แม้จะได้เห็นด้วยตาตนเอง แต่ผู้คนมากมายก็ยังไม่อาจเชื่อ พวกเขาคิดว่ามันช่างเหลวไหลเสียจริง
“ข้าตาฝาดไปหรือไม่? เมื่อครู่พวกเ้าเห็นสิ่งใด”
“เด็กหนุ่มผู้นั้นได้ทำลายฝ่ามือขวาของชิวซานอวิ๋นจนแหลกสลายเสียแล้ว!”
“โอ้ ์! เหตุใดจึงเป็เช่นนี้?”
ศิษย์จื๋อซิวในขอบเขตผนึกดาราผู้นี้ ช่างน่าสะพรึงกลัวเสียจริง เพียงหมัดเดียวก็กระแทกแขนของยอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสามจนแหลกสลาย เขาทำได้อย่างไรกัน?
เหล่าศิษย์ซิงซิวตกตะลึง ศิษย์หยวนซิวะเืใจ ขณะที่เหล่าศิษย์จื๋อซิวต่างส่งเสียงร้องด้วยตื่นเต้น ประหนึ่งดั่งภาพฝันลวงตา
ณ บริเวณภายนอกูเาไป่หลิง เหล่าปรมาจารย์เหนือเมฆาต่างเห็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น และความคิดชั่วร้ายเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
ซิงซิวและหยวนซิวมักดูถูกเหยียดหยามจื๋อซิวมาช้านาน บัดนี้ในหมู่ศิษย์จื๋อซิวมีอัจฉริยะปราดเปรื่องปรากฏตัว และเขาได้ทลายกรอบความคิดเดิมๆ ของทุกคน ท้าทายผู้บำเพ็ญขอบเขตเปลี่ยนผ่านในขณะที่ตนเองยังอยู่เพียงขอบเขตผนึกดารา ทั้งยังสามารถกดขี่ข่มเหงได้อย่างง่ายดาย บุคคลเช่นนี้หาได้ยากยิ่งในทุกยุคสมัย
คนเช่นนี้ จะปล่อยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร?
หากหนิงเทียนเติบโตขึ้น ภายภาคหน้าทั้งซิงซิวและหยวนซิวจะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ใด!
ซูอวิ๋นถึงกับอ้าปากค้าง แทบจะร้องลั่นออกมาด้วยความตกตะลึง
นางไม่อาจเชื่อสายตาตนเอง และไม่สามารถยอมรับความจริงอันโหดร้ายนี้ได้ พลังอันแข็งแกร่งของหนิงเทียนนั้นเกินกว่าที่นางจะเข้าใจ
ไยคนผู้นี้จึงช่างอัศจรรย์ปานนี้ แม้จะไม่สามารถปลุกสายเืได้ แต่กลับสามารถก้าวข้ามขีดจำกัด กดขี่ศัตรูผู้แข็งแกร่งกว่าให้พ่ายแพ้ได้
เว่ยซูเสวี่ยเฝ้ามองจากระยะไกล และต้องใกับหมัดเดียวของหนิงเทียน
ก่อนหน้านี้บนชั้นห้าของเจดีย์ หนิงเทียนใช้ทหาริญญาเยาเยาในการบดขยี้ชิวซานอวิ๋น ซึ่งทุกคนล้วนรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ความสามารถที่แท้จริงของหนิงเทียน
แต่หมัดเดียวของหนิงเทียนในยามนี้กลับทำให้เจียงซั่งอี เยวี่ยซิงเหอ อู่ชิวหง หวังเยี่ย และหลงจิ้งกั๋วต่างก็เปลี่ยนสีหน้าด้วยความตกตะลึง
ชิวซานอวิ๋นแผดเสียงร้องด้วยความเ็ป เขาถอยร่นไปอย่างรวดเร็ว ในดวงตาฉายแววคลุ้มคลั่ง
นี่คือภาพลวงตา มันคือความฝัน เป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน!
เขาไม่อาจยอมรับความจริงนี้ได้ แต่ความเ็ปแสนสาหัสที่ทิ่มแทงหัวใจกลับย้ำเตือนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็ความจริง มิอาจเปลี่ยนแปลง
หนิงเทียนไม่ได้ไล่ตาม แววตาเฉยเมยและสงบนิ่งบ่งบอกถึงความสุขุมและอำนาจที่ยิ่งใหญ่
สายลมพัดโชยเส้นผมของหนิงเทียน ท่วงท่าที่สง่างามล่องลอยราวกับภาพฝันนั้นยากที่จะลืมเลือน
“ข้าเตือนเ้าแล้วมิใช่หรือว่าอย่าโอ้อวดเกินจริง เ้าไม่ฟังข้าเอง ตอนนี้ขายขี้หน้าชาวประชาแล้วมิใช่หรือ?”
เสียงอันแหลมคมดังก้องไปทั่ว ดึงดูดเสียงหัวเราะเยาะจากเหล่าศิษย์ซิงซิว ขณะที่อารมณ์ของศิษย์หยวนซิวพลุ่งพล่าน เพราะคำพูดของหนิงเทียนนั้นมิได้มุ่งเป้าไปที่ชิวซานอวิ๋นเพียงผู้เดียว แต่รวมไปถึงเหล่าศิษย์หยวนซิวหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย
โดยเฉพาะเหล่ายอดฝีมือของสำนักอินทนิล ที่เพิ่งเอ่ยปากเมื่อครู่ว่าชิวซานอวิ๋นมีพลังกล้าแกร่งจนสามารถสังหารหนิงเทียนได้ดั่งฆ่าสุนัข ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับพลิกผัน ราวกับโดนตบหน้าอย่างแรง
“เ้าเงียบไปเลย!”
ชิวซานอวิ๋นโกรธจัด เขารู้สึกว่าตนไม่ได้ด้อยกว่าหนิงเทียน สาเหตุที่พ่ายแพ้เป็เพราะเผลอไผลและประมาทเลินเล่อก็เท่านั้น
จะมีสาเหตุใดบ้างที่ทำให้ขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสามไม่สามารถเอาชนะขอบเขตผนึกดาราได้?
“เ้าช่างโอ้อวดนัก เ้าคิดว่าการโจมตีแบบลอบกัดน่าโอ้อวดเช่นนั้นหรือ? ในการประลองอย่างลูกผู้ชาย ข้าจะพิสูจน์ให้เ้าเห็นว่าข้าเหนือกว่าเ้า”
“เชิญเ้าโม้ต่อไปเถิด หากเ้าไม่กลัวว่าจะถูกเหล่ายอดฝีมือจากสำนักอินทนิลจะสังหารเ้าในภายหลัง เ้าก็สามารถโอ้อวดได้ตามใจชอบ”
หนิงเทียนไม่โกรธ ทั้งยังจงใจยั่วโมโหชิวซานอวิ๋น เพื่อให้เขาเป็ฝ่ายลงมือโจมตีก่อน
“รีบลงมือเสียที เ้าอัจฉริยะแห่งสำนักอินทนิล พวกเรารอชมฝีมือเ้าอยู่นะ!”
“ศิษย์ของปรมาจารย์ผู้มีสายเืเงาอินทนิลอันล้ำค่า เ้ายังมีสิ่งใดให้ต้องเกรงกลัวอีกเล่า?”
ยอดฝีมือจื๋อซิวบางคนเอ่ยถากถาง พวกเขาจงใจพูดตอกย้ำความเ็ปของชิวซานอวิ๋น
“หนิงเทียน วันนี้มีเ้าต้องไม่มีข้า!”
เสียงคำรามดังกึกก้องสะท้านฟ้า ชิวซานอวิ๋นพุ่งเข้าโจมตีอย่างว่องไวดุจสายฟ้า มือขวาที่เปื้อนเืกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม ปลายนิ้วแหลมคมเปล่งประกายสีแดงฉาน พลังปราณไหลเวียนดุจสายน้ำ ก่อเกิดเป็ใบมีดโค้งที่ทะยานเฉียดผ่านอากาศด้วยเสียงหวีดหวิว
ร่างของชิวซานอวิ๋นโอบล้อมด้วยพลังสีม่วงพลุ่งพล่าน ก่อเกิดสายหมอกเงาอินทนิล บรรยากาศพลันแปรเปลี่ยน เต็มไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว เขาใช้ท่ากระบี่หยวนม่วงปั่นป่วนของสำนักอินทนิล พลังปราณสีม่วงพลุ่งพล่าน ปลายนิ้วหมุนคว้างควบคุมคมกระบี่ ดั่งสายน้ำเชี่ยวกรากไร้ที่สิ้นสุด
คราวนี้ชิวซานอวิ๋นเปลี่ยนกลยุทธ์ และไม่ประลองกำลังกับหนิงเทียนโดยตรงอีกต่อไป แต่เลือกใช้ทักษะกระบี่เข้าปราบปราม ตั้งใจจะแสดงฝีมือที่ร่ำเรียนมา
ต้นไม้แห้งเหี่ยวครึ่งจริงครึ่งลวงปรากฏขึ้นข้างกายหนิงเทียน เปรียบดั่งโล่ต้นไม้ปิดกั้นการโจมตีของชิวซานอวิ๋น ขณะที่ร่างของเขาเคลื่อนที่หมุนวนดั่งแสงเงา นิ้วมือพลุ่งพล่านด้วยปราณกระบี่ที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
กระบี่เลื่อนลอยไร้แก่นของหนิงเทียนนั้นไร้ร่องรอย ปราณกระบี่เข้มข้นเส้นเล็กดั่งเส้นไหม ดูไม่น่าเกรงขาม แต่กลับทรงพลังร้ายกาจ
ทั้งสองฝ่ายรุกไล่ ตีกันกลางอากาศ เสียงกระบี่ปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว
ชิวซานอวิ๋นหลบหลีกอย่างว่องไว ดวงตาจ้องมองอย่างเฉียบคม พยายามจับทิศทางการเคลื่อนที่ของหนิงเทียน ก่อนจะเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างฉับไว และดึงศักยภาพของวิชาเพลงกระบี่ออกมาจนถึงขีดสุด
หนิงเทียนตอบโต้ศัตรูด้วยทักษะกระบี่เลื่อนลอยไร้แก่น กระบี่ชุดนี้มีเอกลักษณ์คือ ปราณกระบี่กลายเป็แสง แทรกซึมฟาดฟันได้ทุกซอกทุกมุม และยังมีเอกลักษณ์อีกอย่างคือล่องลอยดั่งสายหมอก
เมื่อผสานเข้ากับพลังของหมื่นสรรพสิ่งในใจของหนิงเทียน เขาจึงสามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าชิวซานอวิ๋นจะใช้กลยุทธ์ใด หนิงเทียนก็สามารถหาทางแก้ไขได้ทันท่วงที
ทั้งคู่ต่างโจมตีกันอย่างรวดเร็ว ต่างฝ่ายต่างมองหาช่องโหว่ รอจังหวะเหมาะเพื่อโจมตี
การต่อสู้อย่างรุนแรงครั้งนี้เป็บททดสอบความสามารถโดยรวม ชิวซานอวิ๋นฉลาดมาก เขาคิดจะใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบในด้านขอบเขตเปลี่ยนผ่านเพื่อกดขี่จิติญญาของหนิงเทียนที่อยู่ในขอบเขตผนึกดารา ซึ่งถือเป็กลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม
แต่ผลลัพธ์กลับทำให้ชิวซานอวิ๋นต้องหน้าแตก นั่นเพราะทักษะหมื่นสรรพสิ่งในใจของหนิงเทียนนั้นลึกลับซับซ้อน เมื่อนำมาใช้ในการต่อสู้ กลับเหนือกว่าสถานะของขอบเขตเปลี่ยนผ่านที่ชิวซานอวิ๋นมีอยู่เสียอีก
ด้วยกลอุบายมิอาจเอาชนะได้ ชิวซานอวิ๋นโกรธแค้นสุดขีด จึงปลดปล่อยท่าไม้ตายอันทรงพลังที่สุด นั่นคือทักษะเงาอินทนิลแยกร่าง ร่างกายของเขาแยกออกเป็สาม เืในกายพลุ่งพล่าน พลังปราณสีม่วงแฝงไว้ด้วยพลังอันน่าหวาดกลัว แผ่ขยายราวกับเมฆสีม่วงสามก้อนที่โจมตีใส่หนิงเทียนอย่างบ้าคลั่ง
ฉากนี้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนเป็วงกว้าง นี่คือทักษะพิเศษที่สืบทอดต่อกันของสายเืเงาอินทนิล สามารถแยกเป็สามราวกับมีสามคน โจมตีแบบสามรุมหนึ่งด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า ซึ่งเพียงพอที่จะบดขยี้ศัตรูผู้แข็งแกร่ง
“โอ้โห ช่างน่าทึ่งเสียจริง เช่นนี้แล้วหนิงเทียนคงย่อยยับแน่”
“สายเืเงาอินทนิลในตำนานช่างน่าทึ่ง หนิงเทียนคงยากจะรอดชีวิต”
“ชิวซานอวิ๋นยังมีหน้าเหลืออยู่บ้างหรือไม่? เป็ถึงขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสามยังต้องใช้กลวิธีต่ำต้อยเช่นนี้กับขอบเขตผนึกดารา เ้ายังรู้จักความหมายของคำว่าอายอยู่หรือไม่?”
เหล่ายอดฝีมือจื๋อซิวต่างโห่ร้องสะท้อนความโกรธแค้นต่อความหน้าด้านไร้ยางอายของชิวซานอวิ๋น
“นี่คือความสามารถของเขา พวกเ้าจะโวยวายทำไมกัน!”
ยอดฝีมือของสำนักอินทนิลโต้ตอบทันที ก่อนจะเกิดการด่าทออย่างดุเดือดกับยอดฝีมือจื๋อซิว
ดวงตาของหนิงเทียนหรี่ลงท่ามกลางอากาศเบื้องบน และเขารู้สึกถึงภัยคุกคามที่รุกรานเข้ามา
ทักษะเงาอินทนิลแยกร่างของชิวซานอวิ๋นนั้นช่างน่าทึ่ง เปรียบเสมือนชิวซานอวิ๋นสามคนร่วมมือโดยที่ใจของพวกเขาเชื่อมถึงกัน จึงสามารถประสานการโจมตีได้อย่างกลมกลืน เพียงพอที่จะบดขยี้ศัตรูผู้แข็งแกร่งได้
ก่อนหน้านี้ บนชั้นห้าของเจดีย์ หนิงเทียนได้รับความช่วยเหลือจากทหาริญญาเยาเยาในการทำให้ชิวซานอวิ๋นได้รับาเ็สาหัส
แต่ตอนนี้ หนิงเทียนได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่พึ่งพาพลังจากภายนอก เขาจึงต้องใช้ความสามารถของจื๋อซิวเท่านั้น
เงาไม้พลิ้วไหว กลีบดอกไม้ปลิวไสว หญ้าเขียวขจี ปราณกระบี่พลุ่งพล่าน ตะลุยฟ้าทลายเมฆา
ร่างของหนิงเทียนถูกล้อมรอบด้วยดอกไม้ หญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์สร้างภูมิประเทศที่แปลกประหลาด เขาใช้กลวิธีแบ่งแยกพื้นที่ ทำให้ร่างเงาสามตนของชิวซานอวิ๋นไม่สามารถประสานการโจมตีได้อย่างลงตัว และทำลายความสัมพันธ์อันแแ่ระหว่างพวกมัน
“ทักษะกองพลพฤกษา!”
นี่คือทักษะทั่วไปของเชื้อสายรากพฤกษา มันไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่เมื่ออยู่ในมือของหนิงเทียน มันกลับมีพลังที่คาดเดาไม่ได้
ชิวซานอวิ๋นโกรธแทบคลั่ง หนิงเทียนเคยใช้ท่านี้กับเขาก่อนหน้านี้ที่ชั้นห้าของเจดีย์ และบดขยี้กลยุทธ์ไร้เทียมทานของเขาจนพ่ายแพ้ราบคาบ
ตอนนี้เื่ราววนกลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง และคราวนี้ไร้ซึ่งอาวุธิญญาหรือพลังจากภายนอก ทว่าชิวซานอวิ๋นยังคงมิอาจเอาชนะได้
“ช่างต่ำช้า! กล้าพึ่งพาพลังของพฤกษา หนิงเทียนยังมีความละอายบ้างหรือไม่?”
ยอดฝีมือสำนักอินทนิลคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว ทันใดนั้นจื๋อซิวก็เอ่ยขึ้นด้วยความโกรธ “นี่คือความสามารถของเชื้อสายรากพฤกษา พวกเ้าจะเห่าอะไรกันนักหนา!”
เมื่อสักครู่นี้ผู้บำเพ็ญจื๋อซิวเพิ่งต่อว่าชิวซานอวิ๋นเื่แบ่งร่างเป็สาม แต่กลับถูกยอดฝีมือจากสำนักอินทนิลด่าทอเสียยกใหญ่
บัดนี้ เมื่อสำนักอินทนิลตำหนิหนิงเทียน กลับถูกยอดฝีมือจื๋อซิวด่ากลับ ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมกัน
“หนิงเทียน เ้าอย่าขี้ขลาด จงออกมาเผชิญหน้าตรงๆ!”
ทักษะเงาอินทนิลแยกร่างของชิวซานอวิ๋นนั้นร้ายกาจยิ่งนัก ซึ่งเขาความได้เปรียบในเชิงจำนวนอย่างสิ้นเชิง
แม้กลยุทธ์กองพลพฤกษาของหนิงเทียนจะแยบยล แต่กลับให้ความรู้สึกเสมือนถูกตีรุกอยู่ฝ่ายเดียว และต้องหลบหลีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เ้าแน่ใจหรือ?”
น้ำเสียงของหนิงเทียนแฝงไปด้วยความเยาะเย้ย ประหนึ่งกำลังเย้ยหยัน
ชิวซานอวิ๋นะโ “ต่อสู้แบบลูกผู้ชาย ข้าจะสังหารเ้า!”
“เ้ายังคงนิสัยโอ้อวดไม่เปลี่ยนแปลง ข้าจะทำให้เ้าสมใจอยาก!”
หนิงเทียนแผดเสียงคำราม ร่างที่พุ่งตัวลงไปมีความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งฉีกทึ้งอากาศจนเกิดเสียงดังสนั่น
ชิวซานอวิ๋นะโกึกก้อง พลังปราณพลุ่งพล่าน เขามุ่งมั่นที่จะบีบให้หนิงเทียนต่อสู้แบบตัวต่อตัว หวังใช้ประโยชน์จากทักษะเงาอินทนิลแยกร่างบดขยี้หนิงเทียนให้สิ้นซากด้วยน้ำมือตนเอง
ชิวซานอวิ๋นไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ต่อหน้าเหล่ายอดฝีมือของกลุ่มต่างๆ ในดินแดนหยวนซิง เขาหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ไม่ได้ ศึกนี้เขาจำเป็ต้องคว้าชัย มิฉะนั้นก็คือความตาย
แสงสีม่วงพุ่งลงมาสาดส่องรอบตัวหนิงเทียนเปรียบดั่งหมอกควันหมุนวน บดขยี้ดอกไม้ หญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์จนแหลกละเอียด
การที่หนิงเทียนลงสู่พื้นดิน สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนเป็อย่างมาก หลายคนเห็นว่านี่เป็การตัดสินใจที่ไม่ฉลาด เพราะการอยู่บนท้องฟ้าช่วยให้เขาหลบหลีกได้อย่างอิสระ ไร้ขีดจำกัด
การต่อสู้บนพื้นดินย่อมถูกจำกัดด้วยสภาพภูมิประเทศ ทำให้ไม่เอื้ออำนวยต่อการหลบหลีก
อย่างไรก็ตาม ผู้คนที่มีความคิดเช่นนี้ส่วนใหญ่เป็ซิงซิวและหยวนซิว นั่นเพราะพวกเขาละเลยสถานะที่แท้จริงของหนิงเทียน
จื๋อซิวล้วนมีความผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเชื้อสายรากพฤกษาที่สามารถควบคุมสายลมและสายฝนภายในป่าเขา และใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศได้อย่างชาญฉลาด
หนิงเทียนร่อนลงบนพื้น ก่อนจะรีบหมุนตัวและเคลื่อนย้ายหลบหนีวงล้อมสังหารของชิวซานอวิ๋น ก่อนจะพุ่งทะยานผ่านป่าทึบ
ชิวซานอวิ๋นไล่ตามอย่างกระชั้นชิด สามร่างเคลื่อนที่รวดเร็วดั่งสายฟ้า ต่างมุ่งหน้าปิดล้อมและดักจับจากทิศทางที่ต่างกัน
ทันใดนั้น ความรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรงก็ทำให้ชิวซานอวิ๋นตึงเครียด พื้นดินสั่นะเื ต้นหญ้าพุ่มไม้เคลื่อนที่ ใบดาบหญ้าฟาดฟัน พรรณไม้ดอกหญ้าและเถาวัลย์ต่างพากันโจมตี ทำให้เขาไม่มีที่ซ่อน
ในยามวิกฤต ร่างแยกทั้งสามของชิวซานอวิ๋นต่างพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทว่าสองร่างกลับถูกสกัดกั้นไว้
ูเาไป่หลิงเป็ดินแดนที่เหล่าิญญาอสูรอาศัยอยู่ พืชพรรณในูเาล้วนเป็ิญญาอสูร ซึ่งส่วนใหญ่มีพลังอยู่ที่ระดับสามหรือสี่
แม้ว่าชิวซานอวิ๋นจะอยู่ในขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสาม แต่เขากลับประเมินพลังของหนิงเทียนต่ำไป
หลังจากก้าวเข้าสู่ขั้นห้าของขอบเขตผนึกดารา และได้ผสานรวมิญญาดอกไม้ หญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์เข้าด้วยกัน หนิงเทียนสามารถควบคุมิญญาอสูรระดับสี่ภายใน่ระยะเวลาหนึ่งเพื่อโจมตีและป้องกันได้
สถานที่แห่งนี้มีิญญาอสูรระดับสี่ และภายใต้การควบคุมจากทักษะคุมิญญาของหนิงเทียน ิญญาอสูรเหล่านี้จึงสามารถหยุดยั้งร่างแยกสองร่างของชิวซานอวิ๋นเอาไว้ได้
หนิงเทียนเล็งเป้าหมายไปที่ร่างแยกอีกตัว แล้วใช้ทักษะคุมวาโยอย่างฉับไวและรุนแรง โดยขับเคลื่อนพลังด้วยวาโยพิโรธเพื่อเปิดใช้งานทะลวงพันชั้น ร่างกายของเขาเปล่งประกายสีทองเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ที่ลุกโชน พร้อมกับหมัดที่พุ่งโจมตีออกไป
หน้าชิวซานอวิ๋นเปลี่ยนสี เขาสะบัดมือตีโต้และะโด้วยความโกรธว่า “รวมพลังเงาร่าง!”
ร่างแยกอีกสองร่างจางหายไปในทันที กลืนรวมเข้ากับร่างหลัก ทำให้พลังของชิวซานอวิ๋นพลุ่งพล่าน พลังการต่อสู้ของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หมัดของหนิงเทียนเปี่ยมไปด้วยพลังอันป่าเถื่อน หอคอยพลังทั้งห้าในกายสั่นะเืส่งเสียงกึกก้อง เืทั่วร่างกายเดือดพล่าน พลังหมัดทะลวงอากาศบดขยี้ทุกสิ่ง
แขนขวาของชิวซานอวิ๋นเรืองรองด้วยพลังสีม่วง เส้นเืปูดโปนดั่งัม่วงขดตัว พลังสายเืถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด
“หนิงเทียน ข้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้ต่อเ้า!”
ชิวซานอวิ๋นแผดเสียงคำราม ราวกับปลุกใจตนเอง ก่อนหมัดของทั้งสองจะปะทะกันกลางอากาศ
พลังหมัดสีม่วงและสีทองผสานเป็หนึ่ง ก่อเกิดเป็ก้องแสงสีม่วงทองที่ขยายวงกว้าง ซึ่งเปี่ยมไปด้วยแสงแห่งการทำลายล้าง กัดกินร่างกายของทั้งสอง
หนิงเทียนยืนหยัดอย่างสง่างาม พร้อมกับร่างกายสีทองที่ไร้รอยขีดข่วน
ร่างกายของชิวซานอวิ๋นทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว แขนขวาแหลกละเอียด เสียงร้องโหยหวนดังก้องสะท้อนฟ้า
