หลิ่วอีอีรู้สึกโล่งใจอย่างท่วมท้นเมื่อได้เห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจของเฉินเฟิง
เพราะเฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ปจดทะเบียนด้วยเงินทุนหนึ่งร้อยล้านหยวนจากเงินกู้ของเฉินเฟิง ส่งผลให้เธอไม่ได้ร่วมเป็ผู้ถือหุ้นด้วย
เธอเพียงแค่ช่วยจัดการดูแลแทนเฉินเฟิงที่นอนหลับลึกเป็การชั่วคราวเท่านั้น
หุ้นในมือหลิ่วอีอีจริงๆ มีแค่หุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของบริษัทการเงินเฟิงฮวาเจว๋ต้าย
ก่อนหน้านี้ไม่นาน หัวหน้าห้องเว่ยจงเม้า้าออกไปตั้งบริษัทของตน
เขาจึงขายหุ้นทั้งหมดเจ็ดจุดห้าเปอร์เซ็นต์ในมือของเขาให้หลิ่วอีอี
เว่ยจงเม้าใช้เวลาเพียงห้าเดือน เปลี่ยนเงินลงทุนเริ่มต้นหนึ่งแสนหยวนให้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจนกลายเป็สิบล้านหยวน
แม้ว่าบริษัทการเงินเฟิงฮวาเจว๋ต้ายจะไม่ได้รวมเข้ากับเฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ปโดยตรง
แต่ด้วยความที่เฉินเฟิงเป็ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ บริษัทการเงินจึงถูกนับเป็บริษัทเรือธงภายในเครือไปโดยปริยาย
ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่หนึ่งร้อยสามสิบล้านหยวน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเงินทุนจดทะเบียนเริ่มต้นหนึ่งล้านสามแสนหยวนถึงหนึ่งร้อยเท่าด้วยเวลาเพียงห้าเดือนที่ผ่านมา
แน่นอนว่าหลิ่วอีอีไม่มีสิทธิ์พูดอะไรเกี่ยวกับการที่เว่ยจงเม้า้าถอนเงินจำนวนสิบล้านออกไป
เพราะใน่ห้าเดือนที่ผ่านมา หลิ่วอีอีเอาแต่บริหารจัดการเฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ป
ส่วนบริษัทการเงินนั้น เธอได้มอบหมายให้เว่ยจงเม้าเป็ผู้ดูแล
แต่เขาก็สมกับเป็อดีตประธานนิสิต เมื่อเขาเข้าสู่วงการธุรกิจ เขาก็สามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่นของเขาได้
ในเวลาเพียงห้าเดือน เขาถึงกับทำให้สินทรัพย์ของบริษัทการเงินเพิ่มขึ้นกว่าร้อยเท่า
ด้วยประสบการณ์ห้าเดือนนี้เอง ที่ทำให้เว่ยจงเม้าจึงไม่อยากถือหุ้นเพียงเจ็ดจุดห้าเปอร์เซ็นต์ รวมถึงไม่อยากทำงานให้เฉินเฟิงอีกต่อไป
เขาคิดว่าความสามารถของเขาเพียงพอสำหรับการก่อตั้งบริษัทของตนเองได้ เขาจึงตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดของบริษัทการเงินเฟิงฮวาเจว๋ต้ายให้หลิ่วอีอีและถอนเงินทั้งหมดจำนวนสิบล้านนี้ออกไป
เขาตั้งใจจะใช้เงินสิบล้านนี้เพื่อก่อตั้งบริษัทการเงินของตัวเองเพื่อเป็เส้นทางในการสร้างรายได้ที่มากกว่าเดิม
แต่หลังจากบริษัทของเว่ยจงเม้าก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน เขากลับพบว่าไม่มีธุรกิจใดๆ เข้าหาเลย
เป็เขาที่สำคัญตนผิดไป!
เขาหลงลืมไปว่าสาเหตุที่บริษัทการเงินเฟิงฮวาเจว๋ต้ายสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียงห้าเดือนนั้น
ทั้งหมดเป็เพราะเส้นสายความสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นของเฉินเฟิงที่นอนหลับใหลอยู่!
เฉียนต๋ากรุ๊ป ถางเฉินกรุ๊ป ปี้หลงเยี่ยนกรุ๊ป ปี้ตี้กรุ๊ป บริษัทอสังหาริมทรัพย์ั์ใหญ่เหล่านี้ล้วนให้ความสำคัญกับธุรกิจของบริษัทการเงินเฟิงฮวาเจว๋ต้ายเพราะเห็นแก่หน้าเฉินเฟิง
แต่เว่ยจงเม้ากลับคิดว่าเื่ทุกอย่างเป็เพราะความสามารถของตน
เขาคิดไม่ถึงว่าหลังจากแยกตัวออกมาตั้งบริษัทเอง ต่อให้เขามีเบอร์ติดต่อของเหล่าผู้บริหารบริษัทกลุ่มั์ใหญ่เหล่านี้อยู่ก็ตาม แต่เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเว่ยจงเม้าแยกตัวออกจากบริษัทของเฉินเฟิง พวกเขาก็ตัดขาดการติดต่อกับเว่ยจงเม้าทันที
หลิ่วอีอีเล่าสถานการณ์ของบริษัทการเงินเฟิงฮวาเจว๋ต้ายใน่ห้าเดือนที่ผ่านมารวมถึงความเปลี่ยนแปลงของเว่ยจงเม้าให้เฉินเฟิงฟังอย่างละเอียด
ทางด้านเฉินเฟิง เมื่อเขารู้ว่าเว่ยจงเม้าแยกตัวออกไปก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
จะถอนเงินออกก็ถอนไปสิ ไม่ส่งผลอะไรต่อการดำเนินงานของบริษัทการเงินเฟิงฮวาเจว๋ต้ายอยู่แล้ว
มีหลายกรณีที่หุ้นส่วนในบริษัทถอนเงินออกกลางคัน
พอดีกับที่ตอนนี้หุ้นทั้งหมดของเฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ปอยู่ในมือเฉินเฟิง
อีกทั้งเฉินเฟิงยังถือหุ้นเจ็ดสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของบริษัทการเงินเฟิงฮวาเจว๋ต้าย ซึ่งถือเป็ผู้มีสิทธิ์ตัดสินชี้ขาด
หลังจากจัดการเื่ต่างๆ เรียบร้อย เฉินเฟิงก็ยิ้มพร้อมพูดกับหลิ่วอีอีว่า
"ห้าเดือนที่ผ่านมาเธอตรากตรำลำบากขนาดนี้ งั้นผมเอาหุ้นเฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ปอีกยี่สิบสามเปอร์เซ็นต์ให้เธอด้วยดีไหม?"
แต่หลิ่วอีอีส่ายหน้าปฏิเสธ
"แค่หุ้นบริษัทการเงินเฟิงฮวาเจว๋ต้ายยี่สิบสามเปอร์เซ็นต์ก็พอแล้ว เพราะทั้งหมดนั้นคือเงินทุนสองแสนหยวนที่ฉันลงทุนไป ถือไว้แค่นี้ฉันรู้สึกสบายใจกว่า!
ส่วนหุ้นที่เหลือ ฉันไม่สนหรอก ยังไงก็มีทะเบียนสมรสอยู่ในมือแล้ว
ถ้านายกล้าหย่ากับฉัน ฉันจะเอาครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินทั้งหมดของนายซึ่งรวมถึงหุ้นของกลุ่มอสังหาฯ มาด้วย แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ?"
