“ของสิ่งนี้ข้าไม่สนใจ พวกเ้าเอาไปเถอะ”
โจวอี้แห่งสำนักภูตผีโยนกำไลเก็บของส่งๆ ไปให้กวนชิวแห่งหุบเขาเทา เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นค่าของสิ่งที่อยู่ในนั้น
กวนชิวแห่งหุบเขาเทารับเอากำไลเก็บของนั้นมาด้วยใบหน้ายินดี
เขาไม่เหมือนกับโจวอี้ เขาเกิดมายากจน อีกทั้งอยู่ในหุบเขาเทาก็ไม่มีที่พึ่งที่แข็งแกร่ง นี่ทำให้ก่อนหน้าที่เขาจะเข้ามาในประตู์จึงไม่มีอะไรเตรียมพร้อมนัก
สำหรับเขาแล้ว ต่อให้เป็เพียงแต่หินวิเศษและยาบางส่วนก็ทำให้เขาดีใจได้แล้ว
เนี่ยเทียนที่อยู่ด้านล่างทำมือคารวะให้แก่โจวอี้ กล่าว “ขอบคุณมาก ภายหน้าหากได้รับผลประโยชน์ ข้าจะไม่แย่งชิงกับพวกท่านแน่นอน”
โจวอี้พยักหน้า ไม่พูดอะไรมากอีก เขาเหลือบตามองอยู่ครู่หนึ่งก็เลือกคนต่างอาณาจักรคนใหม่แล้วพุ่งเข้าหา
สองคนนั้นจากหุบเขาเทา หลังจากที่ค่านซิ่งิตายไปแล้วก็ไม่ได้สนใจเนี่ยเทียนอีก เลือกเป้าหมายใหม่โดยการตรงเข้าไปโอบล้อมคนต่างอาณาจักรอีกสองคนเช่นกัน
“ไม่ตายหรอกรึ?”
ลี่ฝานที่ถูกเปลวเพลิงสีเขียวโอบล้อมแบ่งสมาธิมองไป เห็นว่าเนี่ยเทียนปลอดภัย กลับกลายเป็ค่านซิ่งิเสียอีกที่ตายอยู่ด้านหน้าเนี่ยเทียน เขาก็แสดงความแปลกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“เ้าเด็กนั่นกลับไม่เป็อะไร!”
หลิวเหยี่ยนเองตะลึงงันไปเช่นกัน สองคนหลบเลี่ยงการรุกรานของเปลวเพลิงสีเขียวอยู่ในพื้นที่แคบๆ อย่างต่อเนื่อง พยายามมองหาสลัดตัวให้หลุดพ้น
“ว่าแล้วเชียวว่าเ้าเด็กนั่นต้องไม่ตายง่ายๆ” เฟิงหลัวพึมพำหนึ่งประโยค
ทุกคนที่อยู่ในสนามก็มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่เชื่อว่าเนี่ยเทียนต้องสามารถรอดพ้นจากน้ำมือของค่านซิ่งิมาได้
เพราะตอนที่เนี่ยเทียนและเจิ้งปินร่วมมือกันก็ยังสามารถสังหารเจี่ยเผิงได้ อีกทั้งตอนที่รับมือกับจ้าวโม่ก็เคยใช้วิธีการแปลกประหลาดทำให้จ้าวโม่หนีไปด้วยความหวาดกลัว
เนี่ยเทียนที่วัตถุล้ำค่าเชื่อมโยงิญญาหนึ่งชิ้น ทั้งยังเอาอาวุธแข็งแกร่งมากมายที่อูจี้มอบให้ติดตัวมา แถมบนร่างยังมีเวทลึกลับ เขาจึงเลิกมองเนี่ยเทียนเฉกเช่นที่มองคนทั่วไปนานแล้ว
“อู้ๆๆ!”
เมืองที่ล่องลอยไม่อยู่นิ่งค่อยๆ เปลี่ยนทิศทาง แผ่คลื่นพลังงานแปลกประหลาดออกมา
เนี่ยเทียนที่อยู่ใกล้เมืองแห่งนั้นมากที่สุด ใช้จุดแสงสีแดงสิบห้าจุดบนหลังมือของตัวเองไปรับอักขระลึกลับที่มากกว่าเดิม
จุดแสงสีแดงเ่าั้เปลี่ยนมาเป็ร้อนลวก คล้ายมีดวงดาวพริบพราวอยู่ในรูปประตู์ ซึ่งกำลังเคลื่อนโคจรตามรูปแบบที่ถูกกำหนดมา
เขาแบ่งสมาธิไปมอง พบว่าหลังจากที่ได้รับจุดแสงสีแดงของตู้ฮวงและค่านซิ่งิแล้ว เขาจึงเป็คนหนึ่งที่มีจุดแสงสีแดงมากที่สุด
หากนับคนต่างอาณาจักรสามคนซึ่งรวมโหมวเฉินด้วยแล้ว จุดแสงที่พวกเขาได้รับก็ยังไม่มากเท่าเขา
เขาแอบมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า เพราะจุดแสงสีแดงบนหลังมือเขามีมากที่สุด ดังนั้นพลังงานแปลกประหลาดที่กระเพื่อมออกมาจึงคล้ายจะ...มารวมอยู่ที่ตัวเขาคนเดียว
อักขระลึกลับที่เขาได้รับผ่านจุดแสงเ่าั้ก็น่าจะมากที่สุดในบรรดาคนทั้งหมด
“มันซุกซ่อนความลับอะไรอยู่กันแน่นะ?” เขาแอบครุ่นคิด
ขณะที่เขากำลังใคร่ครวญอยู่นั้น มือข้างที่กดลงบนเกราะวิเศษตำแหน่งหน้าอกของค่านซิ่งิก็ยังคงดูดซับเอาปราณบริสุทธิ์เข้มข้นของพืชหญ้ามาอย่างบ้าคลั่ง
ผ่านไปไม่นานเท่าไหร่นัก เกราะวิเศษที่คุ้มกันกายค่านซิ่งิเอาไว้ก็เปลี่ยนมาเป็สีน้ำตาลเข้ม ไม่มีประกายแสงสีเขียวเปล่งวิบวับอีก
เมื่อเขาััไม่ได้ถึงปราณบริสุทธิ์ของพืชหญ้าจากเกราะวิเศษ หัวใจที่เต้นผิดปกติของเขาก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพปกติ
ม่านแสงสีเขียวอ่อนจางถูกปลดปล่อยออกมาจากในผิวเนื้อของเขา จิงชี่เสิน[1]ของเขาบรรลุถึงระดับเปี่ยมล้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เขารู้สึกว่าในเืเนื้อของเขาแฝงเร้นพลังชีวิตที่เข้มข้นอย่างมากเอาไว้ พลังชีวิตเ่าั้คล้ายจะมีความมหัศจรรย์อยู่มากมาย เพียงแต่ว่าเขายังไม่เข้าใจมันก็เท่านั้น
เขาหรี่ตาลงมองไปรอบด้าน จึงค้นพบทันทีว่าเขาสามารถมองเห็นได้ไกลยิ่งกว่าเดิม ได้ยินไกลยิ่งกว่าเดิม ขอบเขตการรับััของพลังจิตก็เพิ่มมากขึ้นด้วย
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้เขาเข้าใจทันทีว่าปราณบริสุทธิ์ของพืชหญ้าที่มาจากเกราะวิเศษนั้นมีประโยชน์กับเขามหาศาลอย่างที่คิดไว้จริงๆ
“หืม?”
เวลานี้เขายังค้นพบได้อย่างฉับพลันด้วยว่าปราณบริสุทธิ์ของพืชหญ้าส่วนหนึ่งที่ถูกเขาดูดเข้ามาในร่างกาย ค่อยๆ ไหลเข้าไปในมหาสมุทริญญาของเขา
ปราณบริสุทธิ์ของพืชหญ้าเ่าั้โคจรช้าๆ อยู่ในมหาสมุทริญญาของเขา แล้วก่อตัวกันขึ้นเป็น้ำวนพลังิญญาอีกลูกหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ในน้ำวนนั้นมีแสงสีเขียวอ่อนจางไหลเชี่ยวกราก แฝงเร้นไว้ด้วยพลังชีวิตเข้มข้น
พลังชีวิตที่มหัศจรรย์คล้ายสามารถบำรุงมหาสมุทริญญาของเขาได้ ทำให้น้ำวนพลังิญญาและน้ำวนเปลวเพลิงในมหาสมุทริญญาของเขากลั่นหลอมและโคจรเร็วขึ้น
เขารับััอย่างละเอียดจึงรู้สึกได้ทันทีว่าขอบเขตของเขาใกล้จะฝ่าทะลุจากท้าย์่ต้นเข้าสู่่กลางแล้ว!
เขารู้สึกว่าสภาพจิตใจของเขา ความเข้าใจที่มีต่อคาถาวิเศษเพลิงร้อน ความเชี่ยวชาญที่มีต่อพลังิญญาต่างก็อยู่ในขอบเขตที่ใกล้จะฝ่าทะลุเต็มที
เขาแทบไม่จำเป็ต้องทำอะไร และก็ไม่ต้องนั่งฝึกบำเพ็ญตบะเงียบๆ ก็สามารถฝ่าทะลุจากท้าย์่ต้นเข้าสู่่กลางได้เลย
ทั้งหมดนี้ง่ายดายเหมือนน้ำที่ไหลลงสู่คลอง ไม่ทำให้เขาเกิดความไม่สบายตัวใดๆ
“อู้!”
พลังงานแปลกประหลาดที่กระเพื่อมไหวแผ่ออกมาข้างนอกอีกครู่หนึ่งก็ค่อยๆ หดกลับเข้าไปอีกครั้ง
หลังจากที่จุดแสงสีแดงบนหลังมือเนี่ยเทียนรับเอาอักขระลึกลับมาบางส่วนจึงเปลี่ยนจากร้อนลวกมาเป็อุ่นร้อน
ภาพโบราณซับซ้อนมากมายที่สลักเอาไว้บนกำแพงเมืองผุพัง มาถึงเวลานี้ก็เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
“ฟิ้วๆๆ!”
แสงเจ็ดสีที่สาดส่องออกมาก็ถูกดึงกลับเข้าไปในเมือง และเวลานี้เอง แรงดึงดูดมหาศาลระลอกหนึ่งพลันลอยออกมาจากเมืองแห่งนั้น
เมืองคูน้ำที่ล่องลอยกลับแน่นิ่งประดุจเขาไท่ซาน ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นอีก
เมืองคูน้ำที่เดิมทีไม่มีประตู มีเสียง “คึ่กๆ” ดังลอยมาจากสี่ทิศทาง แล้วประตูหินหนาหนักสี่บานก็ปริแตกออก
เมื่อประตูหินเปิดออกก็มีเส้นทางสี่เส้นที่เกิดจากแสงเจ็ดสี ปูทางตรงดิ่งเข้าไปในเมือง
ทุกคนที่กำลังต่อสู้กันล้วนสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองคูน้ำได้ในเวลาเดียวกัน พวกเขาต่างก็หันมามองเมืองคูน้ำในทันที หยุดการต่อสู้ลงชั่วคราว
ทุกคนต่างก็ััได้ถึงแรงดึงดูดระลอกหนึ่งที่มาจากเมืองแห่งนั้น
เมืองแห่งนั้นคล้ายกำลังส่งเสียงเรียกขานลึกลับให้กับคนที่มีภาพประตู์ ผู้ที่มีจุดแสงสีแดงในภาพประตู์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกถึงแรงดึงดูดและการเรียกขานรุนแรงมากเท่านั้น
เนี่ยเทียนเหม่อมองประตูหินบานหนึ่งที่อยู่ใกล้กับเขามากที่สุด แล้วก็พบทันทีว่าเขามิอาจต้านทานแรงดึงดูดที่ถูกส่งออกมาได้ ทำได้เพียงตรงเข้าไปหาประตูหินทีละก้าว
คนที่เหลือเดิมทีก็มีใจละโมบต่อเมืองคูน้ำนั่นอยู่แล้ว พอััได้ถึงแรงดึงดูดจากมัน พวกเขาจึงหมดสิ้นซึ่งความอดทนใดๆ อีก
“ฟิ้วๆๆ!”
คนเ่าั้ต่างก็พุ่งเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็วประดุจสายฟ้าแลบ
ความเร็วของพวกเขาเร็วยิ่งกว่าเนี่ยเทียนที่เคลื่อนหน้าไปทีละก้าวอยู่หลายเท่าตัว
“ตูม!”
โจวอี้แห่งสำนักภูตผีล้มเลิกการโจมตีคนของต่างอาณาจักรนานแล้ว ตอนที่กำลังจะเข้าไปในประตูเมือง ร่างของเขาก็พลันสั่นเยือก มุมปากมีเืไหลซึมออกมากะทันหัน
เขาหยุดชะงักทันใด
“ตูมๆๆ!”
คนอื่นๆ ตอนที่จะเข้าไปในประตูเมืองก็ถูกพลังงานเชี่ยวกรากระลอกหนึ่งผลักดันออกมาเช่นกัน พวกเขาต่างก็ถูกโจมตีใส่อย่างรุนแรง
ผู้ที่ร้อนรนอยากเข้าไปใกล้มากที่สุดต่างก็ถูกสกัดกั้นให้อยู่แค่หน้าประตูเมือง ถูกพลังงานกลุ่มนั้นผลักดันเอาไว้ มิอาจเหยียบอย่างเข้าไปได้
ผู้ที่มีจุดแสงสีแดงมากที่สุดจะยิ่งได้รับแรงผลักดันน้อยที่สุด นี่ทำให้ถึงแม้พวกโหมวเฉินจะได้รับแรงผลักดันเหมือนกัน ทว่าก็ยังคงเคลื่อนเข้าไปข้างหน้าได้ช้าๆ
พวกลี่ฝาน เฟิงหลัวและหลิ่วเยี่ยน เนื่องด้วยมาจากอาณาจักรหลีเทียน ไม่ได้สังหารลูกศิษย์ของอีกเจ็ดสำนัก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้รับจุดแสงสีแดงมากนัก
ทำให้การเข้าไปในประตูเมืองของพวกเขาลำบากทุกย่างก้าว แต่ละก้าวล้วนจำเป็ต้องสูญเสียพลังงานมหาศาล
กลับกลายเป็เนี่ยเทียนเสียอีกที่ถึงแม้จะขอบเขตต่ำที่สุด ทว่าเนี่ยเทียนมีจุดแสงสีแดงมากที่สุด เมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ข้างกายโจวอี้แห่งสำนักภูตผี จึงสามารถเดินผ่านโจวอี้แล้วเคลื่อนไปด้านหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
โจวอี้เห็นกับตาว่าเนี่ยเทียนผ่านข้างกายตัวเองไป สีหน้าจึงเปลี่ยนมาเป็เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
ในสายตาของเขาบางครั้งก็มีความดุดันวาบผ่าน บางครั้งก็เปลี่ยนมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
“โจวอี้ เ้าอย่าได้ทำอะไรเหลวไหลเด็ดขาดเชียว!”
ลี่ฝานตวาดเสียงดัง บินมาพร้อมกับหลิ่วเยี่ยน ยืนขนาบโจวอี้ซ้ายขวา กลัวว่าเขาจะทนไม่ไหวจนลงมือกับเนี่ยเทียน
แม้แต่เฟิงหลัวแห่งสำนักโลหิตเองก็ยังละทิ้งประตูอีกสามบานมาหยุดยืนอยู่ข้างกายโจวอี้ กล่าวด้วยเสียงทุ้มหนัก “เ้าเด็กเนี่ยเทียนนั่นโชคดี เขาได้รับจุดแสงมากที่สุดคือโชควาสนาของเขา หากเ้าคิดจะแย่งชิงโชควาสนาของเขาจะก่อให้เกิดความวุ่นวายภายในเจ็ดสำนัก ตัวเ้าควรตรองดูให้ดี!”
ลี่ฝาน หลิ่วเยี่ยนก็มองโจวอี้ด้วยสายตาเ็าเช่นกัน คอยขัดขวางเผื่อว่าเขาจะสะกดกลั้นความล่อลวงในใจตัวเองไม่อยู่
“ก็ได้ๆ”
โจวอี้ที่ตีกับตัวเองอยู่ในใจครู่หนึ่ง มองเนี่ยเทียนเดินไปข้างหน้าทีละก้าว มองเห็นสายตาถมึงทึงของลี่ฝาน หลิ่วเยี่ยนและเฟิงหลัว สุดท้ายเขาก็เลือกถอดใจ
“ไอ้หนู! จำเอาไว้ เ้าติดค้างข้าอีกครั้งแล้ว!”
-----
[1] จิงชี่เสิน (精气神)ศาสนาเต๋าถือว่าจิงชี่เสินเป็หัวใจหลักของมนุษย์ โดยจิง (精)หมายถึงสสารที่สำคัญต่อร่างกาย ชี่ (气)คือลมปราณ และเสิน (神)คือจิติญญา
