ยามเห็นใบหน้าหดหู่ของมู่จื่อหลิง หลงเซี่ยวอวี่จึงยอมคลายแรงจับที่มือเล็กของนางออกเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วอบอุ่นลูบมือที่เ็ปของนางเบาๆ ก่อนจะปล่อย
ชายผู้เอาแน่เอานอนไม่ได้ผู้นี้...มู่จื่อหลิงลอบสะบัดมือภายใต้แขนเสื้อ ขดริมฝีปากราวกับเป็ลูกสะใภ้ตัวน้อยผู้ถูกกระทำ [1] ทำหน้าบูดบึ้ง จ้องมองหลงเซี่ยวอวี่ด้วยความขมขื่นพยาบาท
แต่เขาทำราวกับมองไม่เห็นมัน หยิบกาน้ำชาจื่อซา [2] หรูหราบนโต๊ะ รินใส่ถ้วยให้นาง พูดเบาๆ ด้วยเสียงที่มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน “เหน็ดเหนื่อยหลังจากนั่งรถม้ามาทั้งวัน ชานี้ดี เ้าควรดื่มมัน”
หลังจากพูดจบ หลงเซี่ยวอวี่ก็ดื่มอย่างสบายอารมณ์
ชายผู้นี้มาวังหลวงเพื่อดื่มชา...จู่ๆ เส้นสีดำสามเส้นก็ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของมู่จื่อหลิง นางรู้สึกพูดไม่ออก
ั้แ่ฉีอ๋องเข้ามา เขาได้ทำในสิ่งที่ขัดกับสภาพแวดล้อมในยามนี้อย่างสิ้นเชิง แต่กลับไม่มีใครกล้าพูดอะไร ขุนนางหลายคนไม่กล้าแม้แต่จะหันมามอง
......
หลังจากได้ยินคำอธิบายถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความผิดพลาดอย่างสมเหตุสมผลของเล่อเทียน ฮ่องเต้เหวินอิ้นก็พยักหน้า ไม่ได้ตรัสสิ่งใด
ท้ายที่สุด เล่อเทียนก็เป็คุณชายผู้อ่อนโยนและสง่างามในหัวใจของฝูงชน เขาไม่เชื่อว่าเล่อเทียนจะทำสิ่งไร้มารยาทต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ได้
ทุกคนรู้ว่า เล่อเทียนเป็ศิษย์คนสนิทเพียงคนเดียวของหมอปีศาจ [3] ไป๋หลี่ฉิว ผู้ซึ่งสืบทอดวิชาของอาจารย์ั้แ่อายุยังน้อย ทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือวิชามือหมอคืนชีวิต [4]
แม้ว่าเล่อเทียนจะทำตัวแบบเรียบง่าย เก็บงำทักษะทางการแพทย์ที่ตนมี แต่ทองคำอย่างไรก็มักจะส่องแสงออกมาเสมอ คนอื่นอาจไม่รู้เื่ของเล่อเทียน แต่ฮ่องเต้เหวินอิ้นจะไม่รู้เื่ทักษะทางการแพทย์ของเขาได้อย่างไร
ดังนั้นแม้ว่าเล่อเทียนจะไม่มีตำแหน่งขุนนางอย่างเป็ทางการ แต่เขาก็ยังได้รับเกียรติให้เข้ามาในห้องทรงพระอักษรของฮ่องเต้เหวินอิ้น
ไม่ใช่เพียงเพราะทักษะทางการแพทย์อันยอดเยี่ยมของเล่อเทียนเท่านั้น ด้วยเขายังเป็ที่เคารพชื่นชม นอกจากนี้ยังเป็เพราะเขาอายุไล่เลี่ยกับหลงเซี่ยวอวี่ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลงเซี่ยวอวี่...ดังนั้นฮ่องเต้เหวินอิ้น จึงชื่นชอบเล่อเทียนมาก
ครั้งนี้เล่อเทียนมาที่วังหลวงเนื่องจากเื่โรคระบาดในเมืองหลงอัน
แม้ว่าเล่อเทียนจะไม่ได้พูดอะไร แต่ฮ่องเต้เหวินอิ้นก็รู้ว่าเล่อเทียนต้องมาที่นี่ตามคำสั่งของหลงเซี่ยวอวี่ ซึ่งทำให้เขารู้สึกโล่งใจมาก
หลังจากเล่อเทียนทำผิดพลาดจนเกิดเื่น่าขันขึ้น บรรยากาศเคร่งขรึมแต่เดิมก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย อารมณ์ประหม่าของขุนนางและหมอหลวงก็ผ่อนคลายลงเช่นกัน
ต้องรู้ว่าพวกเขายืนมาทั้งวันแล้ว ตลอดทั้งวันนี้ สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญคือพลังัอันเกรี้ยวกราดของฮ่องเต้เหวินอิ้น พวกเขาต้องระมัดระวังอยู่เสมอ
เนื่องจากสถานการณ์ภัยพิบัติในเมืองหลงอันไม่สามารถควบคุมได้ใน่สองสามวันที่ผ่านมา มันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นฮ่องเต้เหวินอิ้นจึงทรงกังวลกระวนกระวายพระทัย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงทรงพิโรธอย่างหนัก
ฮ่องเต้เหวินอิ้นไม่ได้สนใจคำพูดของเล่อเทียนมากนัก แต่หมอหลวงหลินกลับยืนขึ้นอย่างกล้าหาญด้วยใบหน้าระมัดระวัง พูดอย่างลังเล “ท่านหมอเล่อ ข้าได้ยินมาว่าท่านไปที่พื้นที่ระบาดเมื่อเช้านี้...ทันใดนั้นท่านก็กล่าวว่าต้องลมหนาว ไม่ใช่ว่า...”
หมอหลวงหลินลังเลที่จะพูด เหล่าขุนนางรู้ว่าท่าทางลังเลของเขาหมายถึงสิ่งใด
เมื่อไม่นานมานี้ ยามเกิดโรคระบาดในเมืองหลงอัน สำนักหมอหลวงยุ่งวุ่นวาย แม้แต่ขุนนางในราชสำนักก็ไม่กล้าที่จะพักผ่อนแม้เพียงครู่ พวกเขายุ่งอยู่กับการต่อสู้กับโรคระบาดและบรรเทาภัยพิบัติ
ถึงกระนั้นโรคระบาดก็ยังไม่สามารถหาต้นตอได้ ไม่มีทางรักษาได้ซึ่งทำให้ผู้คนตื่นตระหนก ดังนั้นตราบใดที่มีคนไม่สบายทางกายย่อมทำให้ผู้คนตื่นตัว
แน่นอนว่า ทันทีที่หมอหลวงหลินพูดเช่นนี้ ทุกคนก็จ้องมองไปที่ฮ่องเต้เหวินอิ้น แล้วหันมองไปที่เล่อเทียนอีกครั้ง ราวกับว่าพวกเขากำลังรอคำอธิบาย
มู่จื่อหลิงรู้สึกสับสนเมื่อได้ยินเื่นี้ นางมองไปที่ท่าทางระมัดระวังของทุกคนด้วยใบหน้าที่สับสน
สับสนก็ส่วนสับสน แต่มู่จื่อหลิงรู้ว่าหมอหลวงหลินผู้นี้ไม่ใช่นกที่ดี [5]
คิดถึงตอนนั้น ที่นางถูกฮ่องเต้เหวินอิ้นคุมขังโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน แต่หมอหลวงหลินผู้นี้กลับมีส่วนได้ส่วนเสียด้วย นางคือคนของฮ่องเต้ ซึ่งเขาเป็หนึ่งในคนที่ใส่ร้ายนางในยามนั้น
ยามนี้หมอหลวงหลินพูดกับเล่อเทียนเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?
คนผู้นี้พยายามใส่ร้ายเล่อเทียนหรือ? มู่จื่อหลิงมองอย่างสับสน
เล่อเทียนเพียงแค่พยายามหาข้ออ้างเพื่อปกปิดความอับอายของเขาเพราะเขาเผลอ ‘ไอ’ ออกมา เหตุใดคนผู้นี้ถึงคิดว่าเล่อเทียนติดโรคจากพื้นที่ระบาดได้?
พื้นที่โรคระบาด? ทันใดนั้นจิตใจของมู่จื่อหลิงก็สว่างวาบ ราวกับว่านางเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
แต่หมอหลวงหลินผู้นี้ช่างมีจินตนาการจริงๆ คนผู้นี้เข้าใจผิดคิดว่าเล่อเทียนนำโรคเข้ามาในวังหรือ? เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ มู่จื่อหลิงก็รู้สึกขบขันเล็กน้อย
หลังจากฟังคำพูดของหมอหลวงหลิน หัวของเล่อเทียนก็เต็มไปด้วยเส้นสีดำ เขารู้สึกว่าเขาถูกใส่ความจนรันทดอดสูเสียยิ่งกว่าโต้วเอ๋อ เขาแค่อธิบายเหตุการณ์ที่น่าอายเมื่อครู่นี้ กลับกลายเป็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปได้อย่างไร?
ยามนี้เหตุใดจึงรู้สึกราวมีโคลนเหลืองตกตรงเป้า ไม่ใช่อึก็เหมือนอึ ในยามนี้เล่อเทียนรู้สึกหดหู่ใจจนเขาอยากพุ่งชนกำแพง
“หมอหลวงหลินเข้าใจผิดแล้ว ยามนี้มีโรคระบาดกำลังอาละวาดในเมืองหลงอัน เดิมทีข้าอยากจะไปดู แต่เมืองหลงอันถูกปิดตาย คนข้างในออกไม่ได้ คนข้างนอกก็เข้าไม่ได้เช่นกัน ข้ายังไม่มีโอกาสเข้าไป” เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาของทุกคน เล่อเทียนจึงต้องอธิบายอย่างหมดหนทาง
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เล่อเทียนก็ผายมืออย่างไร้เดียงสา “และเพราะข้าไม่สามารถเข้าไปในเมืองหลงอันได้ ข้าจึงมาที่วังหลวงเพื่อขอพระราชโองการจากฮ่องเต้”
สิ่งที่เล่อเทียนพูดนั้นเป็ความจริง เนื่องจากเมืองหลงอันอยู่ใกล้กับเมืองหลวง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคระบาดแพร่กระจายมายังเมืองหลวง ฮ่องเต้เหวินอิ้นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปิดเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของภัยพิบัติ
ยามนี้เมืองหลงอันทั้งเมืองเกือบจะกลายเป็เมืองร้าง ทั้งเมืองปกคลุมไปด้วยความมืดมน
ปรากฏว่ามันเป็โรคระบาดจริงๆ มู่จื่อหลิงเดามาก่อนแล้ว เพราะสิ่งที่หลงเซี่ยวอวี่พูดก่อนหน้านี้ เื่ที่อาจทำให้ฮ่องเต้เป็กังวลได้ นั่นไม่ใช่เื่สามัญเป็แน่
เมืองหลงอันดูเหมือนจะอยู่ติดกับเมืองหลวง นางไม่เคยได้ยินเื่โรคระบาดใหญ่เช่นนี้ในเมืองใกล้เคียง มู่จื่อหลิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางยังคงออกไปข้างนอกและไปที่หลิงซั่นถังทุกวัน
ไม่น่าแปลกใจที่หลงเซี่ยวอวี่กล่าวว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นจะเปิดคลังหลวงให้นางได้หยิบฉวย สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่เื่เกินจริงเลย การรักษาโรคระบาดเป็เื่ใหญ่ ต้องใช้ชีวิตในการต่อสู้กับมัน
มู่จื่อหลิงมองไปที่หลงเซี่ยวอวี่ด้วยความหดหู่ใจ พูดด้วยเสียงแ่เบา “ท่านจะให้ข้าหยิบฉวยอะไรจากคลังในสถานการณ์เช่นนี้...ข้าไม่สามารถทำได้”
นางคิดว่าคลังหลวงจะเปิดได้ง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร คิดว่านางจะเล่นสนุกได้หรือ คิดว่านางจะสามารถทำเงินได้มากมายหรือ
แม้ว่าจะเป็คำที่เกินจริงในการเปิดคลังหลวง แต่หากทำสำเร็จ รางวัลของฮ่องเต้เหวินอิ้นจะไม่น้อยอย่างแน่นอน แต่เื่นี้ใหญ่เกินไป มันจะง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร?
ราวกับรู้ว่ามู่จื่อหลิงกำลังคิดอะไรอยู่ มุมปากของหลงเซี่ยวอวี่กระตุกเล็กน้อย พูดด้วยเสียงลำบากใจ “เช่นนั้นข้าควรทำอย่างไร? ในเมื่อมาแล้ว จะกลับไปเช่นนี้หรือ?”
กลับ? ท่านอ๋อง ท่านล้อเล่นหรือ? มู่จื่อหลิงจ้องมองเขาด้วยความโกรธ จากนั้นจึงเพิกเฉยต่อเขา เฝ้าดูสถานการณ์ต่อไป
มู่จื่อหลิงมองไปที่กลุ่มขุนนางอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าคนที่สวมชุดราชสำนักสีแดงผู้นั้นดูโดดเด่นเกินไปหรืออย่างไร ยามมู่จื่อหลิงมองไป จึงพบกับดวงตาดอกท้อแสนเย้ายวนใจคู่นั้นอีกครั้ง
จู่ๆ มู่จื่อหลิงก็รู้สึกเย็นะเืในหัวใจ นางขมวดคิ้ว...เกิดอะไรขึ้นกับคนคนนั้น? เหตุใดถึงมองมาทางนางเป็ครั้งคราวเช่นนี้?
มู่จื่อหลิงหลีกเลี่ยงการจ้องมองของคนผู้นั้น หยิบชาที่หลงเซี่ยวอวี่เพิ่งรินให้นางขึ้นมาดื่มช้าๆ ตั้งใจฟัง
ยามนี้ หมอหลวงหลินดูเหมือนจะยังคงไม่สบายใจจาก ‘อาการป่วย’ ของเล่อเทียน
“ท่านหมอเล่อ ท่านต้องลมหนาว...” หมอหลวงหลินอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกขัดจังหวะโดยฮ่องเต้เหวินอิ้น
“เอาล่ะ ยามใดแล้ว? ยังมีเวลามาสงสัยกันอีก” เมื่อพูดถึงโรคระบาด ฮ่องเต้เหวินอิ้นยังคงมีสีหน้าเศร้าหมอง เพลิงพิโรธที่สงบลงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ฮ่องเต้เหวินอิ้นขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ตำหนิอย่างโกรธเคือง “กี่วันแล้ว ยังหาสาเหตุของโรคไม่ได้ เจิ้นให้พวกเ้าคิดหามาตรการรับมือ พวกเ้าแต่ละคนล้วนหลบเลี่ยง เจิ้นยังคาดหวังสิ่งใดได้อีก”
“กระหม่อมเพียงเกรงว่า...” หมอหลวงหลินกุมมือด้วยความใ ก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว
ฮ่องเต้เหวินอิ้นลูบที่กึ่งกลางคิ้ว หันมองมู่จื่อหลิงและคนอื่นๆ
โดยไม่คาดคิด ในยามนี้ หมอหลวงหลินก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งและกล่าวอย่างนอบน้อม “ฝ่าา กระหม่อมมีประสบการณ์มากมาย กระหม่อมเพิ่งคิดหาหนทางรับมือเพื่อควบคุมโรคระบาดได้อย่างรวดเร็วที่สุดได้พ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่หมอหลวงหลิน ดวงตาของพวกเขาก็เปล่งประกายด้วยความไม่เชื่อ คาดไม่ถึง
แน่นอนคนเหล่านี้ยังคงยกเว้นหลงเซี่ยวอวี่ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มองหมอหลวงหลิน เขามีโลกของตนเอง แต่ผู้คนกลับไม่สามารถเพิกเฉยต่อการปรากฏตัวที่ทรงพลังของเขาได้
ควบคุมโรคระบาดอย่างรวดเร็ว? ยากที่จะควบคุมโรคระบาด แต่จะควบคุมได้อย่างรวดเร็วงั้นหรือ? แม้แต่มู่จื่อหลิงที่มีชีวิตอยู่สองชั่วอายุคนก็อดประหลาดใจไม่ได้
ต้องรู้ว่าโรคระบาดนี้ไม่ใช่โรคธรรมดา ไม่ว่าในสมัยโบราณหรือปัจจุบัน โรคติดต่อก็ยังน่ากลัวและแพร่ระบาดรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวหรือสองครั้ง หมอหลวงหลินผู้นี้ ‘ทรงพลัง’ ถึงเพียงนั้นเลยหรือ?
การควบคุมอย่างเร่งด่วน? ควบคุมแบบใด? แม้กระทั่งเชิญเทพเซียนลงมายังจัดการได้ยากเลย? มู่จื่อหลิงอยากรู้อยากเห็นทันที
“พูดมา” เสียงของฮ่องเต้เหวินอิ้นแ่เบา แต่ก็ยังเผยให้เห็นถึงความน่าเกรงขาม
หมอหลวงหลินโน้มกายลงคุกเข่า สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยนอบน้อมมากนัก “ยามนี้เมืองหลงอันถูกปิดตายแล้ว หากเรา้าควบคุมโรคระบาดโดยตรง วิธีเดียวคือ...เผาเมืองพ่ะย่ะค่ะ”
เผาเมือง...ทุกคนอ้าปากค้างพร้อมเพรียงกัน พวกเขาใกับคำพูดของหมอหลวงหลิน
เผาแม่เ้าสิ! มู่จื่อหลิงอดไม่ได้ที่จะอุทานอย่างใ หมอหลวงหลินผู้นี้มีอาการสมองมีปัญหาหรือไม่?
มีผู้คนอย่างน้อยหนึ่งหมื่นคนในเมืองหนึ่งเมือง ไม่ต้องพูดถึงว่าเมืองหลงอันเป็หนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นเจียหลัว จำนวนประชากรย่อมไม่ต้องกล่าวถึง!
ยังจะเผาเมืองอีก...หมอหลวงหลินผู้นี้ช่างกล้าพูด คนผู้นี้ทำเื่ผิดศีลธรรมมากเกินไปหรือเปล่า ดังนั้นยามนี้จึงได้ถือว่าหลายชีวิตไร้ค่า สามารถเผาได้ตามที่ตน้า มันจะกลายเป็การเผาทั้งเป็ พูดเช่นนี้เผาแม่เ้าสิ
ไม่ต้องพูดถึงฮ่องเต้เหวินอิ้นผู้เป็ฮ่องเต้ที่ชาญฉลาดซึ่งเป็ที่รักของประชาชน แม้ว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นจะเป็ฮ่องเต้ที่โง่เขลา พระองค์ย่อมไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน หากพระองค์เห็นด้วยจริงๆ หลังจากเผาเมืองแล้ว ยังสามารถเป็ฮ่องเต้ได้อีกหรือ
มู่จื่อหลิงเต็มไปด้วยความคิดดูถูกหมอหลวงหลิน เย้ยหยันอย่างเ็าในใจ ตามที่คาดไว้ ด้วยได้รับการเลี้ยงดูจากไทเฮา ดังนั้นจึงใจสีดำจนถึงที่สุด
“ไร้สาระ!” ฮ่องเต้เหวินอิ้นตบโต๊ะอย่างแรง
ฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงพิโรธทันที “เ้าหมอต้มตุ๋น หากเ้าไม่มีทักษะทางการแพทย์ที่ดีก็ไม่เป็ไร เ้ายังกล้าพูดเื่ไร้สาระเช่นนี้ได้อย่างไร? มีชีวิตนับหมื่น จะจุดไฟได้อย่างไร? เ้าพูดเช่นนี้ออกมาได้ ช่างไร้สาระสิ้นดี”
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ลูกสะใภ้ตัวน้อยผู้ถูกกระทำ (受委屈的小媳妇) เป็วลี มีความหมายว่า หญิงสาวแต่งงานแล้วที่เศร้าใจเพราะถูกทางบ้านสามีดุด่า ใช้บรรยายใบหน้าของผู้หญิงที่มีอาการน้อยใจ
[2] กาน้ำชาจื่อซา (紫砂茶壶) เป็กาที่ใช้สำหรับชงน้ำชา เริ่มใช้กันมาั้แ่สมัยราชวงศ์ซ่งจนถึงราวราชวงศ์ิหวู่จง โดยวัสดุที่ใช้ทำกาน้ำชาจื่อซาได้มาจากดินที่เรียกว่า “ดินจื่อซา” ซึ่งเป็ดินที่มีแร่ธาตุผสมอยู่ ส่วนมากจะมีสีออกไปทางโทนม่วง
[3] หมอปีศาจ (鬼医) เป็คำเรียกหมอที่มีฝีมือเก่งกาจ
[4] วิชามือหมอคืนชีวิต (妙手回春) เป็วิชาทางการแพทย์โบราณ ใช้เรียกหมอที่สามารถรักษาผู้ป่วยใกล้ตายได้
[5] ไม่ใช่นกที่ดี (不是什么好鸟) เป็วลี มีความหมายว่า ไม่ใช่คนดี