“เยี่ยเฉินเฟิง ในที่สุดเ้าก็โผล่หัวออกมาเสียที ข้ารอเ้าอยู่นานเชียวล่ะ”
หลังจากเห็นเยี่ยเฉินเฟิงเดินเข้ามาใกล้ๆ อย่างไม่รีบร้อน เซินถู เหยี่ยก็รีบบีบหินนำปฏิกิริยาที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อจนแตกทันที จิตสังหารเข้มข้นฉายชัดในแววตาของเขา
“เซินถูเหยี่ย ข้าไม่ได้อยากจะยุ่งเกี่ยวเื่ระหว่างเ้ากับเยี่ยเฉินเฟิงหรอกนะ ข้าขอตัวไปก่อนละกัน”
เหวินเฟยหงรู้สึกไม่สบายใจเป็อย่างมากเมื่อเห็นทั้งสองคนทำท่าเหมือนจะพุ่งปะทะกันได้ทุกเมื่อ จึงอยากจะหลบหนีออกจากสถานการณ์ยุ่งยากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
“สายไปแล้ว ตอนนี้เ้าจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” เซินถูเหยี่ยพูดขึ้นอย่างวางท่าใหญ่โต
“เซินถูเหยี่ย เ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ เ้าคงไม่ได้คิดจะลงมือสังหารข้าหรอกนะ” เหวินเฟยหงเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่ “ข้าขอเตือนเ้าไว้เลยนะ ว่าถ้าหากข้าเป็อะไรไปสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ไม่ยอมปล่อยเ้าไว้แน่”
“เหวินเฟยหง ข้าจะให้โอกาสเ้าอีกครั้งหนึ่ง หากเ้ายอมร่วมมือกับข้าขัดขวางเยี่ยเฉินเฟิงเอาไว้ หลังจากจบเื่ทั้งหมดแล้วข้าก็จะปล่อยเ้าไป แต่ถ้าหากเ้าไม่ยอมให้ความร่วมมือเช่นนั้นวันนี้ของปีถัดไปได้กลายเป็วันครบรอบวันตายของเ้าแน่” เซินถูเหยี่ยกลอกตาเบาๆ กล่าวข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเย็นะเื
“จริงหรือ?”
เหวินเฟยหงที่ใจเต้นไม่เป็จังหวะพลันเลิกคิ้วขึ้น เอ่ยถามอย่างลังเล
“เหวินเฟยหง นี่เป็เพียงโอกาสเดียวที่เ้าจะมีชีวิตรอดออกไปได้ หากเ้าทำไม่สำเร็จ ข้านี่แหละจะสังหารเ้าเป็คนแรก” เซินถูเหยี่ยพูดจาข่มขู่ด้วยจิตสังหารคุกรุ่น
เมื่อเห็นว่าจิตใจของเหวินเฟยหงกำลังเอนเอียง เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ทำอะไรทั้งนั้น เพียงอดทนรอให้เหวินเฟยหงตัดสินใจเลือก
หากเหวินเฟยหงเลือกที่จะร่วมมือกับเซินถูเหยี่ยเพื่อต่อกรกับตนเองขึ้นมาจริงๆ เยี่ยเฉินเฟิงก็จะได้ไม่หลงเหลือความกังวลใดใด ฆ่าปิดปากเขาเพื่อตัดปัญหาใหญ่ได้อย่างเต็มที่เสียที
“เซินถูเหยี่ย เ้าสาบานมาก่อน ว่าถ้าข้าช่วยเ้ารับมือกับเยี่ยเฉินเฟิงแล้วเ้าจะยอมปล่อยตัวข้าไป” เหวินเฟยหงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เขาเอ่ยขึ้นเสียงดังขณะมองเซินถูเหยี่ยด้วยสายตาวาววับ
“ได้ ข้าสาบาน หากเ้ายอมช่วยข้าต่อกรกับเยี่ยเฉินเฟิง ข้าจะปล่อยเ้าไปอย่างแน่นอน” เซินถูเหยี่ยกล่าวสาบานต่อหน้าคนทั้งหมด
“หวังว่าเ้าจะไม่โกหกข้า มิเช่นนั้นต่อให้กลายเป็ผีข้าก็จะไม่ปล่อยเ้าไว้แน่” เมื่อได้ยินเซินถูเหยี่ยกล่าวสาบานต่อหน้า จิตใจที่พะว้าพะวังของเหวินเฟยหงก็สงบลงไปมาก
“เหวินเฟยหง ข้าก็นึกว่าเ้าจะเป็คนฉลาดมากกว่านี้เสียอีก ไม่คิดเลยว่าสติปัญญาของเ้าจะต่ำถึงเพียงนี้” เยี่ยเฉินเฟิงส่ายศีรษะไปมาพลางกล่าว “เซินถูเหยี่ยสาบานว่าจะปล่อยเ้าไป แต่พรรคพวกของเขาจะยอมปล่อยเ้าด้วยหรือ?”
“ถ้าหากข้าเป็อะไรไป พวกเขาจะโง่ปล่อยตัวปัญหาอย่างเ้าเอาไว้ให้ระแคะระคายพวกเขาด้วยทำไมล่ะ?”
ได้ฟังสิ่งที่เยี่ยเฉินเฟิงพูดออกมาสีหน้าของเหวินเฟยหงก็เปลี่ยนไปทันที เขารู้สึกว่าสิ่งที่เยี่ยเฉินเฟิงพูดมานั้นถูกต้องทุกอย่างเลย หากเกิดอะไรขึ้นกับเยี่ยเฉินเฟิง เซินถูเหยี่ยจะต้องฆ่าปิดปากเขาแน่นอน
“เหวินเฟยหง เ้าอย่าไปฟังมันพล่ามเื่ไร้สาระเลย ในเมื่อข้าสาบานแล้วก็ย่อมจะไม่ทำร้ายเ้า” เซินถูเหยี่ยไม่กล้ารับมือกับเยี่ยเฉินเฟิงเพียงลำพังอย่างแน่นอน จึงพูดจาแก้ต่างเสียงดังลั่น
ทว่าเหวินเฟยหงไม่ต่างอะไรกับกระต่ายตื่นตูมไปแล้ว เข้ารู้เพียงว่าตนเองต้องฝ่าวงล้อมหนีออกไปเท่านั้น จึงรีบหมุนตัวกลับและพุ่งทะยานเข้าไปในดงต้นไม้รกชัฏอย่างรวดเร็ว
“เ้าคิดจะหนีไปไหนกัน!”
เมื่อเห็นว่าเหวินเฟยหงทำท่าจะกระโจนเข้าพุ่มไม้รกทึบและหลบลี้หนีหาย ทันใดนั้นน้ำเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนก็ดังเข้ามาในหูของเขา
ร่างกายสูงใหญ่กำยำของซั่งกวนเผิงที่ถือขวานคู่อันทรงพลังดุดันไว้ในมือก็ปรากฏกายขึ้นอย่างทันท่วงที เขามาพร้อมกับชายในชุดคลุมยาวสีแดงเื รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับเซินถูเหยี่ยอยู่หลายส่วน ในมือถือไม้พลองยาวขนาดสูงกว่าตัวคนอย่างเซินถูเสวี่ย ที่กำลังคิดจะเข้าไปขวางไม่ให้เหวินเฟยหงหลบหนี
“ถังเกอ[1] ซั่งกวนเผิง ขวางไอ้เด็กบ้านั่นเอาไว้ อย่าปล่อยให้มันหลุดออกไปได้เชียว”
เซินถูเหยี่ยที่เห็นว่าเซินถูเสวี่ยและซั่งกวนเผิงไล่ตามมาถึงทันเวลาสำคัญพอดี ในใจจึงปีติยินดีเป็อย่างยิ่ง ะโก้องเสียงดังลั่น
“ไม่...อย่าฆ่าข้านะ ขอแค่พวกเ้าไว้ชีวิตข้า ข้าจะยอมทำตามคำสั่งของพวกเ้าทุกอย่างเลย” เพื่อให้มีชีวิตรอด เหวินเฟยหงโยนศักดิ์ศรีทิ้งอย่างไม่ใยดี วิงวอนอีกฝ่ายอย่างสุดกำลัง
ซั่งกวนเผิงไม่สนใจเหวินเฟยหงที่กำลังอ้อนวอนร้องขอเลยสักนิด ซั่งกวนเผิงยกขวานคู่อันทรงพลังในมือฟาดฟันไปทางเขาอย่างโเี้ดุดัน บังคับให้อีกฝ่ายก้าวร่นถอยหลังอย่างต่อเนื่อง
“ไปตายซะ!”
เมื่อหนึ่งขวานสามารถสะบั้นเกราะป้องกันพลังิญญาของเหวินเฟยหงจนแตกกระจายได้ ซั่งกวนเผินก็ผสานขวานคู่ให้เป็หนึ่ง รัศมีของขวานที่มีประกายไฟลุกไหม้ถูกฟันลงมาจากกลางเวหาผ่าร่างของเหวินเฟยหงจนแยกออกเป็สองซีก
“เซินถูเหยี่ย เพื่อกำจัดข้าทิ้งแล้วพวกเ้าดูจะลงทุนลงแรงกันเหลือเกินนะ”
เยี่ยเฉินเฟิงปรายตามองร่างไร้ิญญาของเหวินเฟยหงที่ถูกผ่าเป็สองซีกนอนจมกองเือยู่บนพื้นด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“มากลัวเอาตอนนี้ก็สายไปแล้ว” เซินถูเหยี่ยแค่นเสียงเ็า “ั้แ่ที่เ้าล่วงเกินข้าวันนั้น ชะตาชีวิตของเ้าก็ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่เ้าไม่ต้องเป็ห่วงไป ข้าจะทำให้เ้าตายแบบไม่ทุกข์ทรมานเอง”
“เซินถูเหยี่ย เ้านี่ช่างอ่อนหัดไม่ต่างอะไรกับเหวินเฟยหงเลยนะ” เยี่ยเฉินเฟิงส่ายหน้าไปมา ประกายแสงสีฟ้าพลันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
“ปรมาจารย์อสูรมายาระดับหนึ่ง นี่เ้าทะลวงผ่านเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับหนึ่งได้แล้วเรอะ”
เมื่อเห็นแสงสีฟ้าอ่อนๆ รอบตัวของเยี่ยเฉินเฟิง เซินถูเหยี่ยกับซั่งกวนเผิงก็เบิกตาโตทั้งสองข้าง สีหน้าฉายชัดว่าไม่เชื่อสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า
พวกเขาคิดไม่ถึงเลยสักนิดว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะสามารถทะลวงผ่านเขตแดนได้ทั้งที่อยู่ระหว่างการสอบข้ามเทือกเขาจื่ออวิ๋น ภายในใจพลันเกิดความกังวลขึ้นมา
“ก็แค่เด็กน้อยที่อยู่เขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับหนึ่ง น่ากลัวตรงไหนกัน” เซินถูเสวี่ยไม่เคยได้พบเห็นความน่ากลัวของเยี่ยเฉินเฟิงมาก่อนจึงไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
“ผสานร่างจิตอสูรคางคกโลหิต”
เพียงเซินถูเสวี่ยกระตุ้นความคิด คางคกั์ร่างสีแดงเืที่มีตุ่มพองน่าสยดสยองทั้งตัวก็ปรากฏขึ้นซ้อนทับร่างของเขาก่อนจะแผดคลื่นเสียงะเืแก้วหูออกมาโดยเล็งเป้าไปที่เยี่ยเฉินเฟิง
“ปรมาจารย์อสูรมายาระดับสาม”
เมื่อทราบระดับพลังที่แท้จริงของเซินถูเสวี่ย สีหน้าของเยี่ยเฉินเฟิงก็เคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย
แม้ว่าพลังที่แท้จริงของเยี่ยเฉินเฟิงจะเพิ่มสูงขึ้นแล้ว อีกทั้งยังรู้แจ้งดรรชนีสะท้านจิตเคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นกลาง แต่เซินถูเสวี่ยเป็ระดับหัวกะทิของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ จึงเป็อันตรายต่อเขาอย่างมาก ประกอบกับซั่งกวนเผิงและเซินถูเหยี่ยที่จ้องฉวยโอกาสตลอดเวลา เยี่ยเฉินเฟิงรู้ดีว่าเขาต้องชิงลงมือให้ได้ก่อน ไม่เช่นนั้นจะอันตรายเป็อย่างยิ่ง
“ไอ้หนู ถ้าหากเ้ามีชาติหน้า จำไว้ว่าต้องรู้จักดูตาม้าตาเรือ คนบางคนเ้าไม่อาจล่วงเกินเขาได้”
หลังจากเรียกจิตอสูรคางคกโลหิตออกมาได้ รอยยิ้มดุร้ายก็ปรากฏบนใบหน้าของเซินถูเสวี่ย เพียงสั่งการทางความคิดร่างใหญ่ั์ของคางคกโลหิตที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ดีดตัวะโมาปรากฏอยู่ตรงหน้าของเยี่ยเฉินเฟิง
พริบตาต่อมา ร่างกายใหญ่โตของคางคกโลหิตก็พองลมขึ้น พลังคลื่นเสียงอันรุนแรงถูกพ่นออกมาจากปากของคางคกโลหิตพุ่งเข้าโจมตีเยี่ยเฉินเฟิงราวกับสายน้ำที่ไหลทะลัก
“ะเิพลังหนึ่งหมื่นจิน!”
เมื่อคางคกโลหิตปลดปล่อยพลังคลื่นเสียงออกมาโจมตี เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ได้เบี่ยงตัวหลบหนี กลับกันเขาเลือกที่จะะเิพลังหนึ่งหมื่นจินอันน่าตกตะลึงแล้วพุ่งเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย
“ตูม!”
เมื่อขุมพลังอันแข็งแกร่งทั้งสองปะทะเข้าด้วยกันก็พลันเกิดเสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนกลับอันรุนแรงซัดต้นไม้แถบนั้นจนโค่นล้มระเนระนาดแตกกระจายกลายเป็เศษไม้ลอยกลาดเกลื่อนบนท้องฟ้า พื้นดินปรากฏรอยแตกร้าวออกเป็หลายสาย
“ปีกตัดวายุ”
“ฝ่ามือเทพโบราณ”
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงต่อกรกับเซินถูเสวี่ยอยู่นั้น ซั่งกวนเผิงและเซินถูเหยี่ยก็เรียกใช้เคล็ดิญญาพุ่งจู่โจมเยี่ยเฉินเฟิงพร้อมกันทันที
เมื่อเคล็ดิญญาทั้งสองพุ่งเข้ามาหา รูม่านตาของเยี่ยเฉินเฟิงก็พลันหดเล็กลง วิธีฝึกฝนเคล็ดิญญาเคลื่อนย้ายเงาพรายผุดวาบขึ้นมาในสมอง ขาขยับเองโดยสัญชาตญาณเหยียบย่ำก้าวย่างพิสดารสามก้าว พลิ้วกายถอยหนีเคล็ดิญญาของคนทั้งสองไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
ซึ่งทั้งสามก้าวย่างนี้ก็คือแก่นสารของเคลื่อนย้ายเงาพราย เพียงแต่การจะฝึกฝนเคลื่อนย้ายเงาพรายนอกจากรู้แจ้งแก่นสารแล้วยังต้องเข้าใจท่วงทำนองของมันอย่างลึกซึ้งด้วย ถึงจะสร้างเงาร่างอันรวดเร็วขึ้นมาได้
“โอ้ ข้าประเมินเ้าต่ำไปแล้วสินะ”
เมื่อเห็นท่าก้าวย่างพิสดารของเยี่ยเฉินเฟิง เซินถูเสวี่ยก็พลันเลิกคิ้วสูง ใบหน้าเยี่ยอหยิ่งฉายแววประหลาดใจ
“ถังเกอ ไอ้เด็กเวรนี่มันประหลาดมาก พวกเราลงมือพร้อมกันเลยเถอะ วันนี้จะต้องจำกัดมันทิ้งให้ได้ หากปล่อยให้เื่นี้เล็ดลอดออกไปพวกเราได้ซวยกันหมดแน่”
เซินถูเหยี่ยตกตะลึงเป็อย่างมาก เขาไม่อยากจะยอมรับความจริงที่ว่าเยี่ยเฉินเฟิงสามารถทะลวงผ่านเขตแดนได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แล้วยังจะได้วิชาก้าวย่างที่แปลกประหลาดเช่นนี้อีก
“ได้!”
เซินถูเสวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย ผสานร่างกับจิตอสูรคางคกโลหิตด้วยความรวดเร็ว เพิ่มพูนพลังิญญาของตนเองให้สูงขึ้นยกพลองไร้เงาอาวุธิญญาระดับหลิงขั้นต่ำที่อยู่ในมือฟาดโจมตีไปทางเยี่ยเฉินเฟิงอย่างสุดแรงเกิด
-------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] คำเรียกลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่าและเป็ผู้ชาย
