บทที่ 12
ยันต์ที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้
ซุนลี่คุกเข่าลงกับพื้น ในใจมีเพียงคำเดียวคือ: "ฉิบหายแล้ว!!"
จินเฉียวหลันเพิ่งจะรู้จักคำว่ากลัว เธอฝืนยิ้มที่ดูน่าเกลียดกว่าการร้องไห้ "โจวหยุน... พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันนะ"
โจวหยุนกอดหลิงหลิงแน่น "ั้แ่นี้ไป เราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน แต่เป็ศัตรูกัน!"
จินเฉียวหลันตาค้าง "จบกัน... จบเห่จริงๆ แล้ว!"
ตำรวจมาถึงในเวลาไม่นานและคุมตัวทั้งสองคนไป โจวหยุนต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ เธอจึงขอร้องให้ตำรวจแวะจอดที่ถนนของเก่าสักครู่
ในขณะนั้น หลินซีกินหูหมูไปหนึ่งถุง ผักลวกสองถุง และคีบตีนไก่กินไปอีกสามถุง
เธอหาวออกมาหวอดหนึ่งพลางดีดนิ้วคำนวณ "เื่ของโจวหยุนน่าจะคลี่คลายแล้วละ"
สิ้นคำพูดของเธอ โจวหยุนก็เดินตรงเข้ามา "อาจารย์คะ ขอบคุณที่เตือนนะคะ ไม่อย่างนั้นหลิงหลิงคง..."
หลินซีตบไหล่เธอเบาๆ ปลอบใจสองสามประโยค "เอาละๆ ไม่ร้องนะ ทุกอย่างผ่านไปแล้ว"
โจวหยุนปาดน้ำตาที่หางตา ตั้งใจจะบอกอาจารย์ว่าไม่ต้องช่วยเฝ้าแผงแล้ว แต่ปรากฏว่าพะโล้ในตู้ขายเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่น้ำ
หลินซีอธิบาย "คุณยายจางช่วยชั่งกิโลขายน่ะค่ะ คุณกลับไปเช็คเงินดูนะว่าครบไหม ส่วนหูหมูที่เหลืออยู่นิดหน่อยฉันกินเองค่ะ"
โจวหยุนทั้งขำทั้งร้องไห้ "ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ต่อไปถ้าอาจารย์จะกินพะโล้ ฉันยกให้ฟรีหมดเลย!"
"ได้เลย" หลินซีลูบท้องตัวเองพลางหยิบยันต์คุ้มครองส่งให้เธอ "เด็กตกน้ำขวัญมักจะเสีย เอาใจช่วยด้วยยันต์ใบนี้ใส่ไว้ใต้หมอนนะ จะได้หลับสบายไม่ฝันร้าย"
โจวหยุนกำยันต์ไว้แน่นแล้วโค้งคำนับสุดตัว "อาจารย์คือผู้มีพระคุณของฉันจริงๆ ค่ะ"
"พอแล้วๆ ไปเถอะ ลูกสาวคุณ้าคุณนะ" หลินซีโบกมือลาแล้วเดินทอดน่องกลับบ้าน
วันนี้ทำเงินได้ห้าพัน บริจาคครึ่งหนึ่งเหลือสองพันห้า เมื่อหักค่าใช้จ่ายจิปาถะ ตอนนี้เธอมีเงินเก็บอยู่สองหมื่นหยวนแล้ว
ถ้าอยู่ในหมู่บ้าน เธอคงเป็เศรษฐีน้อยๆ ไปแล้ว หลินซีให้กำลังใจตัวเอง "วันดีๆ จบลงแล้ว พรุ่งนี้ต้องเป็วันที่ดีกว่าเดิมแน่"
ทว่า... พอเห็นขบวนรถจอดเรียงรายหน้าบ้าน เธอก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีทันที เธอรีบหันหลังจะชิ่งหนี
เธอคิดผิด พรุ่งนี้ไม่ใช่ภาพฝันที่สวยงามเสียแล้ว
ฟู่จิงเหยาโผล่มาจากไหนไม่รู้ เขายืนจ้องเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉย "หลินซี คุณทำให้ผมต้องลำบากตามหาเสียจริง"
หลินซีหัวเราะแห้งๆ "คุณฟู่มาถึงที่กันดารแบบนี้ ไม่ทราบว่ามีธุระด่วนอะไรหรือเปล่าคะ?"
ฟู่จิงเหยาไม่ตอบแต่เดินเข้าหาเธอทีละก้าว บรรดาบอดี้การ์ดสบตากันแล้วกระจายตัวล้อมรอบเธอไว้เป็วงกลมอย่างแ่า
หลินซีมองดูบอดี้การ์ดที่ล้อมไว้สามชั้นในสามชั้นนอก ใจเธอกระตุกวูบ
ให้ตายเถอะ ฟู่จิงเหยาไม่ได้มาดีแน่ๆ จะทำอะไรเนี่ย? จะมาเอาคืนที่โดนกัดวันนั้นเหรอ?
หลินซีเปรียบเทียบแขนขาเล็กๆ ของตัวเองกับพี่เบิ้มบอดี้การ์ดทั้งหลายแล้ว ก็ล้มเลิกความคิดที่จะสู้ทันที ผีเธอสู้ได้ แต่คนเนี่ยสิ... หนึ่งต่อห้าสิบ สู้ก็บ้าแล้ว
สีหน้าของหลินซีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนฟู่จิงเหยาต้องถาม "คุณกำลังวางแผนอะไรอยู่?"
หลินซียกมือกอดอก "ฉันกำลังคิดว่า... ตอนคุณสั่งคนรุมตีฉัน ช่วยเบามือหน่อยได้ไหมคะ?"
ฟู่จิงเหยาสูดหายใจเข้าลึก "ผมไม่เคยทำร้ายร่างกายใคร"
หลินซีโล่งอกทันที ไม่ทำร้ายร่างกายแล้วจะพามนุษย์ชุดดำมาตั้งกองร้อยขู่กันทำไมเนี่ย เธอตอบเรียบๆ "อ๋อ งั้นไม่มีอะไรฉันขอตัวไปนอนก่อนนะคะ"
หลินซีเตรียมชิ่ง แต่ฟู่จิงเหยากลับคว้าข้อมือเธอไว้โดยสัญชาตญาณ
ปกติเขาไม่ชอบให้ผู้หญิงเข้าใกล้ แต่คราวนี้เขากลับเป็ฝ่ายจับมือหลินซีเอง จะปล่อยก็กระไร จะถือไว้ก็แปลกๆ สุดท้ายเขาก็อยู่ในท่าทางเก้ๆ กังๆ ลากหลินซีขึ้นรถไป บรรยากาศในรถช่างน่าอึดอัดเหลือทน
ฟู่จิงเหยาเอ่ยเสียงแข็ง "หลินซี ตามผมไป คุณปู่้าพบคุณ"
ตอนแรกหลินซีตั้งใจจะขัดขืน แต่ทันทีที่ฟู่จิงเหยาััตัวเธอ "ไอม่วง" ก็ค่อยๆ ไหลเข้าสู่ร่างเธอทันที เธอรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น
การได้ไอม่วง ไม่ได้มีแค่การกัดสินะ
น่าเสียดายที่พอขึ้นรถ ฟู่จิงเหยาก็ปล่อยมือเธอแล้วขยับไปนั่งซะริมประตูรถ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่กว้างพอจะยัดคนลงไปได้อีกคน
หลินซีมองค้อนไอม่วงที่ฟุ้งกระจายพลางถอนใจเบาๆ อยากกัดสักคำจริงๆ การได้อยู่ในที่เดียวกับฟู่จิงเหยามันเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางดงไอม่วง ไม่สิ... นี่มันคือกลิ่นหอมของความรวยต่างหาก
กัดไม่ได้ หลินซีเลยได้แต่จ้องฟู่จิงเหยาตาเขม็ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองรันทด ฟู่จิงเหยานี่มันลูกรักพระเ้าชัดๆ ไอม่วงส่องแสงวิบวับแทบจะแทงตาเธอบอดอยู่แล้ว
แต่เอ๊ะ... ทำไมบนตัวเขาไม่มี "แสงทองแห่งกุศล" เลยล่ะ?
ตามหลักแล้ว คนที่จะเกิดมาพร้อมดวงชะตา "จักรพรรดิม่วง" ได้ ต้องสะสมแต้มบุญทำความดีมานับไม่ถ้วน แสงทองแห่งกุศลควรจะสว่างจ้า แต่จากระดับไอม่วงที่เขามี เป็ไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีแสงบุญติดตัวแม้แต่นิดเดียว
ขนาดหลินซีที่ดวงซวยบรมเธอยังพอมีแสงบุญสะสมอยู่บ้างเลย เื่นี้มันประหลาดเกินไป
หลินซีจ้องฟู่จิงเหยาต่อ... ใบหน้าแบบนี้ เอวแบบนี้ ขาเรียวยาวแบบนี้... ไม่พูดถึงเื่อื่นนะ สายตาของอาจารย์เธอเนี่ยยอดเยี่ยมจริงๆ
ฟู่จิงเหยารู้สึกถึงสายตาแรงกล้าที่จ้องใบหน้าเขา เขาขยับหนีไปชิดขอบรถอีกนิด สายตาแบบนี้มันเหมือนคืนนั้นเปี๊ยบ เขาเริ่มระแวงว่ายัยผู้หญิงคนนี้จะกระโจนเข้าใส่เขาอีกหรือเปล่า
รถไมบัคแล่นเข้าสู่คฤหาสน์ซานสุ่ยเปี๋ยจวี่อย่างสงบ พ่อบ้านหลิวที่ยืนรออยู่โบกมือพึ่บพั่บ "เข้าที่! จัดระเบียบให้ดี!"
ทันทีที่หลินซีลงจากรถ คนใช้สองแถวก็ก้มศีรษะคำนับพร้อมกัน
ะโก้อง "ยินดีต้อนรับคุณชายใหญ่และคุณหนูหลินกลับบ้านครับ/ค่ะ!" ะโย้ำถึงสามรอบจนหลินซีเหวอไปเลย นี่คือชีวิตคนรวยเหรอเนี่ย?
ฟู่จิงเหยาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเห็นหลินซีแช่แข็งอยู่กับที่ จึงหันมาเปรย "ความตั้งใจของคุณปู่คุณย่าน่ะ เดี๋ยวก็ชินไปเอง"
พ่อบ้านหลิวรีบก้าวเข้ามา ยิ้มเห็นฟันแปดซี่ "คุณหนูหลินครับ ถ้าคุณไม่ชอบ คราวหน้าผมจะเปลี่ยนรูปแบบการต้อนรับใหม่ครับ"
คติประจำใจพ่อบ้าน: ผิดก็แก้ ไม่ผิดก็ต้องแก้
หลินซีโบกมือ "ไม่ต้องๆ แบบนี้แหละ... ดีแล้วค่ะ"
เธอเดินตามฟู่จิงเหยาผ่านพรมแดงยาวเข้าไปในวิลล่าที่หรูหราอลังการ ทุกตารางนิ้วอบอวลไปด้วยกลิ่นไอของเงินตรา
ฟู่เจี้ยนหัวและจางเหวินซิ่วลุกขึ้นต้อนรับ จางเหวินซิ่วกระตือรือร้นมาก เธอรีบจูงมือหลินซีให้นั่งลง "ป้าอู๋ รีบเอาน้ำชามาให้หลานสะใภ้ฉันเร็ว"
"หนูจ๊ะ หนูชื่อหลินซีใช่ไหม สองวันที่ผ่านมาลำบากหนูแย่เลยนะ" จางเหวินซิ่วบ่นหลานชาย
"เ้าจิงเหยานี่มันแย่จริงๆ กระทั่งเมียตัวเองยังจำไม่ได้ พวกเราสั่งสอนเขาไม่ดีเอง ย่าต้องขอโทษหนูกับอาจารย์ของหนูด้วยนะ"
หลินซีหัวเราะแห้ง "ฮะๆ สองวันนี้ฉันสบายดีค่ะ ขอบคุณท่านที่เป็ห่วงนะคะ"
จางเหวินซิ่วตบหลังมือเธอเบาๆ "ยังจะเรียกคุณย่าว่าท่านอีก เรียก 'ย่า' เฉยๆ ก็พอจ้ะ"
"ใช่ๆ ต้องเรียกปู่ด้วยนะ" ฟู่เจี้ยนหัวยิ้มหน้าบาน
"หลินซี ปู่ไม่รู้เลยว่าหนูมาเมืองหลวง นักพรตเสวียนคงก็ไม่ได้บอกพวกเราเลย"
"ถ้ารู้ว่าหนูจะมา ปู่จะสั่งให้จิงเหยาไปรับที่สนามบินั้แ่วันแรกแล้ว"
หลินซีไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่หัวเราะแห้งๆ ต่อไป... ให้ตายเถอะ ก่อนอาจารย์จะขาดใจเพิ่งจะบอกว่าเธอมีคู่หมั้น เธอเองยังไม่รู้เลยว่าจะต้องมาเมืองหลวง
จางเหวินซิ่วสั่งให้ป้าอู๋ยกขนมมาเพียบ "หลินซี กินรองท้องก่อนนะ เดี๋ยวข้าวก็เสร็จแล้วจ้ะ"
หลินซีรับน้ำชามากล่าวขอบคุณ คุณปู่คุณย่าของฟู่จิงเหยาต่างจากที่เธอคิดไว้คนละโลกเลย พวกท่านอบอุ่นเกินไปจริงๆ
จางเหวินซิ่วปอกส้มให้ "หลินซี กินนี่สิลูก"
ฟู่เจี้ยนหัวแกะซองมันฝรั่งทอด "อันนี้ด้วย วัยรุ่นชอบกิน"
พ่อบ้านหลิวแอบยิ้ม "คุณหนูหลินครับ คุณคือผู้หญิงคนแรกที่คุณชายใหญ่พาเข้าบ้าน ผมไม่ได้เห็นนายท่านกับนายหญิงยิ้มกว้างขนาดนี้มานานมากแล้วครับ"
หลินซี: "..." เจอประโยคคลาสสิกของพ่อบ้านเข้าไปจนได้ อึดอัดชะมัดเลยค่ะคุณลุง พ่อบ้านคะ... ประโยคนี้มันจำเป็ต้องพูดจริงๆ เหรอคะ?
"มาๆ หลินซีกินอันนี้"
"หลินซีกินอันนั้นสิ"
ฟู่เจี้ยนหัวกับจางเหวินซิ่วเรียกชื่อหลินซีซ้ายทีขวาที จนฟู่จิงเหยาที่นั่งอยู่ข้างๆ กลายเป็อากาศธาตุไปโดยสมบูรณ์ เขาได้แต่หยิบส้มมาปอกกินเองเงียบๆ ...อืม เปรี้ยวชะมัด
จางเหวินซิ่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "หลินซีจ๊ะ อาจารย์ของหนูทิ้งยันต์ไว้ให้หนูแผ่นหนึ่งน่ะ"
หลินซีหลุดปากถามทันที: "อาจารย์ฉันเนี่ยนะจะทิ้งของไว้ให้?"
ปกติไม่แกล้งเธอจนอ่วมก็บุญเท่าไหร่แล้ว นี่คงไม่ใช่ "ยันต์แกล้งคน" หรอกนะ?
