เล่มที่ 5 บทที่ 128 เมืองวั่งไห่
“อย่านะ เ้าจะทำอย่างนี้ไม่ได้ ท่านกุ่ยหวังไม่ปล่อยเ้าไว้แน่!”
“ไม่เป็ไร อย่าลืมสิ ก่อนที่จะลงมือน่ะ ข้าได้ใช้หินิญญากั้นเขตแดนไว้แล้ว บัดนี้ถือว่าตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง หลังจากถูกดินิถู่กลืนกินลงไป กุ่ยหวังของเ้าก็จะรู้แค่ว่าลูกสมุนหายตัวไป แต่ไม่รู้หรอกว่าหายไปไหน แน่นอนว่ายิ่งไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำว่าเป็ฝีมือของข้า...”
พูดจบหลินเฟยก็โคจรพลังบงการให้ดินิถู่ถาโถมลงมา จากนั้นก็กลืนกินอสุรกายกุ่ยเจี้ยงเข้าไปทันที
เมื่อสิ้นเสียงโหยหวนของอสุรกายกุ่ยเจี้ยงแล้ว หุบเขาเสินมู่ก็กลับเข้าสู่ความสงบเช่นเดิม นอกจากต้นไม้ใบหญ้าที่ถูกทำลายด้วยฝีมือหนึ่งคนและหนึ่งอสูรแล้ว ก็เหลือเพียงหินิญญาที่ไร้ซึ่งพลังวางทิ้งไว้
หนึ่งชั่วยามผ่านไปหวังหยวนกับเหล่าศิษย์สำนักหลิงติ่งก็กระหืดกระหอบมาถึง หวังหยวนตกตะลึงกับซากปรักหักพังตรงหน้า เป็เวลาอยู่หนึ่งเค่อเต็มๆจึงได้สติ สุดท้ายก็พาเหล่าศิษย์ที่มาด้วยกันจากไป...
และอีกหนึ่งชั่วยามถัดมา ก็มีอสุรกายตนหนึ่งมุดออกมาจากใต้ดิน หากพิจารณาดีๆจะพบว่ามันไม่เหมือนอสุรกายทั่วๆ ไป ร่างของมันโปร่งใส ไม่มีกายเนื้อ ใช้การลอยไปลอยมาแทนการเดิน มีสภาพแย่ยิ่งกว่าอสุรกายชั้นต่ำด้วยซ้ำ...
ทว่าไออสูรที่แผ่ออกมากลับโเี้และเข้มข้นถึงขั้นกุ่ยเจี้ยง หลังจากมันดอมดมอยู่ครู่หนึ่ง มันก็ลอยต่อไปยังบริเวณที่อสุรกายกุ่ยเจี้ยงหายไป
มันโยนหินก้อนหนึ่งเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะหยุดชะงักลง
“อสรพิษเกล็ดหินตายแล้วหรือ?”
จากนั้นมันก็ะเิหัวเราะอย่างบ้าคลั่งขึ้นมา
“ฮ่าๆ ในที่สุดเมืองวั่งไห่ก็เป็ของข้าแล้ว!”
เมื่อสิ้นเสียงหัวเราะ เงาโปร่งใสนั้นก็สลายหายวับไปทันที
ไม่นานก็มีผู้บำเพ็ญหนุ่มสองคนเดินเข้ามา คนหนึ่งดูสุขุม อายุประมาณยี่สิบถึงสามสิบปี ส่วนอีกคนดูอ่อนวัยกว่า อายุประมาณสิบห้าถึงสิบหกปีเท่านั้น ชั่วขณะที่พวกเขาย่างก้าวเข้ามา แววตาของผู้บำเพ็ญที่สูงวัยกว่าก็เปล่งประกายวาววับทันที
“อสุรกายขั้นกุ่ยเจี้ยง แถมยังฝ่าเคราะห์ได้ถึงสี่ด่านแล้วด้วย!”
ผู้บำเพ็ญที่อ่อนวัยกว่าเห็นดังนั้นก็โบกมือหย็อยๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าขึงขัง
“ใจเย็นก่อนสิ เป็ถึงศิษย์สายตรงของสำนักกระบี่หลีซาน ทำท่าตื่นตูมแบบนี้มันใช้ได้เสียที่ไหน ก็แค่อสุรกายกุ่ยเจี้ยงสองตนที่เคยฝ่าเคราะห์สี่ด่านมาแล้ว ทว่าตนหนึ่งตาย ส่วนอีกตนหนีไปได้...”
เมื่อพูดจบก็ยกมือผลักผู้บำเพ็ญที่าุโกว่าให้พ้นทาง
“ไหน ขอดูหน่อย...”
“รู้แล้วๆ...” ผู้บำเพ็ญคนที่อายุมากกว่าตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะหลีกออกไปอย่างเชื่อฟัง
“ศิษย์พี่ซีกล่าวถูกต้องแล้วล่ะ...”
ผู้บำเพ็ญที่อายุน้อยเดินสำรวจอย่างระมัดระวังเหมือนกลัวจะเหยียบโดนบางอย่าง กระทั่งผ่านไปถึงหนึ่งเค่อเต็มๆ เขาจึงเดินกลับมาพร้อมใบไม้ที่ไหม้เป็เถ้าถ่านในมือ
“ไม่ใช่ๆ...” ผู้บำเพ็ญอ่อนวัยจ้องซากใบไม้อย่างไม่วางตา ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความสงสัย ปากก็เอาแต่พึมพำไม่หยุด
“นี่ไม่เหมือนฝีมือศิษย์น้องฟางเลยสักนิด ถ้าไม่ใช่ศิษย์น้องฟางแล้วจะเป็ใครกัน หรือว่าจะมียอดฝีมือกระบี่โผล่มาที่นี่?”
“ศิษย์พี่ซี?”
“เอาล่ะ เราไปกันเถอะ”
พูดจบก็ไม่รออีกฝ่ายตอบ ผู้บำเพ็ญวัยเยาว์เดินเอามือไขว้หลังจากไปทันที...
หลินเฟยที่เร่งเดินทางอยู่ ไม่รู้เลยว่าเื่การต่อสู้ของตนกับอสุรกายกุ่ยเจี้ยงได้แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว
แม้จะไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร แค่ใช้ดินิถู่เอาชนะอสุรกายกุ่ยเจี้ยงเท่านั้น ทว่าั้แ่ต้นจนจบหลินเฟยก็ยังรู้สึกเป็กังวลไม่หาย...
และมันก็ถือเป็เื่ปกติ หากถูกอสุรกายขั้นกุ่ยหวังหมายตาเอาไว้ ไม่ว่าเป็ใครก็คงจะไม่สบายใจทั้งนั้น
หลินเฟยรู้ดีว่า อสุรกายขั้นกุ่ยหวังที่หมายตาตนเองอยู่ จะต้องเป็ตนเดียวกับที่หุบเขากระบี่เป็แน่
ส่วนสาเหตุนั้น...
หลินเฟยเองก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะเกี่ยวกับสิ่งนั้นที่ป่าอสูร...
“ช่างบังเอิญจริงๆ...” หลินเฟยคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่ได้จากป่าอสูร จะดึงดูดให้อสุรกายกุ่ยหวังลงมือเช่นนี้ได้ นอกจากนี้หลังจากทะลุรังของมันมายังพิภพซ่างจงอีก ‘โลกกลมเสียจริงๆ...’
จะว่าไปหลินเฟยก็อยากรู้เหมือนกันว่าสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่ อสุรกายกุ่ยหวังถึงได้ตามราวีไม่เลิกแบบนี้
แต่ปัญหาก็คือหลินเฟยไม่กล้าพอ...
หากดึงดูดอสุรกายกุ่ยหวังมาอีกล่ะ?
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย หลินเฟยจึงนำสิ่งนั้นฝังไว้ในดินิถู่
เพราะดินิถู่เกิดจากเทียนกุ่ย ซึ่งในเป็หนึ่งปีศาจาจิ่วหยิน ต่อให้มีกลิ่นอายหลงเหลือเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะกดข่มให้อสุรกายกุ่ยหวังไม่กล้าเข้าใกล้แล้ว
หลังจากจบเื่ทั้งหมด หลินเฟยก็มุ่งไปที่เมืองวั่งไห่ทันที โดยไม่สนใจอสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่เพิ่งส่งเข้าไปยังดินิถู่แม้แต่น้อย
ในอดีตตอนที่สิบสำนักใหญ่บุกพิภพซ่างจง พวกเขาได้สร้างเมืองไว้ตามทิศต่างๆทั้งสี่ทิศ และทิศใต้ก็คือเมืองวั่งไห่ ทุกครั้งที่เสียงระฆังพิภพซ่างจงดังขึ้น เมืองทั้งสี่จะทำหน้าที่เป็หลุมหลบภัยให้บรรดาผู้บำเพ็ญ ภายใต้การโคจรพลังรวมกัน ทำให้เมืองทั้งสี่กลายเป็ปราการที่แข็งแกร่ง แม้แต่าามารปีศาจขั้นกุ่ยตี้หรือเยาตี้ก็ไม่อาจทำลายได้
เพราะมีเมืองทั้งสี่นี้ จึงทำให้สิบสำนักใหญ่สามารถสร้างรากฐานที่พิภพซ่างจงได้อย่างมั่นคง ต่อให้ระฆังพิภพซ่างจงดังขึ้นอีกสักกี่ครั้ง ก็ไม่สามารถขับไล่สิบสำนักใหญ่ออกจากพิภพซ่างจงได้
“แล้วมาดูกันว่ากุ่ยหวังจะกล้าบุกเมืองวั่งไห่หรือไม่...”
ผ่านไปสามวัน หลินเฟยก็เดินทางมาถึงเมืองวั่งไห่
หลังจากหาที่พักได้แล้ว หลินเฟยก็เริ่มหลอมละลายอสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่อยู่ในดินิถู่...
หลังจากอยู่ในดินิถู่หลายวัน อสุรกายกุ่ยเจี้ยงก็หายใจรวยรินออกมา หลินเฟยเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า รีบบงการอักขระกระบี่กลืนกินไออสูรลงไป...
พริบตาต่อมาไออสูรทั้งหลายก็ถูกสูบออกมา ก่อนจะค่อยๆไหลไปหล่อเลี้ยงดินิถู่
และสิ่งที่ถูกสูบออกมานั้นยังมีความทรงจำของอสุรกายกุ่ยเจี้ยงหลงเหลืออยู่อีกด้วย
แต่เมื่อเทียบกับความทรงจำของิญญาอาฆาตแล้ว จึงไม่น่าสนใจแม้แต่น้อย
เพราะอสรพิษเกล็ดงูมีความเก่งกาจแต่กำเนิด เข่นฆ่าทำลายชีวิตมาร่วมร้อยปี สุดท้ายในคืนที่พายุโหมกระหน่ำ มันก็ถูกฟ้าผ่าตายในที่สุด หลังจากตายไป ิญญาก็ไม่ยอมสลาย จากนั้นจึงได้ใช้เคล็ดวิชาบำเพ็ญมารกลืนกินมารปีศาจมากมาย จนมีพลังบรรลุเป็กุ่ยเจี้ยง
สุดท้ายก็ไปเข้าตาอสุรกายขั้นกุ่ยหวังจนได้...
-----------------------------------------------------------------------------------------------
