กลุ่มของลุงเฮยและหลี่ชิงหยุนไปยังตำแหน่งเื้ัพระราชวังหินอ่อนซึ่งดุจดั่งเขาวงกตที่ซับซ้อน
ผ่านไปไม่นานนักลุงเฮยได้หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน "ท่านหญิงทั้งสองได้โปรดรออยู่ที่แห่งนี้ สถานที่ที่ประมุขน้อยกำลังจะไปมีเพียงแค่ท่านเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้"
สตรีทั้งสองขมวดคิ้วและกำลังจะกล่าวบางสิ่ง ทว่าหลี่ชิงหยุนได้พูดคาดคั้นขึ้น "พวกเ้าทั้งสองรออยู่ที่นี่ หากข้าเดามิผิด สถานที่นั้นมีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้"
หัวใจในอกซ้ายของเขาพลันเต้นไม่เป็จังหวะจากความตื่นเต้น ความตื่นเต้นและความโหยหากำลังดึงดูดตนให้ไป ณ ที่แห่งนั้นให้ไวที่สุด
นาหลันเสี่ยวฉีและเยว่หลิงเสวี่ยเชื่อฟังแต่โดยดี ทั้งสองจึงพยักหน้ารับคำ "อาหยุน ระวังตัวด้วย"
เฒ่าซือและเฒ่าโหวมองหน้ากันแล้วยิ้ม ก่อนเฒ่าซือจะตัดสินใจกล่าว "ท่านหญิงทั้งสอง พวกข้าเตรียมสถานที่บ่มเพาะไว้ให้แล้ว และยังได้รวบรวมน้ำอมฤตในแห่งนี้มารวมกันทั้งหมด ขณะรอท่านประมุขน้อยได้โปรดตามข้ารับใช้มาด้วย"
หลี่ชิงหยุนพยักหน้าและยิ้มจางๆแก่พวกนาง "ฉีฉี เยว่หลิงเสวี่ยไปเถิด ที่แห่งนี้จะไม่เป็อันตรายสำหรับพวกเ้าอย่างแน่นอน"
หากความทรงจำที่ตนเห็นเป็ความจริง สถานที่แห่งนี้ซึ่งมีลุงเฮยเป็ผู้ปกครองจึงมิอาจมีผู้ใดทำสิ่งที่เป็ประสงค์ร้ายแก่พวกเขาได้
"ลุงโหว ลุงซือ ได้โปรดรวบรวมแก่นแท้น้ำนมขัดกระดูกไว้ให้ข้าที เมื่อข้าออกมาข้าจะรีบไปรับมัน" น้ำเสียงของหลี่ชิงหยุนอ่อนโยนลงเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มคุ้นชินกับการพูดคุยเช่นนี้ยิ่งขึ้น
ผู้เฒ่าทั้งสองตัวสั่นสะท้านเมื่อได้ยินสรรพนามที่คุ้นเคยนั้น รอยยิ้มปิติถูกฉาบไว้บนใบหน้าที่เหี่ยวย่นของทั้งคู่ "ได้โปรดวางใจท่านประมุขน้อย ข้าจะตระเตรียมทุกอย่างให้ในทันที"
การแสดงออกของหลี่ชิงหยุนดูผ่อนคลายลงอย่างมาก ราวกับสิ่งนี้เป็สิ่งที่เขาทำเป็ประจำๆ เขาเดินตามลุงเฮยไปในส่วนลึกของที่แห่งนี้
"ท่านประมุขน้อย…" จู่ๆ เสียงขาดห้วงของลุงเฮยดังขึ้น เขามองไปยังใบหน้าของหลี่ชิงหยุนอย่างมิกล้าสบตา
ทว่าหลี่ชิงหยุนเพียงแค่ยิ้มฝืดและโบกมือเบาๆ "ท่านไม่จำเป็ต้องเอ่ยกล่าวสิ่งใด ในเมื่อสิ่งนี้เกี่ยวกับข้องตัวข้า นั่นหมายความว่าสักวันข้าต้องได้รู้ความจริงที่เกิดขึ้นอยู่ดี"
แม้นจะไม่เข้าใจเื่ราวทั้งหมด ทว่าสิ่งที่เขาได้เห็นมาก็เพียงพอแล้วที่จะคาดเดาบางสิ่งบางอย่างได้
ตัวตนของเขาคงมิได้เป็เพียงแค่ชายหนุ่มจากอาณาจักรล่างที่ตนคาดคิดอีกต่อไป
"ดูเหมือนว่าเป้าหมายในชีวิตของข้าคงจะไม่หยุดอยู่ที่อาณาจักรนภาเสียแล้ว…" หลี่ชิงหยุนพึมพำพลางส่ายหัวกับตนเอง
ลุงเฮยพยักหน้าอย่างเคารพก่อนจะนำทางไปยังพระราชวังอีกหลัง
. . .
~ ตระกูลกู่ ~
"เทียนเอ๋อร์! มันผู้ใดกล้าทำร้ายเทียนเอ๋อร์ของข้า!" ห้องหนึ่งในลานบ้านตระกูลกู่เสียงชายวัยกลางคนดังขึ้นอย่างบันดาลโทสะ รัศมีจิตสังหารแสงสีเืะเิออกจนเกิดการสั่นะเืไปทั่วทั้งอาคารเมื่อเห็นหลินเทียนที่กำลังนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง
"หลินจ้าน ได้โปรดใจเย็นลงหน่อย นายน้อยได้ยืนยันด้วยตนเองแล้วว่าอีกสองเดือนเทียนเอ๋อร์จะสามารถกลับมาฝึกฝนตามปกติได้" ผู้ที่กำลังกล่าวคือกู่เหลาซึ่งเป็พ่อตาของหลินจ้าน เขากำลังยับยั้งอารมณ์ที่กำลังปะทุของหลินจ้านในยามนี้
"พ่อตา ท่านอยู่ในเหตุการณ์ทุกชั่วยาม ไฉนท่านจึงไม่หยุดมือบุรุษผู้นั้นไว้?" ใบหน้าของหลินจ้านชำเลืองอย่างเ็า น้ำเสียงของหลินจ้านแฝงด้วยความอาฆาตยิ่ง
ตนมาที่แห่งนี้เพราะได้ข่าวมาว่าเกิดบางอย่างกับลูกชายของตน ตอนแรกมันคาดเดาว่าอาจจะแค่เกิดการาเ็และกระทบกระทั่งกันเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อมาถึงตนไม่คาดคิดว่าลูกชายของตนจะกลายเป็คนพิกลพิการไปเสียได้
"ไม่ใช่ว่าข้าไม่หยุดมัน ข้าได้ทำไปแล้ว แต่ข้ากลับถูกชายหนุ่มผู้นั้นเล่นเอาข้ามิอาจยับยั้งมันไว้ได้แม้แต่น้อย" สีหน้าของกู่เหลายังคงแลดูหวาดผวาเมื่อหวนนึกถึงจิตสังหารที่ท่วมท้นจากร่างชายหนุ่มร่างผอมบางผู้นั้น
จากนั้นกู่เหลาจึงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าตักเตือน "และอีกอย่างเขายังเป็ผู้มีพระคุณถึงชีวิตของนายน้อย ซ้ำแล้วเื่นี้เทียนเอ๋อร์เองก็เป็ผู้ที่้าสังหารชายหนุ่มผู้นั้นก่อนจริงๆ การที่ชายหนุ่มจะตอบสนองเช่นนั้นนับว่าไม่ผิดแผกแต่อย่างใด แค่เ้าต้องรออีกเพียงแค่สองเดือนเท่านั้นที่เทียนเอ๋อร์จะกลับมาเป็ปกติได้ นี่นับว่าเป็เื่ที่ดีมากแล้ว... ดังนั้นเ้าไม่จำเป็ต้องเ้าคิดเ้าแค้นเช่นนี้"
เื่นี้เกี่ยวข้องกับสัจจะวาจาของกู่หลิงเจี้ยนนายน้อยแห่งตระกูลกู่ หากหลินจ้านมิอาจยับยั้งโทสะไว้ได้และเผลอลงมือกับหลี่ชิงหยุน กู่เหลาก็ยากจะคาดเดาว่าฝ่ายใดกันแน่ที่จะสูญเสีย
ชายหนุ่มอัจฉริยะไม่รู้ที่มาแต่กลับมีความแข็งแกร่งที่เหลือล้นกว่าวัยเดียวกัน ซ้ำยังเป็ผู้บรรลุเจตนากระบี่ที่บริสุทธิ์ยิ่ง แม้แต่กู่เหลาเองก็มิหาญกล้าจะเป็ศัตรูกับบุคคลเช่นนั้น
"ดี! ดีมาก! ในเมื่อท่านมิอาจทำสิ่งใดได้ เช่นนั้นข้าจะไปสั่งสอนมันเอง! แน่นอนว่าข้าไม่ถึงกับเอาชีวิตของมัน แต่อย่างน้อยเื่นี้ต้องมีคนรับผิดชอบ!" เจตนาฆ่าของหลินจ้านทะลุน่านฟ้าในเวลานี้ ไม่มีผู้ใดสามารถห้ามปรามเขาได้อีกต่อไป
หลินจ้านได้ตระเตรียมสำหรับการสำรวจมิติโบราณที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงสามสัปดาห์ แน่นอนว่าหลินเทียนก็เป็หนึ่งในคนที่ได้รับเลือกเช่นกัน หากหลินเทียนต้องได้พลังปราณกลับคืนมาในอีกสองเดือน คงเป็ไปไม่ได้ที่หลินเทียนจะเข้าร่วมการสำรวจในครั้งนี้
โอกาสที่จะแข็งแกร่งขึ้นของตระกูลหลินจึงถูกยับยั้งไว้โดยหลี่ชิงหยุนโดยปริยาย
ทันใดนั้นชายหนุ่มอาภรณ์สีขาวที่มีใบหน้าเปรียบดั่งหยกแกะสลักยิ้มจางๆก่อนจะนวดไหล่ให้แก่หลินจ้านอย่างเบามือ "ท่านพ่อ ชายหนุ่มผู้นั้นเป็เพียงแค่ผู้ฝึกฝนระดับลมปราณโลกเท่านั้น หากท่านลงมือด้วยตนเอง เกรงว่าชื่อเสียงที่สั่งสมมาของท่านคงจะกลายเป็เื่ตลกในหมู่ตระกูลหลักเป็แน่ อย่างน้อยก็ให้ข้าได้ลงมือเองเถิด อย่างไรเสียข้าและมันก็ถือว่าเป็คนรุ่นเยาว์เช่นกัน"
หลินจ้านที่ได้ยินเช่นนั้นก็ผ่อนอารมณ์เดือดดาลลงเล็กน้อย มันจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "เฉวียนเอ๋อร์เ้าพูดได้ถูกต้องแล้ว หากข้าจะลงมือเองเกรงว่าจะดูไม่ดีเล็กน้อยสำหรับตระกูลหลิน"
ชายหนุ่มอาภรณ์สีขาวเื้ัคือพี่ชายของหลินเทียนนามว่า 'หลินเฉวียน' ที่อยู่ในคำอธิบายของกู่หลิงเจี้ยนเมื่อไม่นานมานี้
สีหน้าของกู่เหลาพลันมืดลงทันที "เ้าไม่กังวลเื่ความปลอดภัยของเทียนเอ๋อร์เลยหรืออย่างไร? หากพวกเ้าลงมือกับชายหนุ่มแซ่หลี่ผู้นั้น เทียนเอ๋อร์อาจจะ—"
"ท่านพ่อตา เทียนเอ๋อร์แค่ถูกยับยั้งพลังปราณไว้ไม่ใช่หรอกหรือ? หากเป็เช่นนั้นข้าจะนำแพทย์ฝีมือดีมาช่วยรักษาเทียนเอ๋อร์ให้เอง และอีกอย่างชายหนุ่มแซ่หลี่จะทำสิ่งใดกับเทียนเอ๋อร์ได้ในเมื่อมันมิได้อยู่ใกล้ๆ? ส่วนความปลอดภัยของเทียนเอ๋อร์ตระกูลหลินจะดูแลเอง... ท่านพ่อตาดูเหมือนท่านจะเป็กังวลเกินไปกับคำพูดของนายน้อยกู่ บางทีชายหนุ่มแซ่หลี่แค่้าปกป้องตัวเองเท่านั้นจึงได้กล่าวคำขู่เข็ญเช่นนั้นออกมา" หลินจ้านมิได้นำคำพูดของกู่เหลาเก็บไว้ใส่ใจ แน่นอนว่าคงไม่มีผู้ใดเชื่อว่าชีวิตของหลินเทียนอยู่ในกำมือของหลี่ชิงหยุนทุกขณะ
เว้นเสียแต่กู่หลิงเจี้ยนเอง
กู่เหลาถอนหายใจอย่างหมดหนทางเมื่อเห็นว่าตระกูลหลินกลับไม่ยอมความ แน่นอนว่านี่คือโลกของผู้แข็งแกร่ง หากไร้อำนาจและพลังก็มิอาจจะสามารถกำหนดกฎเกณฑ์และเงื่อนไขได้
ต่อให้หลี่ชิงหยุนจะยื่นเงื่อนไขสองเดือน แต่ตระกูลหลินกลับไม่ยอมรับนั่นเป็เพราะหลี่ชิงหยุนอ่อนแอกว่าอย่างแท้จริง
กู่เหลาแทบจะมั่นใจได้ว่าตระกูลหลินอาจจะเตะแผ่นโลหะเข้าสักวัน
อีกใจหนึ่งเขายังกังวลอยู่ว่าหากสิ่งที่กู่หลิงเจี้ยนกล่าวเป็ความจริง หลินเทียนอาจจะได้รับอันตรายถึงชีวิตอาจจะถึงขั้นกู่ไม่กลับ
"เ้า… ฮ่าย~" กู่เหลาถอนหายใจหมดคำที่จะกล่าว
"ท่านตาไม่จำเป็ต้องกังวล ข้าแค่้าประมือกับมันเล็กน้อยเท่านั้น มิอาจกล้าหมายปองชีวิตมันแต่อย่างใด ในเมื่อลูกพี่ลูกน้องหลิงเจี้ยนได้ลั่นสัจจะวาจาไว้แล้ว ข้าก็ไม่้าให้มันเป็เื่ใหญ่เช่นกัน" หลินเฉวียนกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่ชอบธรรม
กู่เหลาถอนหายใจ "แล้วแต่พวกเ้าเถิด ข้าเองก็มิอาจช่วยสิ่งใดพวกเ้าได้อีกต่อไป แต่ทางที่ดีเ้าควรคิดทบทวนให้รอบคอบเสียดีกว่า การที่ชายหนุ่มแซ่หลี่ที่มีอายุแค่เพียง 15 ปีจะสามารถใช้เจตนากระบี่ได้นั้น บ่งบอกถึงภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง และเป็ไปไม่ได้ที่ชายหนุ่มอายุ 15 ปีจะฝึกฝนด้วยตัวคนเดียวจนมาถึงขั้นนี้ อย่างน้อยเขาต้องมีปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งอยู่เื้ัอย่างแน่นอน"
"พวกเ้าควรตระหนักได้แม้นว่ามันจะฝึกฝนั้แ่ในครรภ์มารดาก็มิอาจจะสามารถเข้าสู่สภาวะเต๋าได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้เป็แน่ หากจะทำสิ่งใดจงจำไว้ว่าอย่าให้มันเลยเถิดไปไกล หากบุคคลนั้นมีภูมิหลังยิ่งใหญ่จริงๆแม้แต่พวกข้าก็มิอาจไกล่เกลี่ยให้แก่พวกเ้าได้" กู่เหลามิอาจกล่าวสิ่งใดเพื่อเปลี่ยนตรรกะของสองพ่อลูกได้ ดังนั้นแล้วเขาจึงทำได้เพียงใช้วาจาตักเตือนเท่านั้น
หลินจ้านและหลินเฉวียนขมวดคิ้วเล็กน้อยและพลันพิจารณาตามคำบอกเล่าของกู่เหลา
พูดตามตรงว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินว่ามีชายหนุ่มอายุ 15 ปีที่สามารถเข้าถึงเจตนากระบี่ที่บริสุทธิ์เช่นนี้ได้ ซ้ำยังมีทักษะทางการแพทย์ที่น่ากลัวยิ่งที่อิงตามสิ่งที่กู่หลิงเจี้ยนเคยบอกกล่าว
กู่หลิงเจี้ยนกล่าวไว้ว่า แม้แต่แพทย์ระดับ 7 ก็มิอาจถอดถอนพลังปราณสีดำในร่างของตนออกไปได้ แต่ทว่าหลี่ชิงหยุนสามารถทำมันได้อย่างง่ายดาย และองค์ความรู้ที่เขามีก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน อย่างน้อยเขาต้องมีอาจารย์ที่แข็งแกร่งอยู่เื้ัอย่างไม่ผิดเพี้ยน
"เอาล่ะ ข้าจะจำใส่ใจไว้" หลินจ้านตอบส่งๆไปเช่นนั้นโดยมิได้ใส่ใจจริงๆ
กู่เหลามิอาจกล่าวสิ่งใดได้อีกจึงถอนหายใจยาวอย่างหดหู่ และออกจากห้องไปปล่อยให้หลินจ้านและหลินเฉวียนอยู่เฝ้าหลินเทียนตามลำพัง
หลินเฉวียนเหลือบมองแผ่นหลังของกู่เหลาที่จากไปก่อนจะเอ่ยขึ้น "ท่านพ่อ เป็ไปได้หรือไม่ว่าชายหนุ่มแซ่หลี่ผู้นั้นจะมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งจริงๆ?"
หลินจ้านยิ้มอย่างเ็า "เฉวียนเอ๋อร์ แม้นว่ามันมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งแล้วอย่างไร? จะมีผู้ใดกล้าไม่ไว้หน้าตระกูลกู่ด้วยงั้นหรือ? จงอย่าลืมว่าแม่ของเ้าก็เป็คนจากตระกูลกู่เช่นกัน หากมีสิ่งใดเกิดขึ้น ตระกูลกู่จะยื่นมือเข้าช่วยพวกเราอย่างแน่นอน"
หลินเฉวียนตระหนักถึงความจริงข้อนี้ก็ยิ้มจางๆและพยักหน้าอย่างเห็นด้วย จากนั้นไม่นานเขาก็กล่าวต่อ "ท่านพ่อ ท่านได้ตรึกตรองเื่เกี่ยวกับตระกูลเยว่แล้วหรือยัง?"
หลินจ้านเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "เฉวียนเอ๋อร์ข้ารู้ว่าเ้าชมชอบสตรีน้อยจากตระกูลเยว่อยู่ แต่ทว่าพวกมันก็มีกฎและเงื่อนไขบ้าๆบังหน้าไว้ การที่เ้าจะขอนางแต่งงานช่างเป็เื่ยากยิ่ง หากให้ข้าแนะนำเ้าควรจะล้มเลิกความคิดเสียดีกว่า"
ทว่าสีหน้าของหลินเฉวียนกลับแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจที่เอ่อล้น "ท่านพ่อไม่จำเป็ต้องกังวลเื่นั้น ข้ารู้จักใครบางคนที่มีทักษะทางการแพทย์ที่สูงมาก หากเขาผู้นั้นสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของบรรพบุรุษตระกูลเยว่ได้ บางทีข้าอาจจะมีโอกาสให้ไขว่คว้าอยู่เป็แน่"
สีหน้าของหลินจ้านแสดงให้เห็นถึงความสงสัย "แม้แต่แพทย์หลวงก็มิอาจทำสิ่งใดกับอาการป่วยนั่นได้ เ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าบุคคลผู้นั้นสามารถรักษาบรรพบุรุษตระกูลเยว่ได้?"
"ท่านพ่อไม่จำเป็ต้องกังวลเื่นี้ ขอแค่เพียงท่านเป็ผู้ที่เสนอการรักษาให้แก่ตระกูลเยว่ได้และทำหน้าที่พูดคุยเป็สื่อกลางให้ข้า แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว" หลินเฉวียนยิ้มจางๆโดยมิได้ให้ข้อมูลเบื้องลึกที่ตนมี
แต่สิ่งนั้นยิ่งเพิ่มความสงสัยให้แก่หลินจ้านมากยิ่งขึ้น มันเอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น "เหตุใดข้าไม่เคยทราบเื่นี้มาก่อน? แล้วคนผู้นั้นที่เ้ากล่าวถึงเป็ใครกันแน่?"
หลินเฉวียนเพียงยิ้มจางๆด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เื่นี้... คนรู้จักของข้าได้ส่งชายผู้นั้นมาเป็การส่วนตัว—"
"เขาคือผู้าุโลำดับที่สองของตระกูลหงแห่งราชวงศ์โม่ หงเฟิงเซียน!" หลินเฉวียนสะกดนามของแพทย์ผู้นั้นอย่างเชื่องช้าด้วยสีหน้าที่ชั่วร้ายก่อนจะกล่าวต่อ "แต่ดูเหมือนว่าเขากำลังติดธุระบางอย่าง ข้าได้ข่าวมาว่านายน้อยคนที่สองของตระกูลหงเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ และขณะนี้พวกเขากำลังจัดงานศพกันอยู่"
"โอ้? ตระกูลหงแห่งราชวงศ์โม่…" หลิงจ้านพยักหน้าอย่างเชื่องช้าและเชื่อในคำกล้าวอ้างของลูกชายตน นั้นเป็เพราะหลินเฉวียนจะไม่กล่าวสิ่งใดหากเขาไม่มั่นใจ
จากนั้นหลินจ้านจึงกล่าวหลังจากตัดสินใจได้ "หลังจากให้แพทย์มารักษาร่างกายของเทียนเอ๋อร์แล้ว พวกเราจะไปที่ตระกูลเยว่ด้วยกัน"
ั์ตาของหลินจ้านแฝงด้วยเจตนาฆ่าก่อนจะกล่าวเน้นย้ำ "และหากเ้าหนุ่มแซ่หลี่นั่นกลับมาจากถ้ำหยวนหยางเมื่อใด เ้านำกำลังคนไปสะสางเื่นี้ให้เรียบร้อย!"
หลินเฉวียนมีสีหน้าปิติยินดีพลันประสานมืออย่างลิงโลด "ขอบคุณท่านพ่อ"
ก่อนที่มันจะพึมพำเบาๆกับตัวเอง "เยว่หลิงเสวี่ย! ไม่ว่าอย่างไรเ้าก็ต้องเป็ผู้หญิงของข้าเท่านั้น ฮ่าๆๆ!"
. . .
~ ด้านหลังพระราชวังหินอ่อน ~
"ที่นี่คือตำหนักชิงหยุนใช่หรือไม่?" เมื่อมาถึงส่วนลึกของชั้นที่สาม สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือพระราชวังขนาดเล็กที่กลับกลายเป็ซากปรักหักพังรกร้าง ทว่าหลี่ชิงหยุนยังคงจำภาพลักษณ์ของมันได้เป็อย่างดีจากความทรงจำที่เลือนลางก่อนหน้า
"ถูกต้องแล้ว นี่เป็เพียงเศษเสี้ยวของตำหนักชิงหยุนในอดีตเท่านั้น ตำหนักชิงหยุนที่แท้จริงได้ถูกทำลายไปแล้ว" ลุงเฮยกัดฟันกล่าวอย่างไม่เต็มใจ สีหน้าของเขาในยามนี้แปรเปลี่ยนเป็สีแห่งความอาฆาต
หลี่ชิงหยุนผงกศีรษะเบาๆอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินไปยังทางเข้าที่เปิดโล่งด้วยฝีเท้าเรียบง่าย บางสิ่งบางอย่างด้านในกำลังดึงดูดร่างกายของเขาให้เข้าไปอย่างรีบร้อน
"ข้าจะรอท่านประมุขน้อยอยู่ที่นี่" เมื่อลุงเฮยพูดจบเขาพลันกางฝ่ามือออก พร้อมกับร่ายข้อจำกัดขนาดใหญ่ปกป้องซากปรักหักพังนี้ไว้อย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าเขาจะเกรงกลัวผลกระทบบางอย่างที่กำลังจะเกิดในไม่ช้า
แสงวาบม่านบางๆคลับคล้ายโดมสีทองปรากฏขึ้นเหนือซากของตำหนักชิงหยุน ก่อนที่ลุงเฮยจะถอยร่นออกไปหนึ่งลี้
อีกด้านเมื่อหลี่ชิงหยุนผ่านทางเข้าพรหมสีทองได้ เส้นทางตรงไปยังส่วนลึกจึงปรากฏขึ้นเบื้องหน้า จากนั้นเขาจึงปล่อยใจให้ว่างเปล่าก่อนจะเดินไปตามเสียงเพรียกหาที่ตนได้ยิน
แต่ทว่าเมื่อเดินมาถึงจุดสิ้นสุดของเส้นทาง สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ามีเพียงแค่ห้องฝึกฝนที่รกร้างเก่าแก่เต็มไปด้วยหยากไย่ฝุ่นและรวมถึงใยแมงมุมเกาะกุมทั่วห้องราวกับว่าห้องนี้มิได้มีผู้ใดเข้าถึงเป็เวลานาน
ทว่าใจกลางของห้องกลับปรากฏแท่นหยกสีทองโบราณแลดูเก่าแก่และลึกล้ำประดุจดั่งว่ามิได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ใจกลางของแท่นหยกมีหยาดโลหิตสีม่วงทองหนึ่งหยดกำลังกรีดร้องและเรียกหาตนอย่างใจจดใจจ่อราวกับว่าสิ่งนั้น้าจะผสานเข้าหาเป็หนึ่งเดียวกับเขาให้จงได้
"นะ-นั่นคือแก่นแท้หยาดโลหิต!" หลี่ชิงหยุนเบิกตากว้างพร้อมอุทานด้วยเสียงแห้ง
ตนไม่ได้คาดหวังว่าสิ่งที่กำลังเพรียกหาตนอยู่เนิ่นนานจะเป็เพียงแค่โลหิตหนึ่งหยดเท่านั้น ซ้ำยังเป็โลหิตที่ตนไม่เคยพบเห็นมาก่อน
โดยปกติแล้วแก่นแท้หยาดโลหิตจะมีสีแดงเข้มออกแกมดำเสียมากกว่า ซึ่งแก่นแท้โลหิตเป็สิ่งที่ผลิตเองในร่างกายทุกคน ซึ่งบุคคลหนึ่งจะมีแก่นแท้โลหิตเป็แกนกลางในการดำเนินชีวิตต่อไปไม่เกินคนละสิบหยดเท่านั้น
หากแก่นแท้โลหิตถูกใช้งานหรือถูกขับออกไปไม่ว่าวิธีใดก็ตาม ร่างกายของผู้ฝึกฝนจะอ่อนแอลงตลอดกาล และจะเป็กรณีที่ยากอย่างยิ่งหากต้องรอจนกว่าแก่นแท้โลหิตจะฟื้นฟูได้ด้วยตนเอง
แก่นแท้โลหิตทำงานคล้ายคลึงกับแก่นแท้พลังชีวิตอย่างมาก หากเผาผลาญแก่นแท้โลหิตทั้งสิบ นั่นหมายความว่าแก่นแท้พลังชีวิตก็จะหมดสิ้นไปเช่นกัน
ดังนั้นแล้วแก่นแท้โลหิตนับว่าเป็สิ่งที่สำคัญรองลงมาจากตันเถียนเลยก็ว่าได้
วินาทีนั้นความรู้สึกตื่นเต้นนี้ทำให้ร่างกายของหลี่ชิงหยุนตอบสนองไปเองโดยอัตโนมัติ นิ้วชี้ของตนกำลังเอื้อมเข้าหาหยาดโลหิตอย่างเชื่องช้า
ทันใดนั้นหยาดโลหิตกู่ร้องลั่นอย่างตื่นตาตื่นใจ แรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวพลันะเิออกประดุจดั่งูเาไฟปะทุ ส่งผลให้ซากปรักตำหนักชิงหยุนสั่นะเืราวกับวันสิ้นโลกา!
หยาดโลหิตสีม่วงทองวิ่งไต่ผ่านข้อมือ แขนและไปจนถึงริมฝีปากของหลี่ชิงหยุนอย่างตื่นเต้นและเร่งรีบสุดขีด
ยามนี้สีหน้าของหลี่ชิงหยุนเต็มไปด้วยอารมณ์หวาดผวา
[โลหิตวิ่งได้!]
[บ้า! นี่มันบ้าอะไร!?]
ในเสี้ยววินาทีนั้นหยาดโลหิตสีม่วงทองหยดนั้นะโเข้าสู่ปากที่ผงะของหลี่ชิงหยุนพุ่งผ่านลำคอ พลันเข้าสู่ส่วนกลางของหลี่ชิงหยุนทันทีโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว
"นะ-นี่คือ…" คำพูดของหลี่ชิงหยุนไม่ทันจะได้สิ้นสุดลง เสียงะเิดังขึ้นจากภายในร่างของตน เส้นลมปราณในร่างกายพลันขยายขึ้นในชั่วพริบตาคลับคล้ายกับลูกโป่งที่พองจนสุดขีด!
พลังงานสีม่วงทองวนเวียนอยู่ในตันเถียนก่อนที่ตันเถียนจะส่งเสียงคำรามก้องออกมา
"วู้ม!!!"
