ไป๋เซียงจู๋ค้อมกายคารวะอย่างละมุนละม่อม แนะนำตัวด้วยกิริยาที่กำลังพอดี “หม่อมฉันคือคุณหนูใหญ่แห่งจวนไป๋ และบุตรีคนโตของจวนไป๋ ไป๋เซียงจู๋ เป็ตัวแทนท่านยายมาร่วมงานชมดอกไม้ของพระสนม ทว่าก่อนหน้านี้เดินทางร่วมกับน้องรอง ภายหลังน้องรองไปขึ้นรถม้าของคุณหนูมู่ ส่วนรถม้าของหม่อมฉันกลับเพลาชำรุด คุณหนูมู่น่าจะทราบแล้ว”
ทันใดนั้นดวงตาใสก็เบนไปหามู่จื่อรั่ว ท่าทางไร้เสียงสาแต่มีเหตุมีผลทำให้มู่จื่อรั่วพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว นางฉีกยิ้มหวานตอบ “เป็ดังนี้จริงๆ ตอนนั้นน้องโหรวยังบอกด้วยว่าพี่สาวของนางมา ไม่คิดเลยว่าเป็เ้านี่เอง”
การวางตัวที่สุภาพเหมาะสมของมู่จื่อรั่วดึงความประทับใจกลับมาได้ไม่น้อยทันที
ในขณะที่เสียนกุ้ยเฟยไม่ได้เห็นไป๋เซียงจู๋สำคัญเท่าไรอยู่แล้ว “เอาล่ะ ในเมื่อมาแล้วก็นั่งลงเถิด”
ไป๋เซียงจู๋โค้งคำนับและนั่งลงตามระเบียบ
บุตรีเจิ้นกั๋วเจียงจวิน [1] สุมหัวกระซิบกระซาบกับคุณหนูใหญ่จากจวนอัครมหาเสนาบดี “ไม่เคยคิดเลยว่าจวนไป๋นี่ยังมีคนงามถึงขนาดนี้ด้วย ข้าว่างามกว่ามู่จื่อรั่วเสียอีก”
คุณหนูเสิ่นบุตรสาวเจิ้นกั๋วเจียงจวินป้องปากหัวเราะ “น้องจื่อรั่ว น้องเซียงจู๋นี่ช่างงามจริงๆ นะ ปีนี้ตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งของน้องดูเหมือนจะสั่นคลอนแล้วล่ะ”
เมื่อสิ้นเสียง เหล่าคุณหนูที่ไม่ชอบใจมู่จื่อรั่วเป็ทุนเดิมก็เริ่มแอบหัวเราะเยาะไปตามๆ กัน
เป็เช่นนี้ทุกครั้ง ไม่ว่างานเลี้ยงอะไรล้วนมีมู่จื่อรั่ว แข่งขันศาสตร์ศิลป์ที่ไหนก็มีนางอยู่ร่ำไป ทุกหนแห่งมีนางอยู่เสมอ ความโดดเด่นทั้งหมดถูกนางยึดครองไว้แต่เพียงผู้เดียว คราวนี้มีคนลูบคมนางได้ พวกนางย่อมบันเทิงใจมาก บัดนี้บรรดาหญิงสาวแต่ละนางต่างหวังให้ไป๋เซียงจู๋โค่นตำแหน่งมู่จื่อรั่วเสียทีเพื่อบรรเทาความเกลียดชังในจิตใจ
มู่จื่อรั่วอับอายไปชั่วขณะ ฝืนยิ้มทั้งที่ั์ตาเจือความเศร้าหมอง
นางต้องรักษาภาพลักษณ์ และนางยังรู้ดีว่าอาวุธอันเยี่ยมยอดที่สุดของสตรีคือสิ่งใด มันคือน้ำตา คือความเจ็บช้ำใจ
นั่นปะไร นางไม่จำเป็ต้องจัดการด้วยตนเอง เดี๋ยวก็จะมีคนออกหน้าแทนนางอย่างแน่นอน
องค์ชายห้าเหยียนอี้หรานนั่งไม่ติดแล้ว เขายืนหยัดปกป้องมู่จื่อรั่ว “ข้ายังคงคิดว่าน้องรั่วเอ๋อร์งามอยู่ดี ในสายตาของข้าน้องรั่วเอ๋อร์นั้นงามกว่ามากทีเดียว”
เสียนกุ้ยเฟยพยักหน้าเห็นชอบ “รั่วเอ๋อร์เป็หญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ เป็ธรรมดาที่ใครอื่นมิอาจเทียบเทียมได้”
ความหมายโดยนัยคือการดูิ่ฐานะของไป๋เซียงจู๋ว่าเป็แค่คนนอกคอกคนหนึ่งเท่านั้น จะสวยขนาดไหนก็เป็เพียงบุตรที่เกิดมาอย่างผิดประเพณี บุตรที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบิดาเป็ผู้ใดกันแน่
ต่อให้งดงามกว่านี้ น่าชื่นชมกว่านี้ ก็เป็ได้แค่ดอกไม้ป่าริมทาง ไม่มีวันได้ดิบได้ดี
เหล่าคุณหนูที่หัวเราะเยาะสงบปากสงบคำในบัดดล องค์ชายห้ากับพระสนมกุ้ยเฟยลั่นวาจาดังนี้แล้ว หากพวกนางยังพูดต่อไปจะไม่เป็การขัดใจพระสนมกุ้ยเฟยหรือ คงต้องหาญกล้ามากจึงจะทำเช่นนั้นได้
ทว่าไป๋เซียงจู๋ก็ไม่ตอบโต้ เพียงแต่นั่งเงียบและกระแนะกระแหนอยู่ในใจ
เหมือนชาติก่อนไม่มีผิด มู่จื่อรั่วถนัดเสแสร้งแกล้งอ่อนแอน่าสงสารเป็ที่สุด อีกทั้งรู้ดีว่าควรจะใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งรอบกายอย่างไร และองค์ชายห้ากับเสียนกุ้ยเฟยก็คือหินรองเท้า [2] ก้อนแรกของนาง
หญิงที่ดูบอบบางช่างน่าทะนุถนอมกว่าเสียจริงๆ นะ
คนนอกคอก? ลูกไม่มีพ่อ? นับจากนี้นางจะทำให้บิดาแสนเซ่อผู้นั้นตบแต่งมารดาตนเข้าจวนอย่างยิ่งใหญ่แล้วครองตำแหน่งชายาเอกให้ได้! บุตรีคนโตในภริยาเอกหรือ คอยดูแล้วกัน ใครกันแน่ที่เป็บุตรสาวในอนุภรรยา ใครกันแน่ที่เป็บุตรสาวในภรรยาเอก!
จู่ๆ นางก็ััได้ถึงสายตาอันน่าอึดอัด ไป๋เซียงจู๋เงยหน้าขึ้น และพบกับคนที่นางไม่อยากจะพบที่สุดในชีวิต
เหยียนอี้เลี่ย!
เขามองมาที่นางด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์
ลมหายใจของนางหยุดนิ่งชั่วครู่ มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อค่อยๆ กำจนแน่น เหตุการณ์ในความทรงจำพวกนั้นหลั่งไหลออกมาไม่หยุดหย่อน นางถูกปลดและคุมขังในตำหนักเย็น [3] ! เหยียนอี้เลี่ยรับสั่งให้ผ่าท้องนำลูกของนางออกมาจากครรภ์ด้วยตัวเขาเองเพื่อทำกระสายยาให้มู่จื่อรั่ว!
นั่นคือลูกชายของนาง ลูกคนเดียวของนาง องค์ชายน้อยที่จะลืมตาดูโลกในอีกไม่ถึงสองเดือน!
นางหลับตาลง ข่มรอยยิ้มหยันที่เผลอแสดงออกไว้ ซ่อนคลื่นความแค้นในดวงตาที่กำลังพัดกระหน่ำ เหยียนอี้เลี่ย รอข้าทวงคืนสิ่งที่เ้าติดค้างในอดีตกลับมาทีละน้อยเถิด!
“ข้ากลับคิดว่านางตรงกันข้ามกับที่น้องห้าเห็นนะ”
ทันใดนั้น เสียงใสทรงพลังดังมาจากบริเวณสะพานหินที่อยู่อีกด้าน ดั่งเสียงหยกกระทบกัน ไพเราะรื่นหู ทำให้ผู้ได้ยินผินหน้าไปมองหาเ้าของเสียงนั้นโดยไม่รู้ตัว
ท่ามกลางดอกฉูจวี๋มลังเมลือง ชายในชุดสีแสงจันทร์ [4] กำลังเยื้องย่างมา ร่างกายสูงระหง ใบหน้าเปื้อนยิ้มจางๆ ตาดอกท้อ [5] ยวนให้ใจสั่นไหว อีกทั้งเป็ประกายแพรวพราวดุจดวงดาว งดงามราวเทพบุตร
บรรดาคุณหนูพากันตกตะลึงและแก้มแดงไปตามๆ กัน แววตาสะท้อนความเขินอาย บางคนเดินหน้าเขยิบเข้าไปใกล้โดยไม่แม้แต่จะสงวนท่าที พยายามชิดใกล้อีกสักนิด จะได้มองเห็นชัดเจนอีกสักหน่อย
คนคนนี้ก็คือเฟิ่งเจาเกอ องค์ชายแห่งแคว้นอี้ องค์รัชทายาทแห่งต้าฉี! ยอดบุรุษผู้มีรูปโฉมงดงามที่สุด! ชายในฝันของหญิงสาวหลายๆ คน!
ว่ากันว่าองค์รัชทายาทเดินทางไปศึกษาหาความรู้ในต่างแดนมิใช่หรือ ไยจึงกลับวังหลวงมากะทันหันเล่า
องค์ชายทุกพระองค์ที่อยู่ในงานและพระสนมกุ้ยเฟยเองต่างกำลังขบคิดเกี่ยวกับคำถามนี้ ทว่าไม่มีใครเอ่ยปากถาม
จะมีก็แต่องค์ชายห้าเหยียนอี้หรานที่ไม่รู้จักเก็บความรู้สึกนึกคิดไว้กับตัวนัก สีหน้าดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด อดไม่ได้ที่จะถามไถ่ให้ทราบความ “องค์รัชทายาททรงกลับมาเมื่อไร ถ้าข้ารู้ว่าวันนี้ท่านกลับวังจะออกไปรับเสด็จแน่นอน”
“วันนี้มีงานเลี้ยงชมดอกไม้ของพระสนมเสียนกุ้ยเฟย กุลธิดาทั้งหลายต่างมาร่วมงาน ข้าย่อมต้องมาดูเสียหน่อย ช่างคึกคักจริงๆ นั่นแล” เฟิ่งเจาเกอคลี่ยิ้มน้อยๆ ประสานมือคารวะเสียนกุ้ยเฟย เมื่อยึดตามลำดับศักดิ์ต้องคำนับทำความเคารพ ดังนั้นเฟิ่งเจาเกอจึงไม่ได้ถือสา
ั์ตาเสียนกุ้ยเฟยฉายแววประหลาดใจ ทว่าสามารถปกปิดได้อย่างมิดชิด พระนางยิ้มตอบเช่นเดียวกัน “องค์รัชทายาทมากพิธีรีตองแล้ว หม่อมฉันรับไว้มิได้หรอก”
ตนเป็สนมที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุดรองจากฮองเฮาเท่านั้น และมีใครในที่นี้ไม่รู้บ้างว่าตนในฐานะเป็กุ้ยเฟยนั้นเป็รองเพียงฮองเฮา เพื่อที่จะชิงอำนาจในวังหลังแห่งนี้ นางกับฮองเฮาประมือกันทั้งต่อหน้าและลับหลังไม่น้อย
ทว่าเฟิ่งเจาเกอก็ดันเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้เหมือนกัน ทั้งยังมีแคว้นอี้หนุนหลังเขา
นี่คือสิ่งที่นางหวั่นเกรงมากที่สุด กว่าเสี้ยนหนามนี่จะออกเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนต่างบ้านต่างเมืองได้ ไม่คิดเลยว่าจะกลับมาเร็วขนาดนี้ ่นี้ฮองเฮาทรงมีพระพลานามัยไม่ดี นางยังพอเคลื่อนไหวกระทำการบางอย่างได้ บัดนี้เขากลับมาแล้ว นางจึงไม่สะดวกลงมือ ชายผู้นี้รอบคอบระมัดระวัง เหี้ยมโหดไร้ความปรานี นางเคยประสบพบเห็นกับตามาก่อน
“ครานี้ข้านำของเล็กๆ น้อยๆ จากต่างแดนกลับมาบ้าง ขอมอบให้พระสนมด้วย”
เฟิ่งเจาเกอตบมือให้สัญญาณ จากนั้นก็มีคนแบกกล่องใบหนึ่งมา เมื่อเปิดกล่องดู ด้านในล้วนเป็ของหายากจากต่างแดน ทั้งผลเสาวรส ผ้าไหม ภาพวาด หลายหลากมากมายจริงๆ
เสียนกุ้ยเฟยแย้มสรวล กล่าวด้วยความเกรงใจ “ขอบพระทัยองค์รัชทายาท”
องค์ชายห้าเหยียนอี้หรานที่อยู่ข้างๆ ยิ้มรับอย่างไม่แยแสนัก แต่พอนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของเฟิ่งเจาเกอก็เกิดไม่พอใจขึ้นมา สำหรับเขาแล้ว มู่จื่อรั่วคือไข่มุกแสนล้ำค่าที่ประคองไว้ในสองมือ เขายอมให้คนอื่นกังขาได้เสียที่ไหน
เฟิ่งเจาเกอเพียงแต่อมยิ้ม ชุดสีสะอาดพลิ้วไหวตามสายลม ดวงตาที่โค้งเล็กน้อยเปี่ยมล้นด้วยรอยยิ้มละมุน งามล่มเมืองล่มแผ่นดิน!
เขาเดินเนิบนาบมายังกลุ่มสตรี เมื่อคุณหนูสูงศักดิ์เ่าั้เห็นเขาเดินมาหาพวกนางจริงๆ ก็สูดลมหายใจลึกโดยพลัน อดไม่ได้ที่จะเอามือทาบอก รู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นตึกตักจนจะทะลุออกมาข้างนอก
ส่วนมู่จื่อรั่วนั้นเคลิบเคลิ้มไปแล้ว จับจ้องเกาะติดตามตัวเฟิ่งเจาเกอไม่วางตา
คนคนนี้ก็คือเฟิ่งเจาเกอนี่เอง!
เชิงอรรถ
[1]镇国将军 เจิ้นกั๋วเจียงจวิน คือ อิสริยยศของเชื้อพระวงศ์ฝ่ายชาย เทียบเท่าข้าราชการทหารขั้นหนึ่งชั้นเอก
[2]踏脚石 หินรองเท้า หมายถึง บางอย่างที่ถูกใช้เป็เครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย
[3]冷宫 ตำหนักเย็น คือ สถานที่คุมขังเ้านายหญิงฝ่ายในภายในวังหลวง
[4]月白色 สีแสงจันทร์ คือ สีฟ้าอ่อน เนื่องจากคนโบราณคิดว่าแสงจันทร์ไม่ได้ขาวบริสุทธิ์ แต่คิดว่าเป็สีขาวที่เจือสีฟ้าเล็กน้อย
[5]桃花眼 ตาดอกท้อ คือ ลักษณะดวงตารูปแบบหนึ่ง รูปตายาวแต่ไม่เรียวเล็ก ลักษณะคล้ายกลีบดอกท้อ โค้งเป็ทรงจันทร์เสี้ยวเวลายิ้ม ขนตาหนาและยาว ั์ตามีประกาย ตาขาวกับตาดำแบ่งแยกกันไม่ค่อยชัดเจน ลักษณะตาดูเหมือนกำลังเมาหยาดเยิ้มมีเสน่ห์
