ท่านอัครมหาเสนาบดีกับฮูหยินมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เดิมทีพวกเขาคิดว่าคำขอของลูกชายต้องเกี่ยวกับการที่เขาไม่ชอบแม่นางสกุลฉู่และไปชอบสตรีคนอื่น ซึ่งอาจเป็เพราะสถานะทางสังคมของนางทำให้เขาเกรงว่าทางบ้านจะคัดค้านจึงมาคุกเข่าขอร้องเช่นนี้ แต่ไม่คิดว่าแม้จะเดาถูกไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าที่แท้กลับทำเพื่อสตรีของท่านแม่ทัพใหญ่
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางนึกถึงจดหมายของหลานชายที่ส่งมา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเข้าใจและความอ่อนใจ จึงถามขึ้นว่า “เ้าคิดดีแล้วอย่างนั้นหรือ หากแม่ของเ้ารับแม่นางติงเป็ลูกบุญธรรมแล้ว วันหน้า…”
“ก่อนหน้านี้นางเป็น้องสาวบุญธรรมของข้า ต่อไปนางก็จะเป็น้องสาวบุญธรรมของข้าตลอดไป ในฐานะพี่ชายบุญธรรม การดูแลและช่วยเหลือนางเป็เื่ที่สมควรแล้ว ข้าไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไร และไม่รู้สึกผิดในใจ” ฟางซิ่นรีบพูดตัดบทท่านพ่อ เพราะเกรงว่าแม่นางติงจะถูกมองไม่ดีในสายตาของท่านแม่ใหญ่
แต่แม้ว่าฟางฮูหยินจะไม่ได้พูดอะไรโง่เขลาที่ทำให้ลูกเลี้ยงลำบากใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความสนใจในตัวแม่นางติงคนนี้ที่นางไม่เคยพบมาก่อนอยู่หลายส่วน
“่นี้ฤดูใบไม้ผลิอากาศดี ในเมืองหลวงก็ไม่ได้ยินว่ามีงานเลี้ยงหรืองานกวีสักพักแล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าจะจัดงานขึ้นสักงานหนึ่ง แล้วเชิญแม่นางติงมาร่วมด้วย อย่างน้อยหากข้าจะรับนางเป็ลูกบุญธรรม ก็ไม่ควรที่จะไม่เคยเห็นหน้านางเลย อีกอย่าง นางจะได้ใช้โอกาสนี้ทำความรู้จักกับฮูหยินขุนนางคนอื่นๆ ด้วย” ฟางฮูหยินพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปหาลูกเลี้ยง “ซิ่นเกอเอ๋อร์ เ้าว่าทำเช่นนี้ดีหรือไม่?”
ฟางซิ่นเดาได้ว่าท่านแม่ใหญ่้าตรวจสอบนิสัยของแม่นางติงด้วยตนเอง ซึ่งเื่นี้ก็เป็เื่ธรรมดา อย่างไรในอนาคตจะต้องเป็แม่ลูกกัน ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง
“ทุกอย่างจัดการตามที่ท่านแม่ว่าได้เลยขอรับ” เขาตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อคิดถึงนิสัยของแม่นางติง ก็อดไม่ได้ที่จะเตือนเพิ่มอีกว่า “ท่านแม่ แม่นางติงเติบโตในชนบท อาจจะมีวิธีการปฏิบัติที่ต่างจากคุณหนูในเมืองหลวง หากนางเผลอทำอะไรที่ไม่ถูกใจท่านแม่ ข้าหวังว่าท่านแม่จะไม่ถือสา”
ฟางฮูหยินพยักหน้าและยิ้ม “ไม่ต้องห่วงเื่นี้ หญิงสาวที่เ้ารับเป็น้องสาวบุญธรรม การกระทำของนางแม้จะแปลกไปบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะทำให้ข้าโกรธ เ้าวางใจได้ หากวันนั้นเ้าไม่มีธุระอะไร ก็ตั้งโต๊ะสองโต๊ะที่ลานหน้า เรียกเหล่าสหายของเ้ามาดื่มสักหน่อยก็ได้”
ฟางซิ่นมีความลังเลปรากฏในแววตา แต่ในที่สุดเขาก็โค้งคำนับ “เช่นนั้นคงต้องขอรบกวนท่านแม่ให้ช่วยจัดการด้วยขอรับ”
ฟางฮูหยินยิ้มพร้อมกับส่ายศีรษะ นางเริ่มรู้สึกเหนื่อยจึงเอนกายลงบนที่นั่งนุ่มๆ ฟางซิ่นเห็นเช่นนั้นจึงโค้งคำนับท่านพ่อแล้วเดินออกไป
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางมองตามแผ่นหลังที่ดูสง่างามขึ้นของลูกชายด้วยความรู้สึกทั้งละอายและภูมิใจ ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมา
ฟางฮูหยินกุมมือของเขาเบาๆ ทำให้เขาตื่นจากภวังค์ จึงรีบยิ้มแล้วกล่าวว่า “เป็อะไรไป เ้ารู้สึกลำบากใจกับเื่ของซิ่นเกอเอ๋อร์งั้นหรือ?”
ฟางฮูหยินกลั้นความรู้สึกขมขื่นในใจและตอบกลับอย่างอ่อนโยนว่า “ไม่หรอก ข้าเองก็อยากรู้ว่าแม่นางติงผู้นั้นเป็คนเช่นไร ไม่เพียงแต่สามารถทำให้ท่านแม่ทัพผู้เ็าหลงรัก แต่ยังทำให้ซิ่นเกอเอ๋อร์เต็มใจปูทางให้นางถึงเพียงนี้?”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางที่รู้สึกละอายใจต่อภรรยาอยู่แล้ว และเห็นว่านางกำลังอารมณ์ดีเป็พิเศษ จึงเล่าเื่บางอย่างที่ฟางซิ่นเขียนมา โดยคัดเลือกเฉพาะเื่ที่น่าสนใจและไม่กระทบถึงเื่สำคัญ
แน่นอนว่าฟางฮูหยินฟังแล้วก็ตื่นเต้นจนต้องร้องอุทานออกมาติดๆ กัน ในที่สุดก็ยิ้มและบอกว่า “เดิมทีคิดว่าจะจัดงานกวีในอีกครึ่งเดือน แต่เมื่อฟังที่ท่านเล่าแล้วข้ากลับรู้สึกใจร้อนขึ้นมา เรามาจัดงานในอีกห้าวันกันดีกว่า”
“ได้สิ ฮูหยินมีความสุขก็พอ แต่การจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ก็ให้ผู้ดูแลจัดการไปเถิด เ้าอย่าทำให้ตัวเองเหนื่อย”
“ตกลง ท่านวางใจเถิด”
สองสามีภรรยาพูดคุยกันอีกสองประโยค จากนั้นท่านอัครมหาเสนาบดีฟางก็กลับไปทำงานในห้องหนังสือต่อ ใน่เวลาที่อำนาจราชวงศ์กำลังเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ไม่มีใครกล้าประมาท โดยเฉพาะวันนี้ที่ราษฎรกับขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊มีปากเสียงกัน หากควบคุมได้ดีก็จะเป็การสั่งสอนขุนนางเ่าั้ แต่ถ้าควบคุมไม่ดีก็อาจจะทิ้งรากเหง้าแห่งปัญหาไว้
ทิ้งให้ฟางฮูหยินมองแสงอาทิตย์สีส้มแดงที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง สีหน้าแห่งความยินดีค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงแต่เสียงถอนหายใจไม่รู้จบ…
นับั้แ่ที่ซือหม่าเชวี่ยนขึ้นครองบัลลังก์ ในซีจิงมีน้อยคนนักที่จะจัดงานเลี้ยงหรือดื่มกิน เพราะไม่มีใครกล้าที่จะไม่ระมัดระวังตัว ราชสำนักในวันนี้มีคนถูกปลดจากตำแหน่ง พรุ่งนี้อีกคนถูกเนรเทศ และในวันต่อมาครอบครัวบางครอบครัวก็ถูกกวาดล้างจนไม่มีใครเหลือ
โดยเฉพาะเมื่อกงจื้อิฟื้นคืนชีพและยกธงก่อฏขึ้น กวาดล้างทุกด่านจนมุ่งตรงมายังเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ซือหม่าเชวี่ยนจึงยิ่งทวีความโเี้ ผู้คนต่างก็หวาดกลัวจนต้องระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิต เดินก็เดินด้วยความระมัดระวัง เกรงว่าหากก้าวพลาดไป อาจพาครอบครัวไปพบกับเยี่ยนหวังเย่เลยก็เป็ได้
ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงการดื่มกินหรือการทำกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนาน แม้แต่การหายใจอย่างสงบยังเป็เื่ยาก
แม้ว่าตอนนี้แผ่นดินจะยังไม่สงบเรียบร้อยดี แต่เมื่อเช้าวันนี้ได้ข่าวว่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊พากันไปคุกเข่าหน้าจวนอู่โฮ่ว และในที่สุดก็ขอร้องให้ท่านแม่ทัพใหญ่เข้าวังหลวงได้สำเร็จ ทุกคนในซีจิงต่างก็ถอนหายใจโล่งอก
ใน่เวลานี้ ข่าวที่ว่าฮูหยินของท่านอัครมหาเสนาบดีจะจัดงานชมดอกไม้และประกวดกาพย์กลอนได้แพร่กระจายออกไป และมีคนค่อยๆ ทยอยได้รับบัตรเชิญที่สวยงาม ดังนั้นไม่เพียงแต่เหล่าสตรีที่เก็บตัวอยู่ในเรือนหลังจนแทบจะเป็บ้า แม้แต่เหล่าชายหนุ่มในบ้านเมื่อเห็นบัตรเชิญก็พากันดีใจยกใหญ่
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางคือผู้ใดล่ะ? ท่านคือผู้นำขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ และถือว่าเป็อาจารย์ครึ่งหนึ่งของท่านแม่ทัพใหญ่ที่กำลังจะขึ้นครองบัลลังก์ในไม่ช้า เมื่อฮูหยินของท่านอัครมหาเสนาบดีเป็ผู้จัดงานประกวดกาพย์กลอน บัตรเชิญนี้ก็ไม่ต่างจากกิ่งมะกอกซึ่งเป็การส่งสัญญาณแห่งสันติภาพ
ดังนั้น แม้แต่หัวหน้าครอบครัวที่ปกติแล้วจะเข้มงวดก็อนุญาตให้เหล่าหญิงสาวออกไปนอกบ้านได้
ไม่ถึงครึ่งวัน ชาวเมืองทั้งเมืองหลวงต่างก็ได้ยินข่าวนี้ พ่อค้าที่เฉลียวฉลาดจึงเริ่มเปิดร้านขายของกันทันที คนหนึ่งร้องเรียกบอกว่ามีผ้าไหมจากหนานหางเก็บไว้นานหลายเดือน “ผ้าไหมหนานหางเพิ่งมาถึง มีลายใหม่ทันสมัยและสีสันสวยงามเป็ที่สุด!”
ร้านขายเครื่องประดับก็ติดป้ายลดราคาหน้าร้าน “ซื้อสามแถมหนึ่ง! แถมยังมีเครื่องประดับลายใหม่สั่งทำพิเศษที่ละเอียดอ่อนที่สุด!”
แต่ที่ฉลาดที่สุดก็คงเป็ร้านเตี่ยนซินที่มีชื่อเสียงในเื่ขนมเหมยฮวาเกา พวกเขาส่งลูกจ้างออกมาะโที่หน้าร้านจนสุดเสียงว่า “ขนมเหมยฮวาเกาที่ท่านแม่ทัพใหญ่ชอบที่สุดเพิ่งอบเสร็จสดๆ ร้อนๆ นี่คือเตี่ยนซินที่ท่านแม่ทัพใหญ่ถึงกับหยุดราชรถมาซื้อเลยนะ เป็เตี่ยนซินที่อร่อยที่สุดในซีเฮ่าเลย!”
เป็อย่างที่คาดไว้ว่าเพียงไม่กี่ประโยคนี้ก็ทำให้ร้านมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็จำนวนมาก มีแขกมากมายเบียดเสียดกัน ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเคยกินเหมยฮวาเกาของร้านนี้ แต่หลังจากที่ท่านแม่ทัพใหญ่ซื้อมากินแล้ว รสชาติของเหมยฮวาเกานี้ก็เปลี่ยนไป ราวกับว่ามีความหรูหราเพิ่มขึ้นในไส้เหมยฮวาอีกสามส่วน
เถ้าแก่ของร้านเตี่ยนซินดีใจจนยิ้มไม่หุบ เวลาเดินแทบจะเหมือนเหยียบอยู่บนวงล้อเพลิง[1]
หากติงเหว่ยรู้เื่นี้เกรงว่าคงจะเสียใจที่วันนั้นปากไวอยากกิน จนเผลอช่วยคู่แข่งไปโดยไม่ตั้งใจ แต่นางเองก็ไม่มีเวลาว่างมาคิดเื่นี้ เพราะในเวลาที่ได้รับจดหมายเชิญจากภรรยาของท่านอัครมหาเสนาบดี นางกำลังตรวจนับสินค้าในห้องเก็บของกับแม่นมาุโอยู่
คำโบราณว่าไว้อูฐผอมก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า [2] จวนสกุลอู่โฮ่วก็คือตัวอย่างที่แท้จริงของคำพูดนี้ ตระกูลเก่าแก่หลายร้อยปี แม้ว่าจะมีลูกหลานไม่มากนัก พอมาถึงรุ่นของกงจื้อิก็แทบจะสิ้นผู้สืบทอด แต่ทรัพย์สมบัติที่สะสมมาหลายชั่วอายุคนก็ยังคงมากมายมหาศาลจนน่าใ
ก่อนหน้านี้ตอนที่กงจื้อิเกิดเื่ขึ้น แม่นมาุโก็นำคนที่ไว้ใจได้มากที่สุดไปหาที่ซ่อนทรัพย์สมบัติมากมาย คิดว่าหากในพิธีบูชาใหญ่ในอนาคต จะได้ส่งของบางอย่างไปยังหลุมฝังศพของนายท่าน เพื่อจะได้ไม่ขาดแคลนเงินทองในปรโลก
ไม่นึกว่ากงจื้อิจะกลับมาอย่างปลอดภัย และยังแย่งชิงบัลลังก์ของสกุลซือหม่าอีก ทำให้สกุลกงจื้อทั้งตระกูลล้วนมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ
แม่นมาุโได้ขุดทรัพย์สมบัติออกมาใหม่แล้วเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้พวกเงินที่เปียกชื้นจนขึ้นราทั้งหลายก็วางกองเต็มลาน เครื่องประดับหยกต่างๆ ก้อนทองคำ เพชรพลอยก็ไม่ขาดแคลน
ก่อนหน้านี้ติงเหว่ยเคยแปลกใจอยู่สักพัก แต่เมื่ออยู่นานๆ ก็ชาชินไปเสียแล้ว หากยังมีความรู้สึกอะไรเหลืออยู่สักหน่อย ก็คงเป็ความอิจฉาริษยา
เนื่องจากร้านสาขาในเมืองหลวงไม่มีเงินทุนพอที่จะขยายกิจการ เงินที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้อยตำลึงในมือ เดิมทีตั้งใจว่าจะซื้อที่ดินสักแปลง แต่เมื่อได้สอบถามราคาที่ดินก็ต้องยอมแพ้ไปอย่างสิ้นเชิง
เงินเพียงหนึ่งเหวินก็สร้างความลำบากให้วีรบุรุษได้ [3] นางจึงทำได้แค่รอ รอจนกว่าร้านสาขาในเมืองใหญ่ๆ จะส่งเงินมาในเดือนหน้า ดังนั้นตอนนี้แม้นางจะนับเงินจนมือเป็ตะคริว แต่ก็ไม่สามารถใช้เงินนั้นได้ ในที่สุดนางก็เข้าใจถึงความลำบากของพนักงานธนาคารในชาติที่แล้วได้อย่างลึกซึ้ง
แม่นมกู่กำลังถือม้าแกะสลักหยกสีเขียวใสเล่นกับอันเกอเอ๋อร์ เมื่อเห็นสีหน้าของติงเหว่ยแปลกๆ ก็คิดว่านางเสียดายม้าหยกแกะสลักตัวนี้ จึงยิ้มและพูดว่า “แม่นางไม่ต้องกังวล ม้าหยกตัวนี้ยังมีอีกตัวหนึ่ง ถ้าคุณชายน้อยทำตัวนี้แตกไป จวนเราก็ยังมีของตกแต่งเหลืออยู่อีก”
คิ้วของติงเหว่ยกระตุกเล็กน้อยและยิ้มเจื่อนๆ “แม่นมาุโเอาใจอันเกอเอ๋อร์อีกแล้ว ของชิ้นนี้มีค่ามาก ถ้าแตกไปคงน่าเสียดายแย่”
ขณะที่แม่นมกู่กำลังจะพูดต่อ จวี๋เกิ่งก็เดินเข้ามาจากข้างนอกและรายงานว่า “แม่นาง จวนท่านอัครมหาเสนาบดีส่งบัตรเชิญมาให้เ้าค่ะ”
จวนท่านอัครมหาเสนาบดี?
ติงเหว่ยรับจดหมายมาด้วยความสงสัย นางเปิดดูแล้วกวาดตามองเห็นว่าข้อความเขียนอย่างสุภาพ ตัวหนังสือก็สวยงาม ทำให้นางรู้สึกชื่นชมผู้ส่งที่ลงนามว่าฟางซุนซื่ออย่างไม่รู้ตัว
แต่เมื่อคิดดูอีกที นางก็ไม่รู้จักหญิงคนนี้ จึงหันไปถามแม่นมกู่ว่า “แม่นม ฟางซุนซื่อท่านนี้ใช่ฮูหยินของท่านอัครมหาเสนาบดีหรือไม่?”
แม่นมกู่เองก็กำลังสงสัย เมื่อได้ยินคำถามก็ฝากอันเกอเอ๋อร์ให้เฉิงเหนียงจื่อดูแล แล้วเชิญติงเหวยไปนั่งที่โต๊ะใต้ชายคา
ติงเหว่ยส่งบัตรเชิญให้แม่นมกู่ดูพร้อมกับยิ้มและพูดว่า “ฟางซุนซื่อท่านนี้เขียนตัวหนังสือได้งดงามจนข้าอายเลยจริงๆ ต่อไปข้าต้องหาเวลาฝึกเขียนหนังสือบ่อยๆ ไม่เช่นนั้น หากต้องส่งบัตรเชิญให้ใคร คงจะถูกหัวเราะเยาะแน่ๆ”
แม่นางกู่ไม่รู้ว่าคิดถึงเื่อะไรอยู่ สีหน้าของนางมีแววอิจฉาเล็กน้อยและตอบว่า “แม่นางอาจไม่รู้ ที่จริงฟางซุนซื่อท่านนี้ก็คือฮูหยินของท่านอัครมหาเสนาบดี”
“เอ๊ะ งั้นนางก็เป็แม่ของพี่ฟางงั้นหรือ?” ติงเหว่ยถามต่อด้วยความรู้สึกประหลาดใจ “ไม่แปลกใจเลยที่พี่ฟางมีความรู้ลึกซึ้งเช่นนี้ ที่แท้ก็เพราะแม่ของเขาก็เป็คนเก่งเหมือนกัน”
“แค่กๆ” แม่นมกู่กระแอมเบาๆ คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบเตือนว่า “แม่นาง ฮูหยินท่านนี้เป็มารดาของคุณชายฟางก็จริง แต่ไม่ใช่มารดาแท้ๆ ของเขา”
“หา?” ติงเหว่ยฟังแล้วงุนงง คิดว่าฮูหยินท่านนี้อาจเป็แม่เลี้ยงหรือไม่ก็เป็เพียงอนุภรรยาอะไรทำนองนั้น แต่คำพูดของแม่นมกู่กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
“คุณชายฟางเป็ลูกนอกสมรส ส่วนฮูหยินท่านนี้คือภรรยาหลวง จริงๆ แล้วมารดาแท้ๆ ของคุณชายฟางก็เป็สตรีผู้มีความรู้เช่นกัน และยังมาจากตระกูลที่มีฐานะสูงส่ง แต่น่าเสียดายที่นางเป็คนใจแคบ จนทำให้ตนเองต้องตรอมใจตาย”
ติงเหว่ยมองไปรอบๆ เห็นว่าไม่มีคนนอกนอกจากตังกุยและคนอื่นๆ นางจึงขมวดคิ้วถามว่า “ถ้าแม่นมไม่ได้ติดงานอะไร ช่วยเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดหน่อย ในเมื่อต่อไปต้องอยู่ในเมืองหลวงไปอีกนาน การฟังเื่ราวเหล่านี้จะช่วยให้หลีกเลี่ยงข้อห้ามต่างๆ ได้”
-----------------------------------------
[1] เท้าเหยียบอยู่บนวงล้อเพลิง 脚底挂了风火轮 หมายถึง ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความเร่งรีบ
[2] อูฐผอมก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า 瘦死的骆驼比马大 หมายถึง แม้จะตกต่ำแต่ก็เคยยิ่งใหญ่มาก่อน
[3] เงินเพียงหนึ่งเหวินก็สร้างความลำบากให้วีรบุรุษได้ 一文钱憋倒英雄汉 หมายถึง ความลำบากเล็กน้อยกลับทำให้เื่สำคัญไม่อาจดำเนินต่อไปได้ หรือคนที่มีความสามารถ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาเล็กน้อยกลับไม่รู้ว่าควรจะแก้อย่างไร
