ความหวานซึ้งของสามีภรรยากำลังสุกงอม ทว่า เสียงทักท้วงของเด็กตัวจ้อยกลับทำลายบรรยากาศแห่งรักนี้อย่างรุนแรง อวิ๋นซีได้แต่ยิ้มอย่างปลงๆ ส่วนจวินเหยียนนั้นก็ถึงกับอุ้มบุตรสาวขึ้นมา เขาบีบจมูกนางไปทีหนึ่งแล้วจึงพูด “เสด็จแม่เ้าพูดไม่ผิดสักนิด ไม่ว่าจะเป็สิ่งใดที่นางจัดเตรียมไว้ให้พ่อ ก็ล้วนเป็ของที่ดีที่สุด”
ชั่วขณะนั้นหวานหว่านก็รู้สึกราวกับบิดาตนต้องพิษที่มีชื่อว่าเสด็จแม่เข้าให้แล้ว นางถามอย่างชั่วร้าย “หากว่าเสด็จแม่เตรียมยาพิษไว้ให้ท่านขวดหนึ่ง ท่านก็จะกินลงไปด้วยความยินยอมใช่หรือไม่? ”
จวินเหยียนมองไปยังอวิ๋นซี กระแสรักใคร่ในดวงตามิได้ลดน้อยลงไปแม้ครึ่งส่วน ขณะที่สายตาเร่าร้อนนี้กลับทำให้อวิ๋นซีเป็ต้องก้มหน้างุด ก่อนจะได้ยินเสียงเขาพูด “ขอแค่เป็สิ่งที่มารดาเ้าเตรียมไว้ ต่อให้จะเป็ยาพิษ พ่อก็จะดื่ม”
อวิ๋นซีเงยหน้าจ้องเขาด้วยสายตาเหี้ยมโหด “พูดบ้าอะไร ขอแค่ท่านยังจดจำคำพูดของตนได้ ยังจดจำคำสัญญาที่ให้ไว้กับข้าได้ ใครจะไปเตรียมยาพิษให้ท่านกัน” พูดจบ นางก็มองไปยังหวานหว่าน “เ้าเด็กคนนี้นี่ ไปได้ยินคำพูดเช่นนี้มาจากที่ใด”
หวานหว่านหัวเราะฮี่ฮี่แล้วตอบคำ “ข้าแอบออกไปนอกจวนอ๋อง เคยได้ยินมาจากคณะละครเพคะ” แท้จริงแล้วนี่ไม่ใช่สิ่งที่นางได้ยินมาจากคณะละครที่ร้องกันบนเวที แต่ได้ยินมาจากนักแสดงผู้หนึ่งของคณะละครนั้นพูดกับสตรีนางหนึ่งอยู่ด้านหลังเวที ไม่เพียงเท่านั้นนางยังสามารถจำคำพูดเ่าั้ได้ทุกคำ ‘อิ๋งอิ๋ง ข้ารักเ้า ขอแค่เป็สิ่งที่เ้ามอบให้ ต่อให้จะเป็ยาพิษ ข้าก็จะดื่มลงไป’
เหอะเหอะ เพราะกลัวจะถูกดุ ดังนั้น นางจะไม่มีทางบอกเสด็จแม่ว่า แท้จริงแล้วสตรีนางนั้น เสด็จแม่เองก็รู้จัก
อวิ๋นซีอุ้มหวานหว่านให้ลงมายืนบนพื้นดีๆ จากนั้นจึงพูดว่า “หากวันหน้ายังจะไปที่คณะละครอีก ข้าจะปิดตายประตูหลังเสีย ดูสิว่า หลังจากนั้นแล้วเ้ายังจะแอบออกไปข้างนอกได้อีกหรือไม่”
หวานหว่านคิดในใจ นี่ไง บอกเสด็จแม่ไม่ได้จริงๆ ด้วย หากเสด็จแม่ทรงทราบว่านางไม่ใช่แค่เข้าไปในคณะละคร แต่ยังไปแอบฟังผู้อื่นสนทนากันอีก เสด็จแม่คงได้ลงโทษนางอย่างหนักแน่ เมื่อคิดคำนึงถึงก้นน้อยๆ ของตัวเองแล้ว นางก็ตั้งใจว่า เื่เหล่านี้จะต้องเน่าสลายอยู่เพียงในใจของนางเท่านั้น
ในฐานะแม่ อวิ๋นซีไม่ได้รู้เลยว่า ลูกสาวของตนกำลังปิดบังเื่ที่ใหญ่โตเพียงนี้ ขณะเดียวกันจวินเหยียนที่เห็นเสี้ยวเหวินตี้ออกมาแล้ว เขาก็อมยิ้มกล่าวกับนาง “รอข้ากลับมา แล้วตอนค่ำๆ จะย่างเนื้อให้เ้า”
หวานหว่านพยักหน้า “ดีจัง เสด็จพ่อ ข้าก็จะกินเนื้อย่างด้วย”
จวินเหยียนและอวิ๋นซีมองไปยังหวานหว่าน ทว่า ในตอนนั้นที่หวานหว่านเห็นเสี้ยวเหวินตี้ ก็รีบวิ่งไปหาอีกฝ่ายทันทีพร้อมกับปากที่ยังะโว่า เสด็จปู่ เสด็จปู่ ไม่หยุด
อวิ๋นซีไม่ได้สนใจการกระทำของหวานหว่าน นางทำเพียงพูดเสียงเบากับจวินเหยียน “ท่านก็ระวังตัวด้วย ในป่าทึบนั้นอาจถูกคนเล่นงานได้ง่าย ส่วนเหยื่ออะไรนั่น ล่ามาแค่เป็พิธีก็พอ”
นางไม่อาจพูดออกไปอย่างตรงไปตรงมาได้ว่า การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลินั้นไม่ดี เพราะหากถูกคนได้ยินเข้าก็เท่ากับเป็การหาเื่ใส่ตัวแล้ว อย่างไรเสีย การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลินี้ก็เป็ความคิดของเสี้ยวเหวินตี้ หากนางพูดอะไรไม่ดีออกมาก็เท่ากับเป็การปฏิเสธการตัดสินใจของเสี้ยวเหวินตี้
ฮองเฮามองหวานหว่านที่วิ่งไปพลางร้องะโเสียงดังมาตลอดทางไปพลาง นางก็แค่นเสียงเ็า “อวิ๋นซีผู้นี้สั่งสอนลูกอย่างไร คนเป็ถึงจวิ้นจู่แห่งแว่นแคว้น แต่กลับโหวกเหวกโวยวายเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักกฎเกณฑ์เลยสักนิด”
เสี้ยวเหวินตี้เห็นว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังมาทางตน ในใจก็ยินดีนัก แต่ชั่วขณะหนึ่งที่ได้ยินคำพูดของภรรยา สีหน้าก็ขรึมเข้ม เขากล่าว “แม้แต่เสด็จแม่ก็ยังตรัสว่า เด็กน้อยเช่นหวานหว่านนี้น่ารักไร้เดียงสาอย่างหาได้ยาก ไม่จำเป็ต้องไปกะเกณฑ์อะไรกับนางให้มากมาย แต่เ้านี่สิ เป็ถึงย่าของนาง แต่กลับตินั่นตินี่”
เมื่อฮองเฮาได้ยินคำตำหนิของสามี ในใจก็รู้สึกไม่ยินยอม ถึงกระนั้นนางก็ทำได้แค่ขอพระราชทานอภัย ไม่ว่าอย่างไรเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ ต่อให้นางจะเป็ฮองเฮาแล้วจะอย่างไร ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่ว่ายังต้องคอยโอ๋บุรุษผู้นี้อยู่หรอกหรือ
หวานหว่านสนทนากับเสี้ยวเหวินตี้ได้ครู่หนึ่ง อวิ๋นซีและจวินเหยียนก็เดินมาถึงตรงหน้าเสี้ยวเหวินตี้ ทั้งสองถวายบังคมก่อน จากนั้นก็เป็อวิ๋นซีที่กวักมือไปทางบุตรสาว ให้นางมาหาตน
หวานหว่านหัวเราะฮี่ฮี่ เดินไปข้างกายอวิ๋นซี แล้วจึงพูดกับเสี้ยวเหวินตี้ต่อ “เสด็จปู่ ตกลงกันแล้วนะเพคะ หากพระองค์ทรงจับกระต่ายมาให้หวานหว่านได้สักตัว หวานหว่านก็มีสิ่งที่น่าประหลาดใจเตรียมไว้ให้พระองค์”
เสี้ยวเหวินตี้ชี้หวานหว่าน ยิ้มพูดว่า “เ้าลูกลิงนี่อยากได้กระต่ายน้อยก็บอกปู่มาตรงๆ ไม่ต้องทำมาเป็อ้อมค้อมเช่นนี้หรอก”
หวานหว่านทำสีหน้าล้อเลียน และหลังจากนั้นเพียงไม่นานเสี้ยวเหวินตี้ก็ประกาศให้ทุกคนออกเดินทางไปล่าสัตว์ได้ อวิ๋นซีจึงพาหวานหว่านจากไป แต่ก่อนจะไป นางยังคงหันมองจวินเหยียนด้วยความเป็ห่วงไปทีหนึ่ง ครั้งนี้คนที่เข้าไปล่าสัตว์มีมากมายเหลือเกิน ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่ประสงค์ร้ายต่อจวินเหยียน
ถึงแม้จะกังวล แต่ก็ไม่อาจขัดขวางการล่าสัตว์ครั้งนี้ได้ เพราะนางเองก็รู้ดี เื่บางเื่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเกิดขึ้นอยู่วันยังค่ำ
อวิ๋นซีพาหวานหว่าน เพ่ยเอ๋อร์ และเตี๋ยอีเดินไปตามทางที่อยู่ในความทรงจำของตน และเดินไปได้ราวหนึ่งก้านธูป ในที่สุดก็เห็นสายน้ำที่ยังคงเลือนลางอยู่ในความทรงจำ นางมองฉากตรงหน้า ในสายตามีแววยิ้มแย้ม
ส่วนหวานหว่านก็ยิ้มมองฉากตรงหน้าเช่นกัน ฤดูใบไม้ผลินี้ทุกหย่อมหญ้าต่างพากันเบ่งบานขึ้นอีกครั้ง ยิ่งกว่านั้น ยามนี้ต้นหลิวที่อยู่ริมน้ำก็ยังมีใบสีเขียวขจีขึ้นงอกงาม มองดูแล้วให้รู้สึกมีชีวิตชีวาไปทุกหนแห่ง นอกจากนี้ สมุนไพรบางชนิดที่จะเติบโตแค่่ฤดูใบไม้ผลิเองก็เริ่มงอกขึ้นมาแล้วเช่นกัน
ถึงแม้หวานหว่านจะไม่ชอบวิชาแพทย์ แต่นางก็ยังรู้จักสมุนไพรจำนวนมาก ดังนั้น ตอนที่เห็นใบของต้นไม้บางอย่างงอกขึ้นมาจากพื้น นางก็ตื่นเต้นนัก ก่อนจะรีบเรียกให้เพ่ยเอ๋อร์และเตี๋ยอีไปช่วยกันขุด
อวิ๋นซีเห็นพวกนางเล่นกันสนุกสนานเช่นนี้ มุมปากก็โค้งขึ้นน้อยๆ นางกล่าว “พวกเ้าขุดสมุนไพรกันอยู่ที่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะเดินไปดูข้างๆ หน่อย”
เพ่ยเอ๋อร์และเตี๋ยอีต่างก็รู้ว่า วรยุทธ์ของอวิ๋นซีไม่เลว เมื่อนางคิดอยากจะไปที่ใดจึงไม่เคยขัดขวาง ขณะที่หวานหว่านยิ่งไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ในตาของเด็กน้อยเห็นเพียงสมุนไพรตรงหน้านี้ คนเอาแต่คิดว่าข้างๆ นี้จะมีพืชพิษอื่นๆ ที่น่าสนใจด้วยหรือไม่ หากมี ก็เป็อันถูกใจพอดี
อวิ๋นซีเดินมุ่งหน้าไปที่ไกลๆ ด้วยตั้งใจจะหาต้นท้อที่ครั้งหนึ่งนางกับพี่รองเคยช่วยกันปลูกกับมือ นั่นเป็ต้นอ่อนที่พี่รองพยายามอย่างยากลำบากเอามาจากบนเขา และเพราะเหตุนี้ทำให้คนถูกบิดาตีไปสิบที
นางหาอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เห็นต้นท้อกำลังบานสะพรั่ง นางมองจากที่ไกลๆ ในสายตาแฝงแววยิ้มราวกับกำลังเห็นตนเองในตอนนั้นที่อายุประมาณแปดเก้าขวบ เด็กสาวตัวน้อยกำลังติดตามพี่รองไปแอบปลูกต้นท้อด้วยกัน
ในตอนนี้เองที่เื้ัของนางก็มีเสียงพูดของใครคนหนึ่ง “เ้ารู้จักที่นี่ได้อย่างไร”
อวิ๋นซีใ เมื่อหันกายไปก็เห็นโอวหยางเทียนหัวกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้พอดี สีหน้านางเปลี่ยนไปทันที ขมวดคิ้ว “รัชทายาทไม่ไปล่าสัตว์กับฝ่าาหรือเพคะ? ”
“เปิ่นไท่จื่อถามเ้าว่า เ้ารู้จักที่นี่ได้อย่างไร? ” คนที่รู้จักที่นี่ได้ตายไปนานแล้ว และคงมีเพียง์เท่านั้นที่รู้ว่า เมื่อครู่ตอนที่เขามองมาจากที่ไกลๆ ยังเผลอนึกไปว่า คนเป็สตรีอ่อนโยนที่มักจะแย้มยิ้มบางๆ นางนั้น
จู่ๆ อวิ๋นซีก็หัวเราะ “ข้าเป็หมอ แน่นอนว่ามาที่นี่ก็เพื่อเก็บสมุนไพร เมื่อครู่นี้ตอนที่อยู่ริมแม่น้ำได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ จึงได้เดินมาทางนี้ก็เท่านั้น ทว่า องค์รัชทายาทนั่นแหละที่ประหลาดนัก สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ของพระองค์เสียหน่อย เหตุใดข้าจะมาไม่ได้”
โอวหยางเทียนหัวมองท่าทีนี้ของอวิ๋นซี คิ้วกระบี่ขมวดแน่น “อวิ๋นซี ไปจากโอวหยางจวินเหยียน แล้วมาอยู่ข้างกายเปิ่นไท่จื่อเสีย วันหน้า เปิ่นไท่จื่อจะมอบตำแหน่งหวงกุ้ยเฟยแก่เ้า” เขาอยากจะสืบให้รู้ชัดว่า แท้จริงแล้วตนเป็อะไร เหตุใดทุกครั้งที่ได้เห็นนางก็มักจะรู้สึกเหมือนสูญเสียการควบคุมตนเองไป