กงจื้อิแววตาเป็ประกายขึ้นเล็กน้อยก่อนพยักหน้าเบาๆ และตอบว่า “ดี ข้าหาคนมาให้เ้าแล้ว เ้าอยากสั่งอะไรก็สั่งได้เต็มที่เลย แต่อย่าหักโหมเกินไปล่ะ”
“รับทราบเ้าค่ะ” ติงเหว่ยยิ้มอย่างมีเลศนัย “ข้าจะต้องทำให้ท่านประหลาดใจแน่ๆ!”
กงจื้อิเริ่มรู้สึกสงสัย แต่ในสีหน้ากลับไม่แสดงออกมาแม้แต่น้อย เขาพูดตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “ตกลง ข้าจะรอดู”
ติงเหว่ยรู้สึกว่าถูกสบประมาท นางกินโจ๊กเนื้อเข้าไปอีกหนึ่งคำและตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะทำ “ะเิปืนใหญ่” ให้สำเร็จ
กงจื้อิยิ้มจนตาเป็ประกาย พลางเลื่อนจานหน่อไม้ดองบนโต๊ะให้นาง เ้าเด็กอ้วนอาจจะรู้สึกว่าตนเองถูกพ่อแม่เมิน เขาจึงยื่นมือออกไปหยิบหน่อไม้ดองชิ้นหนึ่งยัดเข้าปาก ผลก็คือใบหน้าของเขาพลันยู่ยี่เป็ซาลาเปาเพราะรสเปรี้ยวจัดทันที
ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกพูดคุยกันเบาๆ และมีความสุข ภาพนี้เมื่อมองจากสายตาคนอื่นๆ ต่างก็มีแววตาแตกต่างกันไป
ลุงอวิ๋นเองก็ดีใจจนยิ้มกว้าง แต่ผู้าุโเหว่ยกลับมีความหงุดหงิดเหมือนลูกสาวถูกแย่งไป ส่วนอวิ๋นอิ่งกับคนอื่นๆ ต่างก็ยินดีแทนเ้านาย มีเพียงฟางซิ่นที่เงียบขรึมลงเรื่อยๆ และไหเหล้าในมือของเขาก็หมดลงในไม่ช้า
เมื่อกินเสร็จโต๊ะก็ถูกเก็บเรียบร้อย ขณะนี้ดวงจันทร์ลอยขึ้นสู่กลางฟ้าแล้ว สองผู้าุโที่ยังดวลเหล้ากันอยู่ต่างก็เมาหนัก ขณะที่เถียงกันไปมาก็พยุงกันเดินออกไป กงจื้อิต้องไปตรวจตราในค่าย จึงหอมลูกชายแล้วพาอวี้ฉือหุ่ยออกไปด้วย
เหลือแต่ฟางซิ่นที่ยังคงดื่มน้ำแกงเพื่อแก้อาการเมา และยังไม่จากไป
ติงเหว่ยที่มีแผนหาเงินเต็มหน้ากระดาษ นางอยากจะไปหาฟางซิ่นเพื่อคุยด้วยนานแล้ว จึงเรียกอวิ๋นอิ่งให้ช่วยพยุงนางมานั่งตรงข้ามฟางซิ่นแล้วถามอย่างยิ้มแย้มว่า “พี่ฟาง ถ้าท่านไม่ยุ่งเกินไป อยู่ต่ออีกหน่อยได้ไหม ข้ามีเื่อยากจะถามความคิดเห็นของท่านพอดี”
ฟางซิ่นสงสัยและถามว่า “เื่อะไรอย่างนั้นหรือ?”
ติงเหว่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ข้าอยากหาช่องทางทำเงินเพิ่ม เพื่อหาสินเดิมเพิ่มสักหน่อย แต่ข้าไม่ค่อยได้ออกไปไหนนัก ไม่รู้ว่าเส้นทางการค้าของซีเฮ่าแต่ละที่เป็ยังไงบ้าง?”
ฟางซิ่นที่ได้ยินนางพูดถึงคำว่า “สินเดิม” อย่างเปิดเผย ทำให้แววตาของเขาเริ่มมืดมนลงเล็กน้อย เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ถามว่า “ข้าจำได้ว่าเ้าพูดว่าอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ต้องกังวลเื่ปากท้อง และในเวลาว่างก็อยากเดินทางไปทั่วูเาลำเนาต่างๆ แต่…ถ้าเ้าต้องแต่งกับเทียนเป่าและเข้าไปในสถานที่แห่งนั้น เ้าอาจไม่ได้ออกมาเดินทางอีกเลย เ้า…จะไม่เสียดายหรือ?”
ติงเหว่ยที่กำลังรินชาอยู่ก็หยุดชะงักไป น้ำชาจวนจะหกออกมา นางไม่ใช่คนโง่เขลา ความรู้สึกของฟางซิ่นนางพอจะเดาออกบ้าง ไม่มากก็น้อย แต่นางก็คิดว่าแค่ทำเป็ไม่รู้เื่เท่านั้น เพราะหากไม่มีคำพูดชัดเจน นางอาจคิดไปเองฝ่ายเดียวก็ได้ อีกทั้งนางก็ไม่อยากสูญเสียเพื่อนคนนี้ที่หามาไม่ได้ง่ายๆ
แต่เมื่อถึงเวลานี้แล้ว หากนางยังทำเป็ไม่รู้เื่ก็คงจะเป็การไม่จริงใจต่อเขา
เมื่อคิดเช่นนั้น นางก็ถอนหายใจและแสดงอาการกังวลและลังเลออกมาอย่างชัดเจน
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็ยังไง แต่คาดว่าอาจไม่สงบสุขนัก บางทีอาจจะเหมือนที่พี่ฟางพูดไว้ ่ครึ่งชีวิตหลังอาจต้องอยู่ในโลกเล็กๆ ใบหนึ่งไปตลอด แต่ตราบใดที่ใต้ท้องฟ้าเล็กๆ ผืนนั้นยังมีคนที่ข้ารัก มีลูกของข้า แม้จะไม่เป็อิสระนักแต่ข้าก็เต็มใจ”
แม้จะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินคำตอบนี้ด้วยหูตนเอง ดวงตาของฟางซิ่นก็ยังคงมีความเ็ปฉายออกมาครู่หนึ่ง “ดี ตราบใดที่…เ้ามีความสุขก็พอแล้ว”
ติงเหว่ยรวบรวมกำลังใจแล้วพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าก็รอพี่ฟางพูดประโยคนี้แหละ ต่อไปท่านต้องคอยช่วยพวกเราสองแม่ลูกด้วยนะ สามีภรรยายังสามารถหย่าร้างได้ แต่พี่ชายไม่สามารถทิ้งน้องสาวกับหลานได้นะ!”
ฟางซิ่นเองก็ไม่ใช่คนใจแคบอะไร แม้จะรู้สึกเสียใจกับความสัมพันธ์ที่ยังไม่ทันเริ่มก็ต้องจบลง แต่เขาก็พยายามยิ้มออกมาอย่างเต็มที่ “ตกลง ต่อไปเ้าคือน้องสาวแท้ๆ ของข้า ไหนบอกข้าสิ ว่าเ้าจะหาเงินสินเดิมได้ยังไง?”
ติงเหว่ยรีบหยิบกระดาษกับพู่กันออกมาพร้อมถามอย่างตื่นเต้นว่า “พี่ใหญ่ ซีเฮ่าของพวกเรามีการค้าขายทางทะเลไหม? มีของจากต่างประเทศเข้ามาขายบ้างหรือเปล่า?”
“การค้าทางทะเลน่ะมีอยู่บ้าง แต่ส่วนมากจะขนส่งสินค้าพิเศษจากทางเหนือไปทางใต้ มีคาราวานพ่อค้าน้อยมากที่จะออกไปทะเลลึกไกลๆ”
“ทำไมถึงไม่ออกไปทะเลลึกบ้างล่ะ? ถ้าหาของจากต่างประเทศมาแลกเปลี่ยนกันบ้าง ของที่นี่บางอย่างเช่นชามกระเบื้องใบหนึ่ง อาจจะแลกเป็ทองคำก้อนใหญ่ในต่างแดนก็ได้นะ!”
ฟางซิ่นได้ฟังก็อดขำไม่ได้ “ไม่ใช่ว่าไม่มีใครคิดถึงเื่นี้นะ แต่การเดินเรือในทะเลต้องใช้แรงคนจำนวนมาก ต้องใช้คนพายเรือเยอะมาก และทางเดินทะเลก็ไม่มีใครคุ้นเคย ถ้าเกิดพุ่งชนโขดหินใต้น้ำจนเรือรั่ว ก็อาจจะจบลงด้วยเรือแตกจมทะเลกันหมด มันอันตรายเกินไปจริงๆ”
ติงเหว่ยยิ่งสงสัยมากขึ้น “พี่ใหญ่พูดว่าการเดินเรืออาศัยแต่แรงคนพาย แล้วทำไมไม่ใช้ใบเรือช่วยล่ะ? แล้วถ้ากลัวเรือรั่วก็ทำพื้นเรือให้เป็ช่องๆ แยกกันสิ จะได้ไม่จมลงทั้งลำเมื่อเกิดรูรั่วขึ้นที่หนึ่งใช่ไหมล่ะ?”
“ใบเรือคืออะไร? แล้วพื้นเรือที่แยกเป็ช่องๆ นั้นหมายความว่ายังไง?” ฟางซิ่นถึงแม้จะไม่เชี่ยวชาญการต่อเรือ แต่เขาก็จับสังเกตได้ว่ามีอะไรบางอย่างในคำพูดของติงเหว่ย
ติงเหว่ยก็สังเกตได้เช่นกัน นางจึงยิ้มจนตาเป็ประกาย “พี่ใหญ่ ท่านสนใจจะร่วมลงทุนกับข้าไหม? ต่อเรือลำใหญ่ ออกทะเลลึก ไปดูดินแดนต่างประเทศว่าเป็ยังไงบ้าง พร้อมกับหาเงินเยอะๆ ไว้แต่งภรรยา! ข้าได้ยินมาว่าที่ต่างประเทศมีอาณาจักรที่สตรีได้เป็ฮ่องเต้ด้วยนะ และมีคนมากมายที่ผมสีแดงตาสีฟ้า น่าเกลียดยิ่งกว่าผีร้ายเสียอีก บางคนมีสีดำมืดทั้งตัวยกเว้นแต่ตากับฟัน...”
ฟางซิ่นไม่เคยได้ยินเื่แปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน จึงถามขึ้นมาทันที “มันจะมีเื่แบบนี้ได้ยังไง? เ้าไปได้ยินมาจากที่ไหน?”
ติงเหว่ยยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ “พี่ใหญ่ไม่ต้องสนใจว่าข้าไปได้ยินมาจากที่ไหน แต่มันเป็เื่จริงทั้งหมด สรุปว่าท่านสนใจจะร่วมลงทุนกับข้าหรือไม่?”
“แน่นอนอยู่แล้ว” ฟางซิ่นตบโต๊ะทันที “พรุ่งนี้ข้าจะหาคนไปที่เฉวียนโจว เพื่อสร้างโรงต่อเรือ! ข้าอยากเห็นนักว่านอกเหนือจากซีเฮ่าแล้วที่ปลายสุดของทะเลจะเป็ยังไง!”
“จะให้ดีที่สุดต้องหาอดีตลูกเรือฝีมือดีๆ มาเยอะๆ หน่อย แล้วก็หาชาวประมงที่ออกทะเลบ่อยๆ มาด้วยนะ!”
พี่น้องสองคนที่เพิ่งจะเริ่มร่วมมือกันต่างก็พูดคุยกันด้วยความตื่นเต้น คนหนึ่งตื่นเต้นกับดินแดนต่างประเทศที่ไม่เคยเห็น อีกคนก็คิดถึงทองคำในกระเป๋าของคนอื่นๆ…
หลังจากที่ติงเหว่ยเขียนแิลงบนกระดาษได้อีกหลายหน้า ทั้งคู่ก็พูดคุยกันจนปากแห้งคอแห้ง และดวงจันทร์ก็ลอยขึ้นไปสูงบนท้องฟ้า ฟางซิ่นรู้สึกเสียดายที่ต้องลุกขึ้นขอตัวกลับ ติงเหว่ยที่กำลังจัดระเบียบกระดาษอยู่ก็โบกมือให้เป็การส่งแขก
ฟางซิ่นเลิกผ้าม่านขึ้น ความคลั่งไคล้ในสีหน้าของเขาค่อยๆ จางหายไป และความเหงาในใจกลับเพิ่มขึ้น ในโลกนี้ชื่อเสียงและทรัพย์สินหาได้ง่าย แต่เื่ความสัมพันธ์เป็สิ่งที่ยากจะได้มา…
เขาเดินทอดน่องไปตามทางระหว่างกระโจม และบังเอิญเงยหน้าไปเห็นฉู่ชีซีในชุดสีแดงพิงอยู่ข้างรั้วไม้ กำลังยกไหเหล้าขึ้นดื่มอย่างไม่เกรงใจใครภายใต้แสงจันทร์ดูโดดเด่นเป็อย่างมาก
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เดินเข้าไปหา “ดึกป่านนี้แล้วยังออกมาดื่มเหล้าอีก ช่างไม่สมกับเป็กุลสตรีเลยจริงๆ!”
ฉู่ชีซีที่เมาได้ที่แล้วเงยหน้ามองมาด้วยสายตามึนงง ก่อนจะฮึดฮัดออกมาอย่างไม่พอใจ “ไปให้พ้นเลย บัณฑิตคร่ำครึ ข้าไม่้าให้เ้ามายุ่ง!”
เมื่อพูดจบนางก็ยกมือขึ้นเพื่อจะดื่มเหล้าต่อ แต่ฟางซิ่นเข้ามาคว้าไปจากมือของนางอย่างรวดเร็ว “ข้าก็ไม่อยากยุ่งกับเ้านักหรอก แต่ถ้าวันพรุ่งนี้ท่านแม่ทัพาุโฉู่ต้องเสียลูกสาวไปเพราะความหนาวเย็น ชาวซีเฮ่าทั้งหมดคงได้หัวเราะเยาะเ้าเป็แน่!”
ฟางซิ่นวางไหเหล้าไว้ข้างๆ แล้วรีบถอดเสื้อคลุมของตนเองออกมาคลุมให้กับฉู่ชีซี ใบหน้าของนางตอนนี้ซีดเซียวไปหมดเพราะความหนาวเย็น
ฉู่ชีซียังคงพยายามดิ้นขัดขืน แต่ความอบอุ่นจากเสื้อคลุมทำให้นางไม่อยากปล่อยไปง่ายๆ จึงได้แต่เม้มปากแล้วพึมพำออกมา “ฮึ! ข้าไม่ขอบคุณเ้าหรอก!”
ฟางซิ่นเตะหิมะที่พื้นเบาๆ แล้วนั่งลงข้างๆ เขามองไปยังไหเหล้าที่เปิดอยู่ก่อนจะยกขึ้นดื่มอึกใหญ่ บางเื่ถึงแม้จะปล่อยวางได้ แต่ความเสียใจก็ยังคงต้องใช้เหล้าขมเพื่อกลืนลงไป พอสร่างเมา วันพรุ่งนี้ก็จะเป็วันใหม่ที่มีทั้งเพื่อนและน้องสาวเพิ่มขึ้นมาอีกคน…
ฉู่ชีซีคลุมตนเองจนมิดชิดเหมือนนกกระทา เหลือแต่ศีรษะโผล่ออกมา ลมหนาวพัดผ่านทำให้นางรู้สึกมึนงง ความน้อยใจในใจที่สะสมมานานก็พุ่งทะลักออกมาเมื่อมีคนรับฟัง “ฮือๆ ข้าชอบพี่เทียนเป่าั้แ่เด็กๆ แล้ว พี่เทียนเป่าช่วยข้าเวลาข้าโดนนางจิ้งจอกนั่นรังแก ข้าอยากแต่งงานกับเขา อยากร่วมรบไปกับเขา
แต่ทำไมพี่เทียนเป่าถึงชอบพี่ติง ทำไมไม่ชอบข้าล่ะ? ข้าไม่ดีตรงไหน ข้าสวยกว่าพี่ติง ข้าขี่ม้าเป็ ข้าหวดแส้ก็เก่ง ต่อให้ข้าทำอาหารไม่เป็ข้าก็เรียนได้นะ ฮือๆ ข้าไม่ยอม!”
ลมหนาวในค่ำคืนฤดูหนาวทำให้น้ำตาแทบจะกลายเป็น้ำแข็ง ฉู่ชีซีทั้งร้องไห้และตัวสั่นเพราะความหนาว
ฟางซิ่นรู้สึกหนักใจจนต้องยกเหล้าขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ “บางเื่มันบังคับกันไม่ได้ โดยเฉพาะเื่ของหัวใจ”
“ข้าไม่เชื่อ!” ฉู่ชีซีเช็ดน้ำตาแล้วเอื้อมมือไปแย่งไหเหล้าคืน
ฟางซิ่นเบี่ยงตัวหลบ ทำให้มือของนางคว้าพลาด ฉู่ชีซียิ่งโกรธเข้าไปใหญ่ “เ้ายังกล้ารังแกข้าอีกหรือ คืนมานะ นั่นมันเหล้าของข้านะ!”
นางพูดจบก็พยายามลุกขึ้นไปแย่งไหเหล้า แต่ลืมไปว่าเพราะนั่งนานขาจึงชา นางเซและล้มลงไปในอ้อมกอดของฟางซิ่น…
“เพล้ง!” ไหเหล้าตกลงไปที่พื้นและแตกเป็สองเสี่ยง กลิ่นเหล้าหอมอบอวล แต่แล้วลมหนาวก็พัดพากลิ่นเหล้าไป เผยให้เห็นชายหญิงคู่หนึ่งนอนทับกันอยู่ หญิงสาวเอนตัวอยู่ในอ้อมอกของชายหนุ่ม ชายหนุ่มโอบกอดหญิงสาวไว้ ริมฝีปากของทั้งคู่แนบชิดกัน ดวงตาทั้งสี่ประสานกัน…
“อ๊า!” ฉู่ชีซีร้องเสียงหลงก่อนจะะโลุกขึ้นด้วยความใจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่นางก็ลืมไปว่าขาของนางยังชาอยู่ ทำให้ลื่นล้มลงไปนั่งทับท้องของฟางซิ่นอีกครั้งอย่างแรง
ฟางซิ่นหน้าแดงก่ำ เขาพยายามลุกขึ้นมาแต่ก็ต้องร้องออกมาอย่างเ็ปและล้มลงไปนอนกับพื้นอีกครั้ง
“เ้าหนุ่มสกุลฟาง! เ้าช่างบังอาจนัก!”
ท่านแม่ทัพาุโฉู่ที่มักจะปรากฏตัวอย่างเงียบๆ เสมอ คราวนี้โผล่มาเหมือน “เทพเ้า” ที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหัน เขาเห็นทั้งสองคนอยู่ในสภาพนั้นพอดี แต่เช่นเคยเขาเลือกที่จะเพิกเฉยต่อลูกสาวของตนที่ “อยู่ในตำแหน่งเหนือกว่า” ราวกับเป็ผู้ก่อเหตุ และมุ่งไปต่อว่าฟางซิ่นแทน
“เ้าเด็กเหลือขอ! เ้าทำลายความบริสุทธิ์ของลูกสาวข้าครั้งแล้วครั้งเล่า คราวนี้ต่อให้พูดยังไงก็ไม่ฟังแน่! พรุ่งนี้ข้าจะเขียนจดหมายถึงท่านอัครมหาเสนาบดีฟาง เมื่อาจบลง เ้ากับลูกสาวข้าจะต้องแต่งงานกัน!”
ท่านแม่ทัพาุโฉู่ตะคอกเสียงดังแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวราวกับจะฆ่าคน ฟางซิ่นรีบะโลุกขึ้นมาและพยายามจะแก้ตัว แต่เมื่อเห็นว่ามีเหล่าแม่ทัพสิบกว่านายเดินออกมาจากหลังกระโจม เขาจึงกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงไป เมื่อครั้งก่อนที่เกิดเื่ มีเพียงท่านแม่ทัพาุโฉู่และลูกชายของเขาที่อยู่ในเหตุการณ์ ฟางซิ่นยังสามารถเชื่อได้ว่าพวกเขาคงจะไม่ทำลายชื่อเสียงของลูกสาวตนเอง
แต่คราวนี้ทุกอย่างเกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะมีอะไรเข้าใจผิดกันแค่ไหน ในสายตาของพวกเขา เขาก็ได้จูบฉู่ชีซีไปแล้ว ทำลายความบริสุทธิ์ของนางไปแล้ว หากยังพยายาม “แก้ตัว” อีกต่อไป สกุลฉู่คงต้องสูญเสียเกียรติยศไปจนหมดสิ้น และวันหน้าสกุลฟางกับสกุลฉู่คงไม่อาจเป็มิตรต่อกันได้อีก
ท่านแม่ทัพาุโฉู่เห็นฟางซิ่นไม่โต้เถียงอะไรอีก สีหน้าก็เริ่มอ่อนลงเล็กน้อย เขาหันไปโค้งคำนับแม่ทัพท่านอื่นๆ “วันนี้ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านได้เห็นเื่น่าอับอายเข้าแล้ว รอจนถึงวันที่ลูกสาวของข้าออกเรือน ข้าจะเชิญทุกท่านมาดื่มฉลองด้วยกัน”
“ตกลง ท่านแม่ทัพอย่าได้โกรธไปเลย นี่ถือเป็เื่น่ายินดีต่างหาก!”
“ใช่แล้ว หนุ่มสาวย่อมต้องเล่นซุกซนกันบ้าง แต่ก็เพราะรักกันจริงๆ”
ทุกคนต่างยิ้มแย้มและพูดจาให้กำลังใจ จากนั้นก็รีบหาข้ออ้างว่าจะไปตรวจตราค่ายต่อ แล้วก็รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
