บทที่ 17 ตำนานยุทธภพ
ภายใต้แสงแดดแผดจ้า ทิวเขาที่ทอดตัวสลับซับซ้อนถูกปกคลุมด้วยสีน้ำตาลไหม้ ดูราวกับถูกย่างจนสุกเกรียม
แม่น้ำสายใหญ่ไหลลัดเลาะไปตามหุบเขาขนานไปกับเส้นทางหลวง บัดนี้ปรากฏยอดฝีมือในยุทธภพนับร้อยควบม้าศึกทะยานผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชักนำเอาฝุ่นควันตลบอบอวลไปตลอดทาง ในกลุ่มนั้นมีนักบู๊บางส่วนชูธงขนาดั์พริ้วไหว บนผืนธงสลักอักษรคำว่า ‘เจ็ดบรรพต’ ดูมีสง่าราศีและบารมีประดุจกองทัพนับพัน
พวกเขาล้วนสวมชุดยุทธสีเขียวเข้มแบบเดียวกัน ชายเสื้อด้านขวาปล่อยยาวพริ้วไหวดุจเปลวเพลิงที่เคลื่อนคล้อย ส่วนหัวไหล่ซ้ายประดับด้วยเกราะไหล่ทองเหลืองสลักรูปเศียรพยัคฆ์ ทุกคนมีสีหน้าเ็าแฝงไปด้วยจิตสังหารที่ยากจะปกปิด ขบวนแถวเคลื่อนที่ไปดุจัเขียวลัดเลาะตามขุนเขา ยากที่จะมีสิ่งใดมาขวางกั้น
ที่หัวขบวน ชายหนุ่มผู้หนึ่งหันไปมองชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างกายแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ พวกเรามิได้ทำเื่เล็กให้กลายเป็เื่ใหญ่ไปหน่อยรึขอรับ? ส่งคนมามากมายขนาดนี้ ต่อให้หลินสวิ่นเฟิงมิได้ล้างมือจากยุทธภพ ลำพังพวกเราก็เพียงพอจะสยบเขาได้แล้ว”
ชายวัยกลางคนผู้นี้มีนามว่า เยว่เจิ้นชวน เป็หนึ่งในเจ็ดประมุขแห่งพันธมิตรเจ็ดบรรพต เขามีวรยุทธสูงส่งและมีชื่อเสียงเกริกไกรยิ่งนักในยุทธภพ
เผชิญกับคำถามของศิษย์รัก เยว่เจิ้นชวนสีหน้ามิแปรเปลี่ยน เขาตอบกลับว่า “ม่อจิ่วเจียวหายตัวไปนานปานนี้ยังไม่กลับมา ย่อมต้องเกิดเื่ขึ้นแน่นอน แม้ม่อจิ่วเจียวจะมิได้เก่งกาจอะไรนัก ทว่าการที่สำนักชิงเซียวกล้าลงมือกับเขา แสดงว่าพวกมันเตรียมพร้อมที่จะเป็ศัตรูกับพันธมิตรเจ็ดบรรพตแล้ว ยามนี้สถานการณ์ใต้หล้ากำลังแปรเปลี่ยน กระแสยุทธภพเริ่มปั่นป่วน พันธมิตรเจ็ดบรรพตเราจะประมาทมิได้ จำไว้ว่าความพินาศย่อยยับมักเริ่มมาจากความพ่ายแพ้เล็กๆ เพียงครั้งเดียวเสมอ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็พยักหน้ารับคำ แม้ในใจจะยังไม่เห็นพ้องด้วย ทว่าเขาก็มิกล้าขัดคำสั่งอาจารย์
“จริงสิขอรับท่านอาจารย์ หลินสวิ่นเฟิงผู้นี้ร้ายกาจเพียงใดกันแน่ ถึงขั้นสามารถยึดครองเทือกเขาไท่คุนไว้ได้ทั้งหมดเพียงผู้เดียว อาณาเขตของพวกมันแทบจะใหญ่เท่ากับพันธมิตรเจ็ดบรรพตของเราเลยนะขอรับ” ชายหนุ่มเปลี่ยนหัวข้อถาม ศิษย์คนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังต่างก็เงี่ยหูรอฟังคำตอบจากเยว่เจิ้นชวนเช่นกัน
“การที่สำนักชิงเซียวเทือกเขาไท่คุนได้นั้น เป็บารมีที่อาจารย์ของหลินสวิ่นเฟิงสร้างไว้ ผู้สถาปนาสำนักชิงเซียวนั้น... ในอดีตเคยเป็ตัวตนที่ทำให้ทั่วทั้งยุทธภพต้องขวัญผวา ทว่าน่าเสียดายที่ท้ายที่สุดเขากลับเดินพลังผิดพลาดจนธาตุไฟเข้าแทรกแล้วหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย หลินสวิ่นเฟิงได้รับสืบทอดวรยุทธมาเพียงสามส่วน ทว่านั่นก็เพียงพอที่จะพิทักษ์สำนักชิงเซียวไว้ได้แล้ว คราก่อนประมุขสามคนของพันธมิตรเจ็ดบรรพตเราลงมือพร้อมกัน ยังมิอาจสยบเขาลงได้เลย”
น้ำเสียงของเยว่เจิ้นชวนราบเรียบนัก ยามเอ่ยถึงเื่ราวในอดีตไม่มีความหวั่นไหวใดๆ ปรากฏในน้ำเสียงเลย
ชายหนุ่มถามด้วยความอยากรู้ “ตอนนั้นท่านก็ได้ลงมือด้วยหรือไม่ขอรับ?”
“มิได้ประลองฝีมือกับหลินสวิ่นเฟิง นับเป็เื่ที่ข้าเสียดายที่สุดในชีวิต หวังว่าคราวนี้จะได้พบเขาสักครั้ง”
กล่าวจบ เยว่เจิ้นชวนก็สะบัดแส้ม้า ม้าศึกใต้ร่างแผดร้องเสียงหลงก่อนจะเริ่มเร่งความเร็วทะยานไปข้างหน้า เหล่าศิษย์คนอื่นๆ จึงต้องรีบสะบัดแส้เร่งความเร็วตามไปในทันที
ยามเที่ยงวัน ดวงตะวันแผดแสงจ้า ภายในลานเรือน เหล่าศิษย์ต่างพากันล้อมวงจ้องมองไปที่จางยวี่ชุนเป็ตาเดียว
บัดนี้จางยวี่ชุนสวมใส่ชุดประจำสำนักชุดใหม่ มันคือชุดยาวสีน้ำเงินเข้ม แขนเสื้อกว้างทว่ารัดกุมที่่เอว แม้จะดูไม่หรูหราอลังการนัก ทว่าเมื่อสวมใส่แล้วกลับทำให้เขาดูองอาจผ่าเผยและดูมีสง่าราศีขึ้นมาก
สำหรับศิษย์สำนักชิงเซียวแล้ว ชุดประจำสำนักเช่นนี้นับว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก เพราะปกติพวกเขาสวมใส่เพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน
จางยวี่ชุนขยับแขนเสื้อไปมาพลางหันไปถามหลี่ชิงชิวว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ แขนเสื้อกว้างเกินไปหรือไม่ขอรับ ยามที่ต้องประลองฝีมือกับผู้อื่น ข้าเกรงว่าจะทำให้ท่วงท่าของเราติดขัดได้”
หลี่ชิงชิวยิ้มกล่าว “ข้าว่าดูดีมากแล้ว อีกอย่าง สำนักชิงเซียวของเรามิใช่สำนักที่เอาแต่จะไปท้าตีท้าต่อยกับใคร นี่เป็เพียงการออกแบบขั้นต้นเท่านั้น วันหน้าข้าจะพัฒนาชุดประจำสำนักให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ให้มันดูสง่างามขึ้นเรื่อยๆ”
แม้กลิ่นอายจะยังห่างไกลจากความสูงส่งของนักบำเพ็ญเซียนอยู่บ้าง ทว่าเมื่อมองดูแล้วย่อมแตกต่างจากนักบู๊ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เพียงเท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว ส่วนเื่ความสวยงามค่อยๆ ปรับปรุงกันไป
ช่างเย็บผ้าที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นหลี่ชิงชิวพึงพอใจก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก งานนี้มีปริมาณมหาศาลนัก จนเขาเริ่มนึกเสียใจที่รับงานนี้มาเสียแล้ว
จากนั้น หลี่ชิงชิวเรียกหยางเจวี๋ยติ่งและศิษย์ใหม่ทั้งเจ็ดคนที่มาจากหมู่บ้าน ให้ตามเขาเข้าไปในป่าหลังเขา
หวงซาน, อวี๋หลิน และพวกทั้งเจ็ดคนยืนเรียงแถวหน้ากระดาน มองดูหลี่ชิงชิวด้วยความสงสัยว่าเ้าสำนักจะมีคำสั่งอันใด
หลี่ชิงชิวกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า “นับแต่ข้ารับตำแหน่งเ้าสำนัก สำนักชิงเซียวจะก้าวเดินบนเส้นทางสายใหม่ แม้จะยังใช้ชื่อสำนักเดิม ทว่าแท้จริงแล้วมันคือสำนักใหม่โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็วรยุทธหรือกฎระเบียบล้วนแตกต่างจากเดิม พวกเ้าคือศิษย์กลุ่มแรกที่สำนักชิงเซียวโฉมใหม่รับเข้ามา ในภายหน้าเมื่อศิษย์มีจำนวนมากขึ้น พวกเ้าจำต้องแบกรับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปด้วย”
ศิษย์ทั้งเจ็ดคนต่างปรับท่าทีเป็เคร่งขรึม ยืนตัวตรงแน่ว
หลี่ชิงชิวเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ “ไม่ว่าพร์หรือความเข้าใจของพวกเ้าจะเป็เช่นไร ทว่าศิษย์ที่เข้ามาทีหลังย่อมต้องให้ความเคารพพวกเ้าตลอดไป อย่างไรก็ตาม ข้าจะมิยอมให้พวกเ้าได้รับเพียงชื่อเสียงจอมปลอม ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ข้าขอแต่งตั้งพวกเ้าเป็ ‘เจ็ดบุตรชิงเซียว’ โดยหยางเจวี๋ยติ่งจะเป็ผู้ถ่ายทอดวรยุทธระดับสูงให้แก่พวกเ้า และจะมอบยอดวิชาเฉพาะตัวให้แต่ละคน เพื่อให้มั่นใจว่าก่อนที่พวกเ้าจะเติบโตเป็ผู้ใหญ่ พวกเ้าจะมีวิชาพอจะท่องทะยานไปในยุทธภพได้อย่างภาคภูมิ”
หยางเจวี๋ยติ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าวเสริมว่า “นับจากนี้ข้าจะถ่ายทอดวรยุทธที่แท้จริงของข้าให้แก่พวกเ้า มิใช่วิชาพื้นๆ เหมือนที่ผ่านมา นี่คือสิทธิพิเศษที่ศิษย์คนอื่นๆ จะไม่ได้รับ”
นับแต่เขาได้ฝึก ‘คัมภีร์หุ่นหยวน’ เขาก็รู้สึกทึ่งจนถึงขีดสุด เขารู้สึกว่าวรยุทธทั้งชีวิตของเขามีค่าเทียบไม่ได้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียวของคัมภีร์เล่มนี้ ดังนั้นการสละวิชาดั้งเดิมออกมาสอนศิษย์จึงมิใช่เื่ใหญ่อะไร
เจ็ดบุตรชิงเซียวได้ลองฝึกคัมภีร์หุ่นหยวนมาแล้วทว่าไร้ผล การเปลี่ยนมาเดินเส้นทางยุทธบู๊จึงนับว่าเป็เื่ดี ไม่ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ
ในขณะที่ให้คำมั่นสัญญานั้น ในใจของหยางเจวี๋ยติ่งเองก็แอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ
หากตัวเขาเองก็ฝึกคัมภีร์หุ่นหยวนไม่สำเร็จ นั่นแหละที่จะเป็เื่น่าเศร้าที่สุด
“ท่านเ้าสำนัก พวกเราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังเด็ดขาดขอรับ!”
หวงซานเอ่ยขึ้นเป็คนแรกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น ศิษย์คนอื่นๆ ก็มองหลี่ชิงชิวด้วยความซาบซึ้งใจ
หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อการฝึกคัมภีร์หุ่นหยวน พวกเขานึกว่าเ้าสำนักจะทอดทิ้งและปล่อยให้พวกเขาทำงานจิปาถะครบสิบปีแล้วค่อยไล่ลงเขาไป นึกไม่ถึงเลยว่าเ้าสำนักจะยังให้ความสำคัญและตั้งใจบ่มเพาะพวกเขาถึงเพียงนี้ พวกเขาจะไม่ตื้นตันใจได้อย่างไร?
หลี่ชิงชิวกล่าวให้กำลังใจอีกสองสามประโยคก่อนจะเดินจากไป ปล่อยเื่ที่เหลือให้หยางเจวี๋ยติ่งจัดการ
หยางเจวี๋ยติ่งมิใช่เจียงจ้าวเซี่ย หลี่ชิงชิวจะมิปล่อยให้เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาฝึกวิชาเพียงอย่างเดียว เขาต้องแบ่งเวลาครึ่งหนึ่งมาอบรมสั่งสอนเหล่าศิษย์ด้วย
หลี่ชิงชิวมิได้กลับเข้าสำนัก เขามุ่งหน้าลงเขาไปเพื่อฝึกซ้อม ‘เข็มิญญาผีบอกคืนชีพ’ ต่อ
วิชาเข็มนี้เขาเริ่มกุมเคล็ดลับเบื้องต้นได้แล้ว ทว่าการจะนำมาใช้งานจริงได้นั้น ยังคงมีระยะทางที่ต้องฝ่าฟันอีกยาวไกลนัก
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลี่ซื่อเฟิง, หลี่สื่อจิ่น และสวี่หนิง พากันเดินลงเขาเพื่อมุ่งหน้าไปฝึกตนที่ทะเลสาบิญญาใต้พิภพ
หลี่ซื่อเฟิงเดินนำหน้า ในมือถือกิ่งไม้กิ่งหนึ่งประหนึ่งเป็กระบี่พลางกวัดแกว่งไปมาตลอดทาง ปากก็พร่ำบ่นชื่อกระบวนท่าต่างๆ อย่างสนุกสนาน
หลี่สื่อจิ่นและสวี่หนิงจูงมือกันเดินตามมาด้านหลัง พลางสนทนาเื่ที่เจ็ดบุตรชิงเซียวเริ่มฝึกยุทธ นับแต่เช้านี้เป็ต้นไปเจ็ดบุตรชิงเซียวจะไม่มาฝึกวิชาพร้อมกับพวกนางอีกตามคำสั่งของหลี่ชิงชิว
นอกจากหลี่สื่อจิ่นแล้ว ทั้งหลี่ซื่อเฟิงและสวี่หนิงต่างก็มีความสามารถในการป้องกันตัวพอสมควร อีกทั้งสวี่หนิงยังได้ฝึกประลองกับหลี่ชิงชิวอยู่บ่อยครั้งเพื่อเพิ่มประสบการณ์การต่อสู้จริง นี่คือเหตุผลที่หลี่ชิงชิววางใจปล่อยให้ทั้งสามคนลงเขาไปพร้อมกัน
ความล้มเหลวของเจ็ดบุตรชิงเซียวในการฝึกคัมภีร์หุ่นหยวน ทำให้พวกนางตระหนักว่าคัมภีร์เล่มนี้มิใช่เื่ง่ายๆ พวกนางจึงยิ่งเห็นคุณค่าและตั้งใจฝึกฝนให้มากขึ้น
“กระบี่พิฆาตั ใต้หล้านี้ไร้ผู้เทียมทาน...”
หลี่ซื่อเฟิงมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง เขาโผนทะยานลงไปบนสนามหญ้าเบื้องล่าง ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง วาดกิ่งไม้ฟันออกไปอย่างดุดัน จัดวางท่วงท่าได้อย่างสง่างามและเท่ะเิ
เขาก้มหน้าลงจมดิ่งอยู่ในความรู้สึกนั้น ราวกับว่าตนเองเพิ่งจะสังหารัั์ลงได้จริงๆ
ทันใดนั้น...
เขารู้สึกได้ถึงบางอย่าง จึงเงยหน้าขึ้นฉับพลัน พบว่าในชายป่าที่ห่างออกไปสิบจาง กลับมีกลุ่มคนยืนจ้องมองเขาอยู่ กลุ่มคนเหล่านี้สวมใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกัน จูงม้าศึก ยืนมองเขาจากระยะไกลประดุจิญญาร้าย ทำเอาเขาถึงกับใจสั่นสะท้าน
ทำไมเจอคนบ่อยจังวะ่นี้...
หลี่ซื่อเฟิงลอบบ่นอุบายในใจ คราก่อนเจอพวกตู้เสวียนเฟิง คราวนี้กลับมาเจอจอมยุทธกลุ่มใหญ่กว่าเดิมเสียอีก เขาช่างซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ
รัศมีของคนกลุ่มนั้นมองปราดเดียวก็รู้ว่ามิใช่ชาวบ้านธรรมดา
หลี่ซื่อเฟิงนึกถึงพันธมิตรเจ็ดบรรพตและนิกายชิงขึ้นมาทันที เขารีบหันไปมองหลี่สื่อจิ่นและสวี่หนิงที่กำลังจะเดินลงมาจากเนินเขา โดยมิต้องรอให้เขาส่งสัญญาณ สวี่หนิงก็สังเกตเห็นเหล่ายอดฝีมือพันธมิตรเจ็ดบรรพตนับร้อยคนนั้นแล้ว
ภาพของคนนับร้อยที่จูงม้าหยุดยืนอยู่ในป่าสร้างแรงกดดันทางสายตาอย่างมหาศาล ดูราวกับมีจำนวนมากกว่าที่เป็จริงเสียอีก
หลี่ซื่อเฟิงลังเลว่าจะวิ่งหนีดีหรือไม่ ทว่าหากเขาวิ่งหนี ย่อมเป็การบอกฝ่ายตรงข้ามทันทีว่าพวกเขาคือศิษย์สำนักชิงเซียว
หากไม่หนี พวกเขายังพอจะอาศัยความเป็เด็กเพื่อหลอกล่อหาข้อมูลได้
ในจังหวะนั้นเอง เขาเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งะโลงจากหลังม้า แล้วเดินตรงมาหาเขา ชายผู้นั้นยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้คนอื่นๆ รออยู่ที่เดิม
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่ซื่อเฟิงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากอีกฝ่ายมิได้ยกพวกบุกเข้ามาพร้อมกัน แสดงว่ายังพอมีโอกาสเจรจาได้
หากสถานการณ์ไม่สู้ดี เขายังพอจะชิงลงมือจับตัวผู้นำคนนี้ไว้เป็ตัวประกันเพื่อบีบให้ลูกน้องถอยไป
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลี่ซื่อเฟิงก็สงบใจลง ทว่าใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็ตื่นตระหนกใอย่างสมบทบาท
“พวกเราควรทำอย่างไรดีเ้าคะ?” หลี่สื่อจิ่นกระซิบถาม นางเพิ่งเคยเผชิญหน้ากับคนจำนวนมากขนาดนี้เป็ครั้งแรกจึงรู้สึกหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ
สวี่หนิงสีหน้าเรียบเฉย กระซิบตอบว่า “ทำตามกฎที่เราตกลงกันไว้ บอกว่าพวกเรามาจากที่อื่น ขึ้นมาบนเขาแล้วพลัดหลงกับพ่อแม่”
หลี่สื่อจิ่นพยักหน้า ทว่านางอดมิได้ที่จะขยับเข้าไปชิดสวี่หนิง มือข้างหนึ่งกำแขนเสื้อของสวี่หนิงไว้แน่น
ชายวัยกลางคนที่เดินตรงมาหาหลี่ซื่อเฟิงก็คือ เยว่เจิ้นชวน หนึ่งในประมุขแห่งพันธมิตรเจ็ดบรรพตนั่นเอง
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ เยว่เจิ้นชวนพยายามปั้นรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาเดินไปพลางเอ่ยขึ้นว่า “เ้าหนู อย่าได้กลัวไป พวกเราคือคนจากทางการ ผ่านมาแถวนี้จึงอยากจะขอถามทางเ้าหน่อย”
คนจากทางการรึ?
หลี่ซื่อเฟิงเหลือบมองไปที่ชายป่าด้านหลังของชายผู้นั้น พลันสังเกตเห็นธงผืนหนึ่งปักไว้ บนนั้นปักอักษร ‘เจ็ดบรรพต’ แม้จะล่วงรู้ความจริงแล้ว ทว่าสีหน้าของหลี่ซื่อเฟิงก็มิแปรเปลี่ยนไปเลย ยังคงแสดงท่าทีประหม่าและกระสับกระส่ายอย่างแเี
แม้หลี่ซื่อเฟิงจะมิได้ตอบคำ ทว่าเขามิได้วิ่งหนี สิ่งนี้ทำให้เยว่เจิ้นชวนวางใจลงมากยิ่งขึ้น
เยว่เจิ้นชวนเดินมาหยุดอยู่ห่างจากหลี่ซื่อเฟิงเจ็ดก้าว เขายิ้มถามว่า “เ้าหนู พวกเ้าเป็คนที่ไหนกัน แล้วผู้ใหญ่หายไปไหนเสียหมดเล่า?”
หลี่ซื่อเฟิงทั้งสามคนสวมชุดประจำสำนักชิงเซียวอยู่ ทว่าเยว่เจิ้นชวนมิเคยเห็นชุดนี้มาก่อน ทั้งบนชุดก็มิได้ปักชื่อสำนักชิงเซียวไว้ เขาจึงทึกทักเอาเองว่าเด็กทั้งสามคงมาจากหมู่บ้านแถวนี้ที่มีฐานะดีพอสมควร
หลี่ซื่อเฟิงตอบอย่างระมัดระวังว่า “พวกเรามาจากหมู่บ้านเหมยซานเ้าค่ะ พวกเราตามท่านอาท่านลุงไปเยี่ยมญาติที่อยู่ไกลออกไป ทว่าเกิดพลัดหลงกันเข้า ตอนนี้กำลังตามหาพวกเขาอยู่เ้าค่ะ”
เยว่เจิ้นชวนยิ้มกล่าว “เช่นนั้นข้าจะช่วยพวกเ้าตามหาพวกเขาเอง ทว่าก่อนอื่น เ้าช่วยบอกข้าหน่อยได้ไหมว่า ่นี้พวกเ้าพบเห็นคนอื่นๆ บนเขาบ้างหรือไม่?”
“คนอื่นๆ รึเ้าคะ? เดี๋ยวข้านึกก่อนนะเ้าคะ... อ้อ เหมือนจะมี...”
หลี่ซื่อเฟิงแสร้งทำเป็ครุ่นคิด ทว่ายังมิทันจะกล่าวจบประโยค เขาก็พุ่งตัวเข้าหาเยว่เจิ้นชวนดุจลูกเสือดาวที่ออกล่าเหยื่อทันที!
