ั้แ่เมื่อไหร่กันที่ฟ้าเมืองอู้สุ่ยมืดมนขนาดนี้?!
หลิวหยูถงยังไม่สั่งหยุด หลิวฮ่าวกับลูกน้องก็ไม่กล้าหยุดมือ
“น้องสาว... ไม่ใช่ว่าพี่อยากจะตีเธอนะ แต่มันสุดวิสัยจริงๆ เธอต้องเข้าใจพี่นะ!” หลิวฮ่าวพูดไปพลางง้างมือตบฉาดใหญ่
เพียะ!
“วางใจเถอะ เดี๋ยวพอคนของพี่มาถึง พี่จะทวงคืนความยุติธรรมให้เธอเอง”
เพียะ! เพียะ!
“พวกเราแค่แสดงละครกันอยู่นะน้องรัก เธอต้องอดทนไว้!”
เพียะ! เพียะ! เพียะ!
“.........”
พูดหนึ่งคำ ตบหนึ่งที
ในใจหลิวฮ่าวอาจจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่เขารู้ว่าตอนนี้หยุดไม่ได้ ทำได้เพียงปลอบใจจ้าวซูในทุกครั้งที่ฟาดฝ่ามือลงไป
จ้าวซูโดนตบจนลิ้นพันกัน พูดไม่เป็ภาษาร้องไห้โฮ “งั้นพี่... พี่ก็เบามือหน่อยไม่ได้เหรอ!”
“เบาไม่ได้! พี่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ!” หลิวฮ่าวซัดไปอีกปึก
คราวนี้ฟันหน้าของจ้าวซูที่โยกอยู่แล้วหลุดกระเด็นออกมาทันที
จ้าวซู “หลิวฮ่าว ไอ้ระยำ! ฉันขอแช่งโคตรเหง้าแก!”
เธอทนไม่ไหวอีกต่อไป อ้าปากงับเข้าที่แขนของหลิวฮ่าวเต็มแรงจนจมเขี้ยว
“อ๊าก! ไอ้ฉิบหาย!”
หลิวฮ่าวร้องลั่นด้วยความเ็ป เขาสวนตบกลับไปเปรี้ยงเดียวจนจ้าวซูสลบเหมือด ก่อนจะรีบถลกแขนเสื้อดู เห็นรอยฟันมีเืซึมออกมา
“หนอย นังสารเลว กัดเจ็บฉิบหาย!”
เขายังไม่หายแค้น เตะซ้ำไปที่ร่างที่หมดสติของจ้าวซูอีกสองที ก่อนจะหันกลับมามองพวกของหลิวหยูถงที่ยืนรักษาระยะห่างอยู่
“พอใจหรือยัง?!”
“จะพอหรือไม่มันก็อยู่ที่คุณสิ พวกเราแค่คนผ่านมา”
“ไปกันเถอะ” หลิวหยูถงกวักมือเรียกอวิ๋นเฉิงเตรียมจะจากไป
ทว่า พอเธอหันหลัง หลิวฮ่าวก็ะโลั่น “หยุดอยู่ตรงนั้น!”
“ทำไม? ไม่อยากให้พวกเราไปเหรอ?” หลิวหยูถงหยุดเท้า หันกลับมามอง
“ข้าคุมถิ่นอู้สุ่ยมาตั้งนาน ไม่เคยมีใครกล้าปั่นหัวข้าขนาดนี้ ตอนนี้คิดจะไปงั้นเหรอ? สายไปแล้ว!” หลิวฮ่าวพูดเสียงเหี้ยม
ในตอนนั้นเอง เขาเห็นกลุ่มคนมืดฟ้ามัวดินบนสันเขื่อน เป็พวกเด็กอาชีวะที่ตามมาสมทบ
พวกของเขาทั้งนั้น!
หลิวหยูถงเองก็เห็นแล้ว ที่เธอแกล้งบอกว่าจะไปเมื่อครู่ ก็แค่้าดูว่าหลิวฮ่าวจะยอมจบเื่นี้แบบต่างคนต่างอยู่หรือไม่ แต่ดูท่าทางแล้ว หลิวฮ่าวคงไม่คิดจะประนีประนอม ในเมื่อเป็อย่างนี้ เพื่อไม่ให้เขาตามมาราวีภายหลัง เธอก็ต้องจัดการเขาให้จบสิ้นในคราวเดียว
“หม่าต๋า ดูแลคุณหนูให้ดี”
อวิ๋นเฉิงมองกลุ่มคนที่กำลังกดดันเข้ามา แววตาของเขาเย็นเยียบ ไร้ซึ่งความกลัว
คนอื่นๆ ก็เช่นกัน ในฐานะสมาชิกแก๊งอี้เหลียน พวกเขาผ่านสนามจริงมานับไม่ถ้วน กะอีแค่กลุ่มนักเรียนแวนซ์ ต่อให้บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ไม่อาจทำให้พวกเขาหวาดหวั่นได้แม้แต่น้อย
“วางใจเถอะพี่อวิ๋น ผมจะคุ้มกันคุณหนูเอง พี่ก็เพลาๆ มือหน่อยนะ อย่าถึงกับทำคนพิการล่ะ” หม่าต๋าพยักหน้า ก่อนจะพาหลิวหยูถงออกไปยังพื้นที่ปลอดภัย
อวิ๋นเฉิงนำพรรคพวกอีกสิบกว่าคน เดินตรงเข้าหาเหล่านักเรียนนักเลงเกือบสามสิบคนที่ถืออาวุธครบมือ
หลิวฮ่าวรวมกลุ่มกับลูกน้องได้แล้ว
“ฆ่าพวกมันให้หมด! วันนี้ใครลงมือ ข้าเลี้ยงเน็ตไม่อั้น!”
สิ้นเสียงสั่ง เหล่านักเรียนที่รักศักดิ์ศรีแบบผิดๆ ก็ควงแป๊บเหล็กและสารพัดอาวุธพุ่งเข้าใส่อวิ๋นเฉิงทันที หลิวฮ่าวแสยะยิ้ม นึกภาพเห็นคนพวกนี้ลงไปนอนคลานขอชีวิต
ถึงพวกแกจะดูเก๋ากว่า แต่พวกแกมือเปล่า แถมคนน้อยกว่าข้าเท่าตัว... แต้มต่ออยู่ที่ข้าเว้ย!
“คนแค่นี้เองเหรอ... แต้มต่ออยู่ที่ข้าต่างหาก! ลุย!” อวิ๋นเฉิงคำรามพลางสะบัดข้อมือ หยิบกระบองดิ้วออกมาสะบัดพรึบจนยืดสุดความยาว
พรรคพวกที่เหลือก็ทำแบบเดียวกัน เสียงสะบัดกระบองเหล็กดัง "พรึบๆ" พร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
หลิวฮ่าวหนังตากระตุกเมื่อเห็นอาวุธของฝ่ายตรงข้าม แต่ยังะโสู้ตาย “ลุยยย!”
ทว่า ทันทีที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ความแตกต่างระหว่าง "มืออาชีพ" กับ "นักเลงเด็กน้อย" ก็ปรากฏชัดเจน ทั้งประสบการณ์การรุมกินโต๊ะและความใจถึง พวกเด็กอาชีวะที่รวมกลุ่มกันด้วยคำว่าพวกพ้องแต่ไม่เคยเจอสนามจริงก็ล้มระเนระนาดภายในพริบตา
อวิ๋นเฉิงเปรียบเสมือนเทพา เขาพุ่งไปข้างหน้า ฟาดเพียงหนึ่งครั้งก็ล้มไปหนึ่งคน เขาบุกเดี่ยวเข้าไปกลางวงล้อมและอาละวาดจนพินาศ
หลิวหยูถงมองตาค้าง “อวิ๋นเฉิง เก่งขนาดนี้เลยเหรอ?!”
หม่าต๋าอธิบายอย่างภาคภูมิใจอยู่ข้างๆ: “แน่นอนครับคุณหนู พี่อวิ๋นคือ 'หงกุ้น' (ตำแหน่งนักสู้มือหนึ่ง) รุ่นใหม่ของแก๊งอี้เหลียนเรา มือเปล่าตัวต่อตัวเจ็ดแปดคน หรือเป็สิบคนก็เอาพี่เขาไม่อยู่หรอกครับ”
“คุณหนู กินมันฝรั่งไหมครับ?” เขาเห็นคุณหนูชอบกินขนมตอนดูละคร เลยแกะห่อที่เหลือมายื่นให้
หลิวหยูถงส่ายหน้า “นายกินเถอะ ฉันไม่กินแล้ว”
มันฝรั่งอร่อยนะ แต่กินเยอะเดี๋ยวอ้วน
“งั้นผมไม่เกรงใจนะครับ” หม่าต๋าโกยมันฝรั่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
เขากินไวมาก แต่ยังไม่ทันหมดห่อ อวิ๋นเฉิงก็เคลียร์พื้นที่เสร็จเรียบร้อย
พวกลูกน้องหลิวฮ่าวรวมกับเด็กอาชีวะเกือบสี่สิบคน นอนกองอยู่บนพื้น กุมแขนกุมขาร้องโอดโยวกันระงม
“ต้านไว้!”
“ต้านไว้สิวะพวกมึง!”
“ต้านพ่อง! พวกแกจะอ่อนแอไปถึงไหนวะ!” หลิวฮ่าวะโอย่างสิ้นหวัง
อวิ๋นเฉิงเดินนำคนเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลิวฮ่าว
หลิวฮ่าวเห็นท่าไม่ดี ทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดัง "ปึ้ก!"
“พี่ครับ ผมผิดไปแล้ว ผมผิดจริงๆ!”
“ยอมหรือยัง?” อวิ๋นเฉิงถามเสียงเย็น
หลิวฮ่าวพยักหน้าหงึกๆ “ยอมครับ ยอมใจเลย ไม่เชื่อพี่ฟังผมร้องเพลงนะ!”
“ยอมจำนนฟ้าดิน... ตัดสิ้นทุกเส้นทาง... ใจของฉันนั้นมั่นคง... แต่การตัดสินใจของฉันมันโง่เขลา...”
ในขณะที่ร้อง เขาก็สังเกตเห็นรอยสักที่แขนของพวกอวิ๋นเฉิง เป็ตัวอักษรเดียวคือ 'อี้'
หัวใจเขาแทบหยุดเต้น!
เมื่อเทียบกับลูกน้องที่เป็เด็กเมื่อวานซืน หลิวฮ่าวถือว่าพอมีความรู้รอบตัวอยู่บ้าง... นี่มันสัญลักษณ์ของ แก๊งอี้เหลียน ผู้โด่งดังแห่งเมืองิจูไม่ใช่เหรอ?! นั่นมันแก๊งมาเฟียของจริงที่มีสมาชิกเป็พันๆ คน!
ถึงจะได้ข่าวว่าพักก่อนลูกพี่ใหญ่ตายแล้วเกิดความวุ่นวายภายในจนโดนทางการกวาดล้างไปเยอะ แต่ "อูฐที่ผอมโซก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า" การจะมาขยี้มดปลวกอย่างพวกเขาในอำเภออู้สุ่ยน่ะ มันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก!
เขานึกเสียใจสุดซึ้งที่ไม่ได้ถามที่มาที่ไปให้ดีก่อนเปิดศึก... นี่ข้าเตะโดนแผ่นเหล็กเข้าเต็มๆ เลยนี่หว่า!
ขณะที่หลิวฮ่าวกำลังร้องเพลงอย่างใส่อารมณ์ จู่ๆ ก็มีเสียงไซเรนตำรวจดังแว่วมาจากไกลๆ
ทุกคนในที่นั้นรวมถึงพวกอวิ๋นเฉิงต่างมีสีหน้าใ หลิวฮ่าวกลับรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น
รอดแล้ว! ข้ารอดแล้ว!
ตำรวจพวกนี้ต้องมาจับพวกอี้เหลียนแน่ๆ เพราะนี่ไม่ใช่ถิ่นพวกมัน แถมพวกนี้อาจจะเป็ผู้ร้ายหลบหนีคดีมาจากเมืองใหญ่ด้วย!
ฟ้าหลังฝนมันสวยงามอย่างนี้นี่เอง!
หลิวฮ่าวเริ่มวาดฝันในหัวว่า หลังจากพวกนี้โดนจับ เขาจะไปลากยัยหลิวหยูถงมาสั่งสอนคืนยังไงดี
ทว่า…
จู่ๆ กุญแจมือสีเงินวาววับก็ถูกล็อคเข้าที่ข้อมือของเขาแทน!
หลิวฮ่าวเหวอรับประทาน
หือ?
จับผิดคนหรือเปล่าเ้าหน้าที่? พวกนั้นน่ะนักเลงของจริงนะ!
ั้แ่เมื่อไหร่กันที่ฟ้าเมืองอู้สุ่ยมืดมนจนมองไม่เห็นความยุติธรรมขนาดนี้?!
