“แพ้แล้ว สยงเฮ่อกับคังซงพ่ายแพ้แล้ว”
แม้จะคาดเดาเอาไว้ั้แ่แรกแต่พอเห็นการต่อสู้แบบสองรุมหนึ่งด้วยตาตัวเอง ชายชุดดำก็ยังอดรู้สึกตื่นตระหนกไม่ได้
“ดูท่าอีกไม่นานเท่าไหร่ สิบอันดับแรกบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์คงต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว”
“เ้ามีนามว่าอะไรหรือ”
ผู้าุโจินมองเยี่ยเฉินเฟิงด้วยแววตาส่องประกาย เขาเองยังคิดไม่ถึงเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะยอดเยี่ยมโดดเด่นถึงเพียงนี้ ไม่เพียงต่อสู้ข้ามระดับเขตแดนได้ แต่ยังเอาชนะการสู้รบแบบสองต่อหนึ่งได้อย่างงดงาม
“เยี่ยเฉินเฟิง” เขาเอ่ยตอบอย่างราบเรียบ
“เ้าก็คือศิษย์อันดับหนึ่งที่เพิ่งจะเข้าสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์มาเมื่อวานสินะ”
ผู้าุโจินพอจะได้ยินเื่ผลงานของเยี่ยเฉินเฟิงผ่านหูอยู่บ้าง แต่กลับไม่ได้นำมาใส่ใจ ทว่าวันนี้พอได้เห็นกับตาตัวเองเขากลับรู้สึกว่าเยี่ยเฉินเฟิงยอดเยี่ยมและเป็ปีศาจยิ่งกว่าที่ได้ยินมาจากข่าวลือเสียอีก
“ใช่ ข้าเพิ่งจะเข้าสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์มาเมื่อวานนี้เอง” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้าพลางเอ่ยตอบ
“ว้าว...”
สิ้นเสียงของเยี่ยเฉินเฟิงก็พลันเกิดเสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นรอบสนามประลองยุทธ์ บรรดาศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ที่ได้เห็นฉากเมื่อครู่กับตายังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ จะมีพลังอำนาจสูงส่งขนาดที่สู้ชนะศิษย์เดิมทั้งสองคนได้อย่างง่ายดาย
“เก่งมากเยี่ยเฉินเฟิง นี่คือของพนันที่เ้าชนะการประลองในครั้งนี้ ตั้งใจบ่มเพาะพลังให้ดีๆ แล้วแย่งชิงอันดับบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์ในอนาคตมาให้ได้ล่ะ” เมื่อรู้ซึ้งถึงพร์ของเยี่ยเฉินเฟิง ผู้าุโจินก็เกิดชอบใจในความสามารถของอีกฝ่ายขึ้นมาก่อนจะยื่นของรางวัลจากการพนันทั้งหมดให้เขาไป
“ขอบคุณผู้าุโจิน”
เยี่ยเฉินเฟิงเก็บผลึกิญญาระดับต่ำหนึ่งพันสองร้อยก้อนลงไปในถุงเอกภพ เขาไม่คิดจะอยู่ที่สนามประลองยุทธ์นานไปกว่านี้จึงหมุนตัวเดินออกจากสนามประลองมุ่งหน้ากลับไปที่เรือนหลังเล็กริมหน้าผา ท่ามกลางสายตากริ่งเกรงหลายคู่ที่มองตามหลังมา
“ดูเหมือนข้าจะต้องรีบเพิ่มพลังที่แท้จริงโดยเร็วแล้วล่ะ มิฉะนั้นเื่ยุ่งยากอาจเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน”
เยี่ยเฉินเฟิงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าแค่วันแรกก็มีเื่ยุ่งยากเข้ามาหาถึงที่แล้ว แม้เขาจะจัดการตัวยุ่งยากเ่าั้ด้วยท่าทางดุดันอันธพาลมากที่สุด แต่เขาคิดว่าตระกูลเซินถูและตระกูลซั่งกวนคงจะไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ หรอก
หลังจากอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และพักผ่อนนอนหลับสักพักแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็ปรับสภาพร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมมากที่สุดก่อนจะหยิบเม็ดยาหยกขาวตะวันชาดออกมาจากถุงเอกภพ เงยหน้าตบเม็ดยาเข้าปากและกลืนลงท้องไป
ทว่าเมื่อเม็ดยาหยกขาวตะวันชาดเข้าปากไปก็หลอมละลายในทันที เยี่ยเฉินเฟิงยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว พลังงานความร้อนแผดเผาราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากไหลลงไปตามลำคอและทะลักเข้าสู่ร่างกาย แทรกซึมลงไปในเส้นลมปราณ
ความรุนแรงของพลังงานขุมนี้เหนือล้ำกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มาก เพราะมันขยับขยายเส้นลมปราณทั่วร่างของเขาออกภายในชั่วพริบตา ทำให้เขาต้องแบกรับความเ็ปทรมานอย่างสุดแสน
“สมกับที่เป็เม็ดยาระดับแปด ฤทธิ์ยาที่แฝงอยู่ภายในรุนแรงยิ่งกว่าโสมโลหิตจักรพรรดิพันปีเสียอีก”
เยี่ยเฉินเฟิงกัดฟันแน่นเพื่อเตรียมรับความเ็ปทรมาน เขาโคจรทักษะกลืนิญญาดูดซับพลังงานที่เม็ดยาหยกขาวตะวันชาดปลดปล่อยออกมาไปทีละขั้นเพื่อเพิ่มพูนพลังเืลมและกลั่นหลอมกายา
พลังร้อนแผดเผาที่เม็ดยาหยกขาวตะวันชาดปลดปล่อยออกมาเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เยี่ยเฉินเฟิงรู้สึกเหมือนก้าวลงไปในเตาเพลิงและถูกจุดไฟเผา เส้นเืฝอยที่ซึมผ่านรูขุมขนได้เปลี่ยนเขาให้กลายเป็มนุษย์โลหิตไปเรียบร้อยแล้ว
ในขณะที่ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขากำลังบิดเบี้ยว รอยปริแตกที่เห็นได้ชัดเจนก็ปรากฏขึ้นบนพื้นิัของเขาอย่างต่อเนื่อง
ในยามนี้เยี่ยเฉินเฟิงได้ปลดปล่อยความอดทนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนออกมา เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงชุ่มโลหิตแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวราวกับภิกษุที่กำลังเข้าฌาน อดทนต่อความเ็ปทรมานที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
ในขณะที่พลังงานความร้อนแผดเผาของเม็ดยาหยกขาวตะวันชาดถาโถมเข้าใส่ เส้นลมปราณทั่วร่างของเขาก็ขยายกว้างด้วยความเร็วสูง รอยปริแตกเล็กๆ พลันปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของเส้นลมปราณ
ทว่ารอยปริแตกเ่าั้ปรากฏขึ้นเพียงไม่นานก็ถูกทักษะกลืนิญญาซ่อมแซมฟื้นฟู ในขณะที่เกิดการปริแตกและซ่อมแซมอยู่นั้น เส้นลมปราณภายในร่างกายของเยี่ยเฉินเฟิงก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างเชื่องช้า
เมื่อเส้นลมปราณขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ความเร็วในการดูดซับของร่างกายเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างช้าๆ เช่นกัน เพียงไม่นานนักความรู้สึกเหมือนร่างถูกแผดเผาของเยี่ยเฉินเฟิงก็ค่อยๆ ลดน้อยลง เืลมในร่างกายเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงผ่อนลมหายใจยาวอย่างโล่งอก
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงเก็บตัวอยู่ในห้องทุ่มเทสมาธิไปกับการดูดซับเม็ดยาหยกขาวตะวันชาดและเพิ่มพลังที่แท้จริงของตนอยู่นั้น ทางฝั่งตะวันออกของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ ณ เรือนที่พักแห่งหนึ่งซึ่งมีสภาพแวดล้อมงดงามตระการตา สยงเฮ่อและคังซงที่ถูกเยี่ยเฉินเฟิงทำร้ายจนาเ็หน้าแตกยับเยินไม่เหลือชิ้นดีก็กำลังยืนโค้งกายด้วยท่าทางเคารพนบน้อมอยู่ภายในเรือนแห่งนั้น
เบื้องหน้าของพวกเขามีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ เขาสวมชุดคลุมยาวสีขาว ร่างกายตั้งตรงผ่าเผย องคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าคมชัดและลึกล้ำ แผ่กลิ่นอายดุดันไม่ยอมใคร
ชายหนุ่มคนนี้มีนามว่าเซินถูเหิง เป็อัจฉริยะชั้นยอดของตระกูลเซินถู อายุเพียงยี่สิบปีก็สามารถทะลวงผ่านเขตแดนจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งได้แล้ว และยังเป็ยอดฝีมือสิบอันดับแรกบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์อีกด้วย
“ข้าเข้าใจแล้ว พวกเ้ากลับไปพักฟื้นาแเถอะ” หลังจากได้ฟังคำอธิบายของทั้งสองคนแล้ว เซินถูเหิงก็ไม่มีแสดงอารมณ์ใดใดบนใบหน้า เพียงแต่โบกไม้โบกมือไล่ กล่าวขึ้นอย่างรำคาญ
“ขอรับ นายน้อยเหิง”
เมื่อเห็นว่าเซินถูเหิงไม่ได้ระบายเพลิงโทสะใส่ คังซงและสยงเฮ่อที่กำลังใจเต้นไม่เป็จังหวะก็พลันถอนหายใจอย่างโล่ง ถอยหนีออกไปอย่างว่องไว
“สองคนนั้นช่างเป็ขยะที่ไร้ประโยชน์เสียจริง”
สายตามองตามเงาหลังของคนทั้งสองที่เดินออกไป เซินถูเสวี่ยก็ก้าวเดินเข้ามาภายในห้อง เอ่ยขึ้นอย่างแค้นเคือง
“พวกเขาไม่ได้ไร้ประโยชน์หรอก แต่เป็เพราะเยี่ยเฉินเฟิงต่างหากล่ะที่ไม่ธรรมดา” เซินถูเหิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าจำได้ว่าเ้าเคยบอกว่าเมื่อหนึ่งวันก่อนเขายังไม่ใช่คู่ต่อกรของเ้า แต่เพียงแค่วันเดียวเท่านั้นเขาก็สามารถเอาชนะสยงเฮ่อและคังซงที่ร่วมมือกันได้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะทำได้หรอกนะ”
“น่าจะเป็เพราะเขาดูดซับเม็ดยาพวกนั้นแน่ ถึงได้ฝืนเพิ่มระดับพลังที่แท้จริงขึ้นมาได้ ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีทางร้ายกาจขนาดนี้ได้แน่” เซินถูเสวี่ยพูดขึ้นอย่างไม่ยอมรับ
“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร คนผู้นี้ก็ไม่อาจดูเบาได้ หากพวกเราไม่สามารถสานสัมพันธ์อันดีกับเขาได้ เช่นนั้นก็ต้องรีบกำจัดเขาทิ้งก่อนจะเติบโตไปมากกว่านี้ ไม่งั้นเขาได้กลายเป็หนามตำใจของตระกูลเซินถูในอนาคตอันใกล้นี้แน่”
“พี่สาม ท่านลงมือกำจัดมันเลยดีไหม หรือให้พี่รองลงมือกำจัดมันแทนก็ได้ ให้ไอ้เด็กนั่นได้รู้เสียบ้างว่าตระกูลเซินถูของพวกเราร้ายกาจแค่ไหน” เซินถูเสวี่ยพูดจายุยง
“ถ้าหากเขาฉลาด ย่อมไม่มีทางรับคำท้าจากข้าแน่ ดังนั้นพวกเราจะต้องรอให้โอกาสมาถึงเสียก่อน โอกาสที่จะทำให้เขาไม่มีวันพลิกกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อีก แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น พวกเราจะลองให้โอกาสเขาดูสักครั้งก่อน” เซินถูเหิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาทอประกายดุร้าย
ใน่เวลาเดียวกันนี้ศิษย์ตระกูลซั่งกวนที่รู้ข่าวเื่เยี่ยเฉินเฟิงแข็งแกร่งจนเอาชนะสยงเฮ่อและคังซงได้ก็กำลังตกอยู่ในภวังค์ของความตื่นตระหนก และคิดหาอุบายมาจัดการกับเยี่ยเฉินเฟิง
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงกลายเป็หนามยอกอกของศิษย์จากตระกูลยุทธ์โบราณทั้งสอง ในที่สุดเ้าตัวก็สามารถดูดซับฤทธิ์ยาของเม็ดยาหยกขาวตะวันชาดได้จนสมบูรณ์
เืลมที่ราวกับสัญญาณควันก็ะเิออกมาจากร่างของเขาและพวยพุ่งขึ้นสู่ที่สูง ไหลทะลักไปรวมกันจนท่วมมิดหลังคาเรือน
หากไม่ใช่เพราะทั่วทั้งเรือนถูกปกคลุมด้วยค่ายกล พลังเืลมที่ท่วมท้นออกมาจากร่างของเยี่ยเฉินเฟิงคงลอยทะลุหลังคาออกไปแล้ว
เืลมดุจสัญญาณควัน เป็สัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าฝึกฝนระดับหลอมกายาขั้นที่สองของเทพดาราหกชีพจรได้เป็ผลสำเร็จแล้ว
เมื่อเติมเต็มพลังเืลมจนครบสิบส่วนพลังกายของเยี่ยเฉินเฟิงก็พุ่งสูงเป็เส้นตรง แค่พลังกายเพียงอย่างเดียวก็สูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันจินแล้ว พลังที่แท้จริงของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
ถ้าไม่ใช่เพราะเยี่ยเฉินเฟิงกลัวว่ารากฐานจะไม่มั่นคงถึงได้พยายามกดทับระดับเขตแดนเอาไว้ ตัวเขาที่ดูดซับพลังจากปะการังโลหิตและเม็ดยาหยกขาวตะวันชาดอย่างต่อเนื่องคงทะลวงผ่านเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับสองไปนานแล้ว
เมื่อระดับพลังเพิ่มสูงขึ้นเยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ได้รีบร้อนดูดซับเม็ดยาเก้าลำนำหรือเม็ดยาปฐีเพื่อฝึกฝนเทพดาราหกชีพจรขั้นสามระดับหลอมอวัยวะ แต่กลับเลือกที่จะเดินออกจากบ้านเรือนที่พักและมุ่งหน้าไปทางหอศาสตราวุธ เพื่อเสาะหาศาสตราวุธิญญาที่เหมาะสมกับตัวเองสักชิ้นมาเสริมความแข็งแกร่งของพลังที่แท้จริง
