บทที่2 บ้านหลังเก่า
ความหนาวเหน็บไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ิั แต่มันชอนไชเข้าสู่กระดูก ลมทะเลที่พัดกรรโชกจนร่างผอมบางของ ไป๋เย่วหลี สั่นสะท้านราวกับใบไม้จะปลิดขั้ว เธอถูก ไป๋เถี่ยซาน ผู้เป็พ่ออุ้มพาดบ่ากึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับมายังกระท่อมหลังเล็กทางทิศใต้ของหมู่บ้านจินไห่ โดยมี หลินซิ่ว ผู้เป็แม่เดินร้องไห้ประคองตามมาติดๆ ราวกับกลัวว่าิญญาของลูกสาวจะหลุดลอยไปอีกครั้ง
"นั่น!เย่วหลี เป็อะไรไปหรือเถี่ยซาน"เสียงเพื่อนร้องถาม "ลูกฉันตกสะพานจ๊ะป้าฉิน"หลินซิ่วหันไปตอบ ชาวบ้านต่างวิ่งออกมาดู
“อาเป่า! อาเป่า! ไปหยิบผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้าแห้งๆ ของพี่สาวเ้ามาเร็ว!”
เสียงของหลินซิ่วสั่นเครือและแหบพร่าทันทีที่ถึงหน้าประตูบ้าน เด็กชายตัวผอมกะหร่องวัยเจ็ดขวบวิ่งหน้าตาตื่นออกมา ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความใเมื่อเห็นสภาพพี่สาวที่ซีดเผือดราวกับคนตาย
“พี่ใหญ่! พี่เป็อะไรไป!”
“อย่าเพิ่งถามเลยอาเป่า ไปเร็วเข้า!” พ่อสำทับเสียงเข้ม ก่อนจะวางเย่วหลีลงบนแคร่ไม้ไผ่ที่ปูด้วยเสื่อเก่าๆ จนขอบรุ่ย
เย่วหลีกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างพร่าเลือน... บ้านหลังนี้คือ รัง ของครอบครัวไป๋อย่างแท้จริง ผนังดินเหนียวมีรอยปริแยกเหมือนแผลเป็บนร่างกายที่เหนื่อยล้า หลังคามุงจากผุพังจนมองเห็นคานไม้ที่ดำคล้ำด้วยคราบเขม่าควัน กลิ่นอายทะเลที่เคยสดชื่นในโลกก่อน กลายเป็กลิ่นคาวปลาที่ตากอยู่บนตะแกรงปนกับกลิ่นอับชื้นของที่พักอาศัยที่ขาดการเยียวยา
"นี่มัน... ยากจนยิ่งกว่าที่เธอจินตนาการไว้เสียอีก"
หลินซิ่วรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกสาว มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักแต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนลูบไล้ไปตามใบหน้าที่ซีดเซียว ยิ่งเห็นรอยถลอกตามร่างกาย น้ำตาของคนเป็แม่ก็ร่วงเผาะลงบนตัก
“ไม่ได้การแล้ว... เถี่ยซาน!เื่นี้จะปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้ ฉันจะพาอาหลีไปที่สำนักงานกองพลผลิต ฉันจะไปฟ้องหัวหน้าเฉิน จื่อหลิงจงใจผลักลูกเราตกน้ำต่อหน้าต่อตาคนตั้งมาก นึกว่าพ่อเป็ผู้จัดการโรงงานแล้วจะทำอะไรกับลูกคนอื่นก็ได้งั้นหรือ!” หลินซิ่วกล่าวพลางประคองเย่วหลีให้ลุกขึ้นด้วยความโกรธแค้นที่อัดอั้น
“หยุดเดี๋ยวนี้เลยหลินซิ่ว!”
ไป๋เถี่ยซานรีบเดินเข้ามาขวาง แววตาของเขาไม่ได้ขาดความรักลูก แต่กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นต่ออำนาจที่มองไม่เห็นของจื่อหลงเซิ่น “เ้าคิดว่าหัวหน้าเฉินจะฟังคำของชาวประมงจนๆ อย่างเรามากกว่าคำพูดของผู้จัดการโรงงานงั้นหรือ? พ่อของจื่อหลิงมีเส้นสายโยงใยไปถึงในตัวเมืองนะ!”
“แล้วจะให้ลูกเราถูกรังแกจนตายไปเฉยๆ หรือไง!” หลินซิ่วแผดเสียงกลับทั้งน้ำตา
“ยอมๆ ไปเถอะ... อย่าไปมีเื่กับเขาเลย” เถี่ยซานกดเสียงต่ำพลางถอนหายใจยาวเหยียด “ถ้าเขาโกรธขึ้นมาแล้วสั่งตัดแต้มแรงงานบ้านเรา หรือบีบให้เราออกเรือไม่ได้ พวกเราทั้งสี่คนจะเอาอะไรกิน? แค่นี้เราก็แทบจะไม่มีข้าวกรอกหม้ออยู่แล้วนะหลินซิ่ว”
ความเงียบที่แสนอึดอัดโรยตัวลงในกระท่อมทันที คำว่า ปากท้อง เป็กำแพงที่สูงชันเกินกว่าจะข้ามไปหาความยุติธรรม หลินซิ่วทรุดตัวลงกอดลูกสาวพลางสะอื้นไห้ด้วยความเจ็บใจในความไร้อำนาจของตนเอง
เย่วหลีที่นิ่งฟังอยู่ตลอด ััได้ถึงความกดขี่ที่ครอบครัวนี้ได้รับมานานแสนนาน เธอค่อยๆ เอื้อมมือไปบีบมือแม่เบาๆ แววตาของเธอมั่นคงและสุขุมผิดจากเด็กสาวขี้โรคคนเดิม
“แม่คะ... พ่อคะ... ไม่ต้องร้องนะคะ” เย่วหลีเอ่ยขึ้น เสียงของเธอนิ่งเรียบแต่กลับมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้ทั้งสองชะงัก “หนูไม่เป็ไรหรอกค่ะแค่แผลทถอกเล็กน้อยเอง...ในเมื่อความยุติธรรมที่มีมันใช้กับเราไม่ได้ จากนนี้หนูก็จะสร้างมันขึ้นมาเองด้วยมือของเราค่ะ”
เถี่ยซานและหลินซิ่วถึงกับอึ้งไป มองลูกสาวด้วยความงุนงง หรือน้ำทะเลเข้าปอดมากเกินไปจนทำให้สมองของเธอกระทบกระเทือน? แต่ประกายในดวงตาของเธอนั้นลุ่มลึกจนผู้เป็พ่อยังรู้สึกหวั่นใจ
เมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มคลายความตึงเครียด เสียงท้องร้องของ อาเป่า ก็ดังโครกครากแทรกขึ้นมา เด็กชายก้มหน้าอย่างเขินอายพลางลูบท้องที่แฟบกิ่ว “แม่ครับ... วันนี้เรามีอะไรกินบ้างครับ”
เถี่ยซานถอนหายใจพลางเดินไปเปิดถังไม้ที่ใช้เก็บข้าวและธัญพืช ข้างในนั้นเหลือเพียงรำข้าวหยาบๆ และเศษข้าวที่กองก้นถังไม่ถึงครึ่งชาม
“ปลาที่หามาได้วันนี้ต้องส่งเข้ากองพลผลิตทั้งหมดเพื่อแลกแต้มแรงงาน ส่วนปลาเล็กปลาน้อยที่ติดอวนมา... พ่อโยนไว้ในตะกร้าหลังบ้าน”
เย่วหลีมองตามทิศทางนั้นทันที “พ่อคะ หนูอยากดูปลาพวกนั้นค่ะ”
“ลูกจะดูมันทำไม!ลูกก็เห็นมันทุกวัน พ่อว่าเ้าพักผ่อนเถอะอาหลี ปลาพวกนั้นมันมีแต่ก้าง ตัวเล็กนิดเดียว ใครเขาจะกินกัน” พ่อบอกอย่างไม่ใส่ใจ
เย่วหลีไม่ฟังเสียงทัดทาน เธอค่อยๆ พยุงกายเดินออกไปที่หลังบ้าน บนพื้นดินแฉะๆ มีตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุปลาไส้ตันและปลาเป็ดตัวเล็กๆ กองอยู่ มันเริ่มส่งกลิ่นคาวและมีแมลงวันตอม ในหมู่บ้านประมงปลาเหล่านี้ถูกมองว่าเป็เพียง ขยะ หรืออย่างดีก็แค่เอาไปทำปุ๋ยพวกเขาไม่กิน
เย่วหลีหยิบปลาไส้ตันขึ้นมาตัวหนึ่ง นิ้วเรียวของเธอััไปที่เหงือกและลำตัว สัญชาตญาณของนักควบคุมคุณภาพ (QC) มือหนึ่งทำงานทันที “พ่อคะ แม่คะ...” เย่วหลีหันกลับมามองครอบครัวที่กำลังทำหน้าเศร้ากับมื้ออาหารเย็น เธอยกยิ้มที่มุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน
“ในตะกร้านี้ไม่ใช่ขยะนะคะ แต่มันคือ ขุมทอง ที่จะทำให้เราไม่ต้องอดมื้อกินมื้ออีกต่อไป”
“เ้าว่าอะไรนะ?” เถี่ยซานขมวดคิ้ว
“หนูจะทำน้ำปลาค่ะ และเป็น้ำปลาที่หอมอร่อยยิ่งกว่าน้ำปลาทุกแบรนด์ในมณฑลนี้ หนูจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ครอบครัวชาวประมงที่พวกเขารังแก... จะกลายเป็ครอบครัวที่มั่งคั่งที่สุดในจินไห่!”
เถี่ยซานถึงกับหลุดขำออกมาเบาๆ ไม่ใช่เพราะดูถูก แต่เพราะมันเป็เื่เพ้อฝันที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมาในชีวิต!
