ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะถูกจัดการให้คลี่คลายลงภายในสิบนาที
เฉาลี่หยางพยายามบังคับให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของตัวเองให้สงบนิ่งลงแน่นอนว่าเขาไม่ยอมก้มหัวคำนับให้ใครแน่ แต่ว่าเขาเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้หลังจากได้เห็นว่าพวกพี่เป้าที่แข็งแกร่งมากๆต่างก็ถูกหลินลั่วหรานจัดการไปหมดแล้วเขาก็รู้ตัวในทันทีว่าตัวเองได้พบกับพวกฝีมือดีเข้าแล้ว...แน่นอนว่าเฉาลี่หยางไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่านักฝึกศาสตร์ เขาเพียงแค่คิดว่าพวกพี่เป้าคงถูกสกัดเข้าที่จุดตาย
หรงตงหลินที่นั่งอยู่บนโซฟารู้สึกไม่สบายใจนักเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ดูราวกับเป็เพียงความฝันบางทีอาจจะเป็อย่างที่พวกเขาบอก ชีวิตของคนเราเปลี่ยนแปลงขึ้นลงรวดเร็วเกินไปแล้ว? เหยียนเฟิงนอนกอดกระบองไม้หลับปุ๋ยอยู่บนมุมหนึ่งของโซฟาโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าเมื่อสักครู่เพิ่งจะเกิดอะไรขึ้น
หลินลั่วหรานขยับเข้าไปนั่งลงบนโซฟา ก่อนที่จะถามขึ้นมาโดยไม่ได้คิดอะไร
“นายบอกว่า นายเป็คนของบริษัทเจิงชื่อเหรอ?”
เดิมทีเจิงชื่อก็เป็บริษัทอสังหาริมทรัพย์ั์ใหญ่อยู่แล้วตอนที่หลินลั่วหรานยังเป็เพียงแค่พนักงานธรรมดาเธอก็เคยได้ยินชื่อเสียงถึงความร่ำรวยของบริษัทเจิงชื่อมาก่อนแล้ว ปัญหาก็คือคนที่เมื่อสี่ปีก่อน แม้แต่ห้องที่มีขนาดเพียงหนึ่งตารางเมตรก็ยังซื้อไม่ไหวคนนี้วันนี้กลับกำลังจะได้พบกับผู้สืบทอดของบริษัทเจิงชื่อ...โลกใบนี้น่ามหัศจรรย์เกินไปแล้ว
ผู้ชายที่นามสกุลเฉาตรงหน้านี้ ดวงตาเป็ประกายขึ้นมาเขาคิดว่าฉันเป็คนโง่หรืออย่างไร?
หลินลั่วหรานมองไปที่นาฬิกา หนึ่งทุ่มครึ่งแล้ว ดูเหมือนว่าที่บ้านจะเริ่มทานข้าวกันไปแล้วอย่างไรก็คงกลับไปไม่ทันทานข้าวเย็นแน่แบบนั้นสู้จัดการเื่ของหรงตงหลินให้มันจบไปในครั้งเดียวก็น่าจะดีกว่า
“โอเค เรียกเขามาสิ”
เฉาลี่หยางคิดว่าหลินลั่วหรานอาจจะเกรงกลัวเจิงชื่ออยู่บ้างแม้ว่าจะแอบอิจฉาที่ชื่อของเจิงเทียนนั้นสามารถใช้ประโยชน์ได้แบบนี้แต่ทำไมเขาจะไม่สบายใจขึ้นมาล่ะ?
เขาได้ยินมาว่าเจิงเทียนเรียนการต่อสู้มาสิบกว่าปีแล้วแม้ว่าจะตกลงกันไม่ได้ ก็คงจะสามารถใช้กำลังจัดการกับเื่นี้ได้บ้าง...แม้ว่าการต้องไปขอความช่วยเหลือจากเจิงเทียนจะดูน่าอับอายแต่อย่างไรพวกเขาก็เพื่อนในสมัยเด็กของกันและกันเขามั่นใจว่าเจิงเทียนจะต้องช่วยเขาต่อหน้าคนอื่นแน่!
ระหว่างที่หลินลั่วหรานกำลังทำใบหน้านิ่งสงบอยู่นั้น เฉาลี่หยางก็โทรเข้าไปหาเจิงเทียน
เสียงรอสายดังขึ้นมา เขามองลงไปยังเหล่านักเลงที่นอนระเนระนาดอยู่ใต้เท้ารวมทั้งพี่เป้าที่ร่วงหล่นไปนอนบนพื้นด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวเฉาลี่หยางรู้สึกว่าทุกๆ เสียงรอสายดังเข้าไปในใจของเขา...รับโทรศัพท์รับโทรศัพท์สิ ฉันไม่อยากต้องคำนับให้ใครนะ...
“ฮัลโหล?” ในที่สุดปลายสายก็ส่งเสียงของเจิงเทียนออกมาเพราะว่าน้ำเสียงของเขาถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วยระบบสื่อสารทำให้ในระหว่างที่หลินลั่วหรานยังไม่ทันได้รู้ว่านี่คือ ‘รุ่นน้อง’ ที่เธอเคยพบมาก่อนเฉาลี่หยางก็ขอให้เจิงเทียนมาช่วยเรียบร้อยแล้ว
แน่นอนว่า เฉาลี่หยางหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเองได้อย่างดูดีและไม่ได้ทำให้ตัวเองขายหน้าจนเกินไป
เมื่อมองไปยังหญิงสาวแววตาเป็ประกายที่นั่งอยู่บนโซฟาตอนนี้เธอกำลังหลับตารวบรวมสมาธิ ราวกับกำลังหลับใหลสีหน้าของเฉาลี่หยางก็ปรากฏความโกรธเกลียดออกมา
ในตอนที่ได้รับสายโทรศัพท์จากเพื่อนในสมัยเด็กเจิงเทียนเพิ่งจะตื่นขึ้นมาจากการทำสมาธิ
ที่แท้การมาเมืองหรงเฉิงในครั้งนี้ของเขาก็ไม่ได้สงบสุขเอาเสียเลยเมื่อตอนกลางวันเพิ่งจะมีคนมาบอกกับเขาว่าขุดค้นพบถ้ำโบราณในสมัยราชวงศ์ฮั่น ตอนที่กำลังขุดวางเสาเข็มสร้างหมู่บ้านในโซนนอกเมืองและมีผู้เชี่ยวชาญจากในเมืองเข้าไปที่โซนก่อสร้างจนตอนนี้สถานที่ก่อสร้างของเขาก็ถูกปิดกั้นเอาไว้แล้วแม้ว่าสำหรับแวดวงการศึกษาโบราณคดีแล้ว เื่นี้จะนับเป็เื่ดีแต่สำหรับบริษัทเจิงชื่อแล้ว การขุดค้นถ้ำสุสานโบราณในสมัยราชวงศ์ฮั่นครั้งนี้คงจะกระทบกับระยะเวลาการทำงานของพวกเขาไปไม่น้อย!
ในระหว่างที่เจิงเทียนกำลังปวดหัวกับเื่นี้อยู่เพื่อนในสมัยเด็กของเขาอย่างเฉาลี่หยางก็โทรศัพท์มาขอให้เขาไปช่วยเหลืออีกมีแต่เื่น่าปวดหัวมาสุมรวมกัน
อย่างไรเขาก็จำเป็ที่จะต้องไป แม้ว่าเฉาลี่หยางจะดูแปลกไปแต่ด้วยความสัมพันธ์ในระยาเวลาหลายปีที่ผ่านมาของเขาทำให้เจิงเทียนนึกถึงความสัมพันธ์ตรงนี้ขึ้นมา
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงบริเวณด้านนอกของบาร์ม่านเหยาประตูใหญ่ของบาร์ถูกปิดสนิทเอาไว้ พร้อมทั้งติดป้าย ‘ปิดทำการชั่วคราว’ ไว้ด้วย เจิงเทียนรู้สึกว่าบางทีเื่นี้อาจจะยุ่งยากและวุ่นวายมากกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้
เมื่อลงมาจากรถ เขาก็ลองผลักประตูออกดูก่อนจะพบว่ามันถูกเปิดออกได้อย่างง่ายดาย...
เสียงดนตรีเบาสบายยังคงคลอขึ้น ดวงไฟถูกเปิดเอาไว้สว่างไสว บรรดาพนักงานบาร์เทนเดอร์ รวมทั้งเด็กเสิร์ฟพวกผู้รักษาความปลอดภัย และนักแสดงต่างก็นอนกองรวมกันบนโซฟาทรงกลมบริเวณห้องโถง
พวกเขาไม่ได้รับาเ็ที่ภายนอก และก็ไม่ได้โดนวางยาดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะมีวิธีการอะไรบางอย่าง เจิงเทียนรู้สึกว่าการที่ตัวเองมาคนเดียวแบบนี้ดูเหมือนว่าจะคิดน้อยเกินไปเสียหน่อย
ในตอนที่เขาเปิดประตูห้องส่วนตัวออก ความกังวลก็เกิดขึ้นในใจเพราะว่าแสงไฟนั้นมืดสลัว สิ่งแรกที่เขาเห็นก็คือบรรดาคนที่นอนอยู่เต็มพื้นและเพื่อนในสมัยเด็กที่นั่งตัวตรงอยู่อย่างไม่สงบ ดูเหมือนว่าที่้าโซฟาจะมีคนอยู่อีกสามคนเขามองเห็นใบหน้าของพวกเขาได้ไม่ชัดนัก หรือว่าบาร์ม่านเหยาแห่งนี้จะถูกคนสามคนนี้พังเหรอ?
“เจิงเทียน นายมาแล้ว!” แววตาของเฉาลี่หยางประกายขึ้นมา
นี่มันยิ่งกว่าไพ่ตายเสียอีก เฉาลี่หยางรู้สึกภูมิอกภูมิใจขึ้นมามาก ดูเหมือนว่า IQ ของเจิงเทียนที่เรียนมหาลัยมาหกปีแล้ว แต่ก็ยังไม่จบเสียทีจะถูกย้ายไปอยู่ที่ EQ เสียหมดแล้วเมื่อเดินเข้ามาในห้อง เขาก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ไม่ปกติทันทีทำให้เขาพูดจาออกมานุ่มนวลมากขึ้น
“ไม่รู้ว่าอาหยางไปทำอะไรให้ใครเอาไว้ ยังไงผมก็ต้องขอโทษแทนเพื่อนของผมด้วยจะต่อยตีกันไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร มันต้องมีทางแก้ไขเื่นี้ได้แน่...”
เมื่อเขาเดินเข้ามา หลินลั่วหรานที่นั่งอยู่ในมุมมืดก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือเจิงเทียน
หลินลั่วหรานจำคนที่มาซื้อยาของเธอได้ทั้งหมด เจิงเทียนคนนี้ถูกผู้เป็พ่อพาเข้ามาอีกทั้งยังเป็หนูทดลองสำหรับเหล้าวิเศษที่เพิ่งหมักมาใหม่ๆของบ้านหลินคนแรก...โลกใบนี้ช่างเล็กแคบจริงๆ
“เจิงเทียน ไม่ใช่ว่านายกำลังเก็บตัวอยู่ในเขาหรอกเหรอทำไมถึงยังจะมารังแกนักศึกษาแบบนี้อีก?”
เมื่อเจิงเทียนได้ยินเสียงพูดของคนที่อยู่ในเงามืดเขาก็รู้สึกเหมือนกับมีแสงประกายผ่านหน้าของเขาไปน้ำเสียงช่างฟังดูคุ้นหูเสียจริง...จนกระทั่งเมื่อหลินลั่วหรานเผยใบหน้าออกมาเขาก็รู้สึกว่าพวกแสงประกายเ่าั้ เปลี่ยนกลายเป็สายฟ้าขึ้นมา พระเ้าเขาอยากจะให้มีสายฟ้าลงมาผ่าเขาให้ตายไปเสียตอนนี้เลยจริงๆ!
“อา...อาจารย์พี่หลิน...”
ยิ่งเจิงเทียนร้อนใจขึ้นมาเท่าไร เขาก็ยิ่งสูญเสียการควบคุมไปมากขึ้นเรื่อยๆเขาเปล่งเสียงเรียกออกมาว่า ‘อาจารย์พี่หลิน’ ในระหว่างที่เขากำลังจะก้มโค้งคำนับก็ถูกหลินลั่วหรานโบกมือห้ามไว้เสียก่อน
อาจารย์พี่ของเจิงเทียน? อายุน้อยขนาดนี้ทำไมถึงเป็รุ่นอาจารย์รุ่นพี่ของเชิงเทียนได้...นี่มันยุคไหนแล้วเจิงเทียนยังจะไปเรียนในสำนักที่มีรุ่นพี่รุ่นน้องลูกศิษย์อะไรพวกนี้อยู่อีกเหรอ? เฉาลี่หยางรู้สึกว่าหัวสมองเขานั้นคิดตามไปไม่ทัน เขาเริ่มคาดการณ์สถานการณ์ตรงหน้าในค่ำคืนนี้ก่อนที่ความกลัวจะเข้าครอบงำตัวของเขา
“ผมไม่รู้ว่าอาจารย์พี่หลินอยู่ที่นี่ด้วย...” เจิงเทียนร้อนใจเสียจนเหงื่อไหลออกมาเต็มตัวของเขาแม้ว่าการมาถึงเมื่อหรงเฉิงของเขาในครั้งนี้จะทำให้เขารู้สึกได้ว่าเพื่อนในสมัยเด็กของเขาดูเย่อหยิ่งและมองข้ามคนอื่นไปบ้างแต่ทำไมถึงไปยั่วโมโหอาจารย์พี่หลินได้ล่ะ ไม่ว่าจะคิดเท่าไรเจิงเทียนก็ยังคงคิดไม่ออกอยู่ดี
“ทำไมล่ะ ถ้าเกิดว่าไม่ใช่ฉันที่อยู่ตรงนี้นายน้อยเจิงก็จะรังแกคนธรรมดาได้ตามใจแล้วเหรอ?” หลินลั่วหรานชี้ที่หรงตงหลินที่นั่งอึดอัดอยู่บนโซฟาตอนที่เขาได้ยินชื่อของบริษัทเจิงชื่อขึ้นมาเขาก็กังวลว่าหลินลั่วหรานอาจจะตกอยู่ในอันตราย แต่เมื่อตอนนี้ได้เห็นว่านายน้อยเจิงยังแทนตัวเองว่าผม ในตอนพูดกับหลินลั่วหราน เขาถึงได้ค่อยๆ วางใจลง
รังแกคนธรรมดา...เมื่อได้ยินดังนี้เจิงเทียนก็รู้สึกอยากจะเอาหัวไปโขกเต้าหู้ให้ตายเขารู้ดีว่าในเมืองหรงเฉิงมีผู้าุโระดับพื้นฐานอยู่สองคนแม้ว่าเขาจะเป็คุณชายที่มีความรุนแรงเขาก็คงไม่กล้าจะรังแกใครในสถานที่แบบนี้หรอก!
หรือว่าจะยังรอบคอบไม่พอคนที่ไม่ได้เข้าใจสถานการณ์อะไรเลยอย่างเจิงเทียนรู้สึกราวกับอยากจะร้องไห้ออกมา
เขาไม่สามารถไปถามอะไรกับอาจารย์พี่หลินได้ เขาจึงได้แต่ไล่ถามเฉาลี่หยางความจริงเฉาลี่หยางอยากจะตกแต่งเื่ราวให้ดูดีต่อหน้าเพื่อนในสมัยเด็กแต่เมื่อมองไปยังใบหน้าของหลินลั่วหรานแล้ว แววตาที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นทำให้เขารู้สึกได้ว่าแผ่นหลังของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและสูญเสียความกล้าในการพูดโกหกไป
ยิ่งได้ฟังมากเท่าไร ใบหน้าของเจิงเทียนก็ยิ่งซีดเซียวลงมากขึ้นเท่านั้น
ที่แท้นิสัยของเฉาลี่หยางก็เปลี่ยนไปแล้วจริงๆทั้งที่วันนั้นสัญญาเอาไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะไม่ไปสร้างปัญหาให้กับคนอื่นแต่เขาก็แอบทำอะไรแบบนี้จนได้ ใช้กำลังรังแกคนอื่นในระหว่างที่กำลังรู้สึกว่าตัวเองโดนตบตาและโดนหลอกลวง เจิงเทียนกลับรู้สึกเป็ห่วงเฉาลี่หยางขึ้นมาเสียมากกว่า
หากใช้กำลังรังแกคนอื่นเพียงเท่านั้นก็คงจะไม่เท่าไรแต่คนที่ถูกรังแกยังเป็นักศึกษาที่มีค่าพอให้อาจารย์พี่หลินออกมาปกป้องเจิงเทียนไม่รู้ว่าเป็เพราะเฉาลี่หยางดวงซวย หรือตัวเขาเองโชคร้ายกันแน่
เจิงเทียนแอบลอบมองไปยังนักศึกษาคนนั้นใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยช้ำม่วงอย่างเห็นได้ชัดเขาคงจะถูกพวกเฉาลี่หยางรุมต่อยเข้าในตอนนั้นเองสีหน้าของเจิงเทียนก็หนักแน่นกว่าปกติ
“อาหยาง คุกเข่าลง คำนับให้อาจารย์พี่หลิน แล้วสำนึกผิดซะ”
เมื่อได้ยินแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเจิงเทียนและหลังจากนี้บริษัทเจิงชื่อก็คงจะไม่มาสร้างความลำบากให้กับหรงตงหลินแล้วเพียงเท่านี้ก็คงไม่มีอะไรมากแล้ว หลินลั่วหรานจึงลุกยืนขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่หรงตงหลิน
“คนที่นายต่อยอยู่ตรงนี้ เกี่ยวอะไรกับฉันด้วย...พวกนายจะต้องก้มคำนับหรือจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับฉันนี่ เพื่อนหรง ฉันจะออกไปรอข้างนอกนะ จัดการเสร็จแล้วก็รีบออกมาแล้วกัน”
หรงตงหลินได้รับโอกาสอยู่ตรงหน้าแล้วหากเขาจะกลัวการโดนแก้แค้นแล้วยอมโอนอ่อนด้วยดียอมหรือว่าจะกล้าท้าทายถึงสิ่งที่ตัวเองจำเป็จะต้องได้รับ...หลินลั่วหรานนั้นไม่ใช่องค์จักรพรรดิที่จะสามารถช่วยหรงตงหลินได้ในทุกครั้งเขาอยากจะเป็คนแบบไหนก็ต้องให้ตัวเขาตัดสินใจด้วยตัวเอง
ในระหว่างที่เธอเดินผ่านตัวของเจิงเทียนไปตอนนั้นเจิงเทียนก็อดที่จะกลั้นหายใจขึ้นมาไม่ได้
ความจริงแล้วสำหรับหรงตงหลินมันก็เหมือนกับได้ขจัดความกลัวในจิตใจของเขาออกไปแต่สำหรับเฉาลี่หยางแล้วมันคือความน่าอับอายครั้งหนึ่งในชีวิต
สุดท้ายเจิงเทียนก็สั่งให้เขาคุกเข่าลงสำนึกผิด!
แถมยังไม่ใช่ต่อหน้าหญิงสาววัยรุ่นที่เก่งกาจคนนั้น แต่เป็คนที่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนยังถูกตัวเองเหยียบอยู่ใต้เท้าอย่างนักเรียนจนๆคนนี้...เฉาลี่หยางกำหมัดทั้งสองเอาไว้แน่นก่อนที่เขารู้สึกได้ถึงความเ็ปขึ้นมาที่เท้าทั้งสองของเขาจนไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคง ในตอนที่เขารู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีเขาก็นั่งคุกเข่าลงไปแล้ว
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เจิงเทียนจะเตะเขาลง เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองเขาก็เห็นว่าเจิงเทียนกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความหนักแน่นผิดปกติก่อนที่จะพูดออกมาทีละคำ
“คำนับ สำนึกผิดซะ”
หลินลั่วหรานนั่งรออยู่ในรถไม่ถึงสิบนาที หรงตงหลินก็เดินออกมาจากประตูของบาร์พร้อมทั้งพยุงคนที่เมาหนักอย่างเหยียนเฟิงออกมาด้วยใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความบวมช้ำ แต่กลับเดินได้อย่างมั่นคง
ดูจากท่าทางแล้ว หลินลั่วหรานก็สามารถเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างความจริงเธอชอบที่ผู้คนรอบกายของเธอ เป็คนจิตใจดีไร้ซึ่งอันตราย แต่ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยความแปลกประหลาดคนที่เป็คนดีแสนบริสุทธิ์มักจะถูกรังแกอยู่เสมอ...เธอไม่ได้อยากให้พวกเขาเป็คนชั่วแต่หลินลั่วหรานหวังว่าคนดีพวกนี้จะมีความหนักแน่นและไม่ให้อ่อนแอจนถูกรังแกได้ง่ายๆ
ก็เหมือนกับเื่นี้ ตอนแรกนั้นก็เป็เพราะเฉาลี่หยางขับรถในมหาลัยด้วยความเร็วมากเกินไปตอนนั้นมีผู้คนมากมายที่มองเห็น หรงตงหลินก็อยู่ในฝั่งที่มีเหตุผลมากกว่าถ้าหากว่าเขาเด็ดเดี่ยวและบอกว่าเฉาลี่หยางเป็ผู้ผิดออกมาภายใต้สายตาของทุกๆ คนพร้อมกับให้เพื่อนๆ คนอื่นร่วมกันเป็พยาน เฉาลี่หยางก็คงไม่คิดว่าเขาเป็ลูกไก่ในกำมือและก็คงจะไม่เกิดเื่ในค่ำคืนนี้ขึ้น
“ไปเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่ง” เมื่อดูจากเวลาแล้วที่บ้านก็คงจะเก็บโต๊ะอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังมีคนเมาเหล้าอยู่ด้วยหลินลั่วหรานจึงไม่ได้คิดจะพาหรงตงหลินกลับไปที่คฤหาสน์หลินในวันนี้แล้ว
“ขอบคุณครับ”
หลังจากก้าวขึ้นมาบนรถ BMW หรงตงหลินก็เงียบไปสิ่งที่เขามอบให้กับอีกฝ่ายเป็เพียงเื่เล็กๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองถ้วยแต่กระดาษที่เธอให้เขากลับมา กลับเป็คำสัญญาว่าจะมาช่วยเหลือในยามลำบากและมันก็หนักแน่นถึงเพียงนี้ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ ‘บุญคุณข้าวมื้อหนึ่ง’ หรงตงหลินไม่รู้ว่า นอกจากการจะพูดขอบคุณแล้วตัวเขาเองจะยังสามารถตอบแทนอะไรกลับไปได้อีก
หลินลั่วหรานได้แต่เผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่ได้พูดอะไรเธอขับรถตรงไปยังมหาวิทยาลัยชู่ต้า ในตอนนั้นเอง บริเวณกระจกของบาร์ม่านเหยาก็มีแสงประกายเล็กๆส่งออกมา ภายในห้องส่วนตัวนั้น เฉาลี่หยางกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความสั่นไหวดูเหมือนว่าชีวิตนี้ เขาคงจะไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปพบกับเจิงเทียนอีกแล้ว
เฉาลี่หยางทั้งโกรธแค้นและโมโห!
“ปึง” เจิงเทียนต่อยหมัดลงไปบนโต๊ะไม้แท้ หมัดของเจิงเทียนยังหยุดอยู่ที่้าและไม่ได้ขยับออกมา
ที่นี่เป็สถานที่ที่เฉาลี่หยางดูแลอยู่ด้วยตัวเองเมื่อเขาเห็นว่าเจิงเทียนสามารถต่อยโต๊ะไม้แท้ให้พังทลายลงมาได้ด้วยหมัดเดียวเขาก็ลืมความโมโหไปชั่วขณะ พร้อมกับจ้องมองไปยังเจิงเทียนด้วยความอึ้ง
“ฉันไม่ได้กำลังจะอวดพละกำลังของตัวเอง แต่ฉันอยากจะบอกนายว่าเมื่อเทียบกันกับอาจารย์พี่หลินแล้ว ความสามารถเล็กๆเพียงแค่นี้ก็เหมือนกับแม่น้ำสายเล็กๆ กับมหาสมุทร...อาหยางที่ฉันให้นายก้มหัวคำนับแบบนั้น เป็เพราะฉันอยากจะช่วยนายนะ” เมื่อพูดจบ เขาก็ค่อยๆ ปล่อยหมัดของตัวเองออก
เฉาลี่หยางเก็บสายตากลับมา ในบริเวณที่เจิงเทียนปล่อยหมัดเอาไว้โต๊ะไม้แท้นั้นเหลือเพียงแค่กองเศษไม้ดูเหมือนว่ามันกำลังจะหัวเราะเยาะใส่เขาที่ไม่ได้รู้เื่อะไรเอาเสียเลย
เมื่อเห็นสีหน้าหนักแน่นของเพื่อนในสมัยเด็กแล้วเขาก็รู้สึกว่าในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศเอาไว้ห้องนี้เย็นวาบขึ้นมาและมันก็เย็นเยือกเข้าไปถึงด้านในกระดูก
