในอากาศ แล้วบินออกไปด้านนอกทันที
ไม่นานหลังจากนั้น คนกลุ่มแรกที่พวกเขาพบคือพวกลูกศิษย์ของตระกูลลู่ที่หาประโยชน์จากสวนสัตว์วิเศษของตระกูลจาง หลังจากไล่คนพวกนี้บางส่วนกลับ และยังไม่ทันที่พวกเขาจะไปต่อก็เห็น “วังไร้เงา” ของตระกูลเจียงค่อยๆ บินช้าๆ มาจากระยะไกล
ลู่อวี่พูดด้วยรอยยิ้ม “ขนาด ‘วังไร้เงา’ ก็ขับกันมาแล้ว คงคิดจะทำลายล้างตระกูลลู่กันเลยทีเดียว? ผู้าุโตู้ช่วยหยุดเขาไว้ได้หรือไม่?”
ตู้เสวียนเฉิงยิ้มและพูดว่า “แย่งชิงมาให้เ้าเลยก็ไม่มีปัญหา ทำไม กล้ารับหรือไม่เล่า?”
ลู่อวี่แสยะยิ้ม เขาอยากได้นัก แต่หากทำให้ตระกูลเจียงขุ่นเคืองใจด้วยเหตุนี้ กลับไปแล้วมันก็ยากที่เขาจะหาข้อแก้ตัว อีกอย่างแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดจะมีการแข่งขันกันมากกว่าการเป็พันธมิตร บางคนถึงกับเป็ศัตรูที่มองหน้ากันไม่ติด แต่ละคนก็ยังคงระมัดระวังรักษาพื้นที่ส่วนตัวนี้ไว้ เขาก็ไม่อยากไปทำลายมันเพราะสาเหตุที่มาจากตัวเขาเอง
“ช่างเถิด ทำให้พวกเขาหยุดอยู่กับที่ ขับมาอย่างหยิ่งยโสวางอำนาจบาตรใหญ่จนถึงบนหัวตระกูลลู่ของเรามันเื่อะไรกัน หากของนี้เป็ของตระกูลเมิ่ง ข้าก็แย่งชิงมาเลยโดยไม่คิด แต่เมื่อเป็ของตระกูลเจียงก็ไว้หน้าพวกเขาหน่อยแล้วกัน!”
ตู้เสวียนเฉิงยิ้มจางๆ ระหว่างที่โบกมือ แสงศักดิ์สิทธิ์เล็กๆ หนึ่งก็ตกลงบน “วังไร้เงา” ที่ลอยตัวอยู่ไกลๆ นั้น ทันใดนั้นเองมันก็กลายเป็ม้วนภาพขนาดใหญ่ที่มีรูปภาพหลายร้อยภาพ ในเวลาเดียวกันก็ฉายแสงจางๆ อย่างต่อเนื่องจน ทำให้ “วังไร้เงา” หยุดชะงักอยู่กับที่ และไม่สามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้อีก
