ิหยวนเป็ตัวแทนออกไปจับสลาก หยางจวินจึงพยักหน้าพลางส่งยิ้มทักทาย ผลคือหยางจวินจับได้ที่สาม
์โปรดเมตตา…ิหยวนกำหมัดชื้นเหงื่อด้วยความตื่นเต้น หยางจวินจึงเอ่ยเย้าหยอก “ตื่นเต้นขนาดนั้นเชียว? แต่ถึงอย่างไรวันนี้ข้าก็จะไม่ประมาทเ้า”
“ไม่ใช่เสียหน่อย” ิหยวนยกมือแตะจมูกแก้เขิน ความรู้สึกในตอนนี้ซับซ้อนเกินจะอธิบาย
กลุ่มหลี่เหรินดูเหมือนจะพอใจมากที่จับฉลากได้ลำดับที่หนึ่ง เพราะไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เพียงตั้งใจตอบคำถามให้ดีก็พอ ไม่เหมือนกลุ่มที่เหลือ ทั้งต้องเตรียมตัวกล่าวสุนทรพจน์ ทั้งต้องคอยจับผิดหาข้อโต้แย้ง
ซึ่งประเด็นที่พวกเขาหยิบยกมากล่าวนั้นค่อนข้างน่าประหลาดใจ เนื้อหาในบทความอ้างถึงธรรมะไม่มีวิธีการที่แน่นอน ไปจนถึงสิ่งที่จับต้องได้และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ พวกเขากล่าวว่า ในเมื่อมีอยู่หรือไม่มีเกิดจากการรับรู้ หากการมีอยู่นับว่าว่างเปล่า หากสรรพสิ่งล้วนจับต้องไม่ได้และไร้ตัวตน เช่นนั้นก็คงไม่มีคำกล่าวที่ว่า “ผู้ยึดมั่นใน ‘อาตมะ ปุคคละ สัตวะ และชีวะ’ ล้วนนับว่าเป็พระโพธิสัตว์” และกลุ่มของพวกเขายังไม่มีการกล่าวโต้แย้งถึงประเด็นที่ว่า “นับเป็พระโพธิสัตว์หรือไม่...อย่างไร....” นั่นหมายความว่าพวกเขาเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้น
พอพวกเขากล่าวจบ ิหยวนก็ลุกขึ้นประสานมือคารวะ “สำนวนสละสรวย ความหมายลึกซึ้ง แิหลากหลาย เรียบเรียงได้เพียงปลายนิ้วตวัดพู่กัน ผู้น้อยขอนับถือ”
“เพียงแต่อยากขอคำชี้แนะสักหน่อย หากธรรมะไม่มีวิธีการที่แน่นอน เหตุไฉนจึงรู้ได้ว่าสิ่งใดคือธรรมหรืออธรรม หากว่างเปล่าและมีอยู่เกิดจากสิ่งเดียวกัน แล้วการมีอยู่เกิดขึ้นได้อย่างไร ความว่างเปล่าเกิดขึ้นได้อย่างไร หากสรรพสิ่งไร้ตัวตน แล้วจะเห็นบุปผาผลิบานได้อย่างไร ในเมื่อไร้ซึ่งอาตมะ ปุคคละ สัตวะ และชีวะ เหตุไฉนจึงมิได้ชื่อว่าพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็คือความว่างเปล่ามิใช่หรือ? หากพระโพธิสัตว์ว่างเปล่า เช่นนั้นแท้จริงแล้วคือพระโพธิสัตว์หรือเป็เพียงมายา หากพระโพธิสัตว์มิได้มีจิตใจว่างเปล่าและยังยึดถือ เหตุใดถึงยังนับเป็พระโพธิสัตว์?”
“ได้!” ทันทีที่ิหยวนเอ่ยจบ ทั้งกลุ่มหลี่เหรินก็พลันแสดงท่าทีตอบโต้ ท่าทางพวกเขาดูเหมือนโกรธเคืองิหยวนไม่น้อย แต่ละประโยคแต่ละคำถามเรียกได้ว่าตั้งใจไล่ต้อนพวกเขา ทั้งเสียงโห่ร้องให้กำลังจากผู้คนรอบข้างซึ่งนำโดยิเยี่ยต่างกดดันพวกเขา
การถามตอบกลุ่มแรกสิ้นสุดลง ถึงคราวกลุ่มิหยวนเสนอคำตอบของตนเอง
ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ใช้เวลาอันน้อยนิดเขียนบทความที่หลงเหลือในความทรงจำลงบนกระดาษ ิหยวนจำได้เยอะสุด เนื่องจากเขาเชี่ยวชาญเื่นี้ที่สุดในกลุ่ม ทุกคนจึงเห็นตรงกันว่าจะให้เขาเป็ตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์
ิหยวนตั้งใจเอ่ยถึงประเด็นผู้มีจิตพุทธะนั่นคือพระโพธิสัตว์ เน้นทฤษฎีไม่ตัดสินถูกผิด และปิดท้ายด้วยการก้มหัวคำนับเหล่าอาจารย์ก่อนยกจอกสุราขึ้นดื่ม
“ใต้หล้ากว้างใหญ่ ไม่ว่ามีอาตมะหรือไร้อาตมะล้วนเป็แค่แมลงชีปะขาวตัวหนึ่ง หากไม่ยึดติดกับการได้มาหรือเสียไป พึงระลึกถึงจิตอันบริสุทธิ์และก้าวสู่หนทางอีกฟากฝั่ง นั่นนับว่าเป็พระโพธิสัตว์ผู้มีกายเนื้อและตัวตน แต่ในขณะเดียวกันแม้ไร้กายเนื้อและตัวตนก็นับว่าเป็พระโพธิสัตว์ได้เช่นกัน ไม่ว่าปุคคละ สัตวะ หรือชีวะ ล้วนแต่เป็พระโพธิสัตว์ได้ทั้งสิ้น”
พอเขากล่าวจบ หลี่โส่วอีและคนในกลุ่มต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะเนื้อหาที่ิหยวนกล่าวถึงนั้นแทบไม่ต่างจากที่พวกเขาเตรียมไว้ อีกทั้งผู้ต้องสงสัยอย่างกลุ่มหลี่เหรินนั้นความสามารถไม่คณามือพวกเขา ข้อมูลที่หายไปเป็เพียงข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ พวกเขาจะต้องตอบคำถามจากกลุ่มหยางจวินให้ได้ ส่วนการแข่งขันอีกสองรอบที่เหลือจะเป็่ถามสดตอบสด หมายความว่าพวกเขายังพอมีโอกาสชนะ
ในขณะที่ทุกคนนั่งหลังตรงฟังิหยวนแสดงความเห็น มีเพียงหยางจวินที่นั่งเอนหลังพร้อมเอียงหัวมองิหยวน ว่ากันตามตรงหลักคำสอนคัมภีร์พุทธเต๋าพวกนี้ล้วนน่าเบื่อสุดๆ มีรูป ไร้รูป จับต้องได้ จับต้องไม่ได้ สุดท้ายแล้วจะสรุปได้ว่าอย่างไร? ทว่าิหยวนที่ยืนพูดอยู่ตรงหน้าเขาในยามนี้เป็ชายหนุ่มรูปงาม ทวงท่าสง่าผ่าเผย เอื้อนเอ่ยเื่พวกนั้นได้อย่างลื่นไหลน่าฟัง บางครั้งก็กล่าวโต้แย้งได้อย่างพอเหมาะพอดี มันทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยและถูกชะตากับคนผู้นี้อย่างบอกไม่ถูก
“เชิญกลุ่มฉางผิงออกความเห็น”
“เชิญกลุ่มฉางผิงออกความเห็น” อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็กรรมการประกาศเป็ครั้งที่สอง หนิงต้วนเฉิงจึงหันไปสะกิดหยางจวิน
หยางจวินลุกขึ้นจัดแขนเสื้อให้ตรง เขาเป็บุรุษร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา ยามยิ้มทั้งห้องโถงพลันสว่างไสว ก่อนจะหันไปโค้งให้ิหยวนและคนอื่นๆ แม้เขาจะเบื่อหน่ายไม่น้อยกับการแข่งนี้ แต่ก็เตรียมตัวมาอย่างดี แม้แต่เซวียปั๋วยังทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนัก ฉะนั้นจะทำให้เพื่อนในกลุ่มผิดหวังไม่ได้
“เช่นนั้นข้าขอถามศิษย์น้องิ” หยางจวินเอ่ยจบก็หยุดทำสมาธิและตั้งสติ “เมื่อครู่เ้ากล่าวถึงการไม่ยึดติดกับการได้มาหรือเสียไป พึงระลึกถึงจิตอันบริสุทธิ์และก้าวสู่หนทางอีกฟากฝั่ง นั่นนับเป็ธรรมะหรือไม่? แล้วเป็ธรรมะสายใด? หากเราล้วนเป็เพียงแมลงชีปะขาว เหตุไฉนจะหยั่งรู้จิตของพระโพธิสัตว์ได้? หนทางเบื้องบนคือสรวง์ หนทางเบื้องล่างสับสนวุ่นวาย ที่กล่าวถึงพุทธจิตพุทธธาตุนั้นเป็เพียงแค่การคาดเดาของเด็กน้อยมิใช่หรือ!”
ได้ยินดังนั้นิหยวนก็มองอีกฝ่ายด้วยสายตาว่างเปล่า
ด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“พวกเขาขโมยไปจริงด้วย! นี่มันป๋อน้อยโหวน้อยแบบใดกัน ถึงขั้นทำเื่หน้าไม่อายเพื่อเงินไม่กี่ตำลึง!” หลี่โส่วอีทำหน้าโกรธเกรี้ยวพลางมองกลุ่มคนที่กำลังโห่ร้องดีใจเพราะคว้าชัยชนะ
ิหยวนไม่เคยคิดว่าคำถามที่ตนเป็คนคิดจะออกมาจากปากของหยางจวิน แถมคนผู้นั้นยังพูดด้วยท่าทางภูมิอกภูมิใจ ไม่มีความละอายเลยสักนิด บัดนี้ความคิดในหัวเขาตีกันไปหมด แม้จะสงสัยว่าผู้ขโมยต้องเป็ฝ่ายคู่แข่ง แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะเป็ฝีมือหยางจวิน เพียง่เวลาสั้นๆ ที่ได้พบกันในงานโคมไฟคืนนั้น เขาก็เชื่อมาตลอดว่าหยางจวินเป็คนจริงใจตรงไปตรงมาจนไม่เคยคิดว่าคนผู้นี้คือ “ฉางผิง”
นึกแล้วก็น่าขันกับสิ่งที่ตนเผลอคิดไปเองเมื่อตอนจับฉลาก
ตอนนั้นหยางจวินคงกำลังแอบหัวเราะเยาะเขาอยู่กระมัง
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
