เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำเกราะป้องกันที่ร้ายกาจอันหนึ่งออกมา ผู้ฝึกกระบี่ทั้งสองก็พากันชำเลืองมองไปทางเย่เฟยเสวี่ย
“เฟยเสวี่ย ในเมื่ออีกฝ่ายใช้ค่ายกลยันต์ ถ้าเช่นนั้น เ้าเห็นว่าควรทำลายอย่างไรเล่า?”
“ใช่แล้วเฟยเสวี่ย ของพรรค์นี้สร้างความลำบากให้เ้าไม่ได้แน่!”
“อืม ข้าขอดูสักหน่อยนะ” เย่เฟยเสวี่ยพูดด้วยสีหน้าจริงจังก่อนเดินเข้าไป เริ่มสำรวจรั้วป้องกัน
พระเอกที่ยืนอยู่ด้านข้างมองรั้วป้องกันสีฟ้าครามอย่างเงียบงัน ตะลึงจนเลิกคิ้วขึ้นติดกันหลายหน สองเดือนมานี้อยู่ด้วยกันกับเฉียวรุ่ย ทุกครั้งที่นอนหรือค้นหาสมบัติ เฉียวรุ่ยมักใช้รั้วป้องกันนี้ล้อมตนเองไว้เสมอ
ก่อนหน้านี้ เห็นรั้วป้องกันอันนี้มีแค่กระดูกสัตว์อสูรแปดชิ้นกับเส้นด้ายสองเส้นและยันต์ไม่กี่สิบแผ่น ไม่ได้รู้สึกร้ายกาจเท่าไรนัก แต่คราวนี้ได้เห็นรั้วป้องกันสำแดงพลัง กลายเป็กำแพงวารีแปดผืนปกป้องเฉียวรุ่ยไว้ตรงกลาง พระเอกกลับรู้สึกว่ารั้วป้องกันนี่ช่างไม่ธรรมดาจริงเชียว!
เย่เฟยเสวี่ยสำรวจรอบด้านรั้วป้องกันรอบหนึ่งก็ยังคิดหาวิธีดีๆ ไม่ได้ อาจพูดได้ว่ารั้วป้องกันนี้วางไว้ดียิ่งนัก ผสานพลังของค่ายกลกับยันต์ไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ และยังไม่มีจุดบอดให้ทำลายได้โดยง่าย
“เป็อย่างไรบ้างเฟยเสวี่ย?” ผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งเดินเข้ามาถาม
“วางใจเถอะ ข้ามีวิธี!” เย่เฟยเสวี่ยพูดจบก็เอาป้ายคำสั่งแผ่นหนึ่งออกมา
นี่คือป้ายคำสั่งที่ท่านปู่มอบให้นางไว้ป้องกันตัวก่อนมาแคว้นจินอวี่ ในป้ายคำสั่งมีการโจมตีของผู้บรรลุดวงปราณสายหนึ่งอยู่ การโจมตีสายนี้มีพลังเป็อย่างมาก เอาไปกำจัดค่ายกลที่แท้จริงคงไม่ง่าย แต่กำจัดรั้วป้องกันเช่นนี้ย่อมไม่เปลืองแรงเป่าฝุ่นนัก
เห็นเย่เฟยเสวี่ยเอาป้ายคำสั่งออกมา พระเอกก็หรี่ตาลง คิดใช้พลังิญญาบอกเฉียวรุ่ยให้ระวัง กลับพบว่ารั้วป้องกันของอีกฝ่ายแข็งแกร่งประหนึ่งปราการเหล็ก กระทั่งพลังิญญาก็ไม่อาจแทรกได้
“ศิษย์พี่ทั้งสองถอยออกไปหน่อย ให้ข้ากำจัดค่ายกลอันนี้เอง!”
“ได้!” ผู้ฝึกกระบี่สองคนพยักหน้ารับ รีบถอยหลัง
แม้กำแพงป้องกันสีน้ำเงินนี้กั้นผู้ฝึกตนด้านนอกสอดส่องมาด้านในได้ แต่คนด้านในมองเห็นภายนอกได้อย่างชัดกระจ่าง
เฉียวรุ่ยเห็นเย่เฟยเสวี่ยเอาป้ายคำสั่งแผ่นหนึ่งออกมา รู้สึกว่าไม่ดีแล้ว รีบกระตุ้นยันต์ป้องกันสิบสองแผ่นที่แปะอยู่บนร่าง
“เปรี้ยง...”
การโจมตีของผู้บรรลุดวงปราณสายหนึ่งนำอำนาจกดดันยิ่งใหญ่มาประหนึ่งสัตว์ั์กู่ร้องคำราม โจมตีเข้าใส่กำแพงป้องกันของเฉียวรุ่ย
“เปรี้ยง...” กระดูกสัตว์อสูรแปดชิ้น สองชิ้นถูกสะบั้นในทันที รั้วป้องกันถูกโจมตีทลาย เฉียวรุ่ยที่อยู่ด้านในพลิกลอยออกไป
“อ๊ะ...” เฉียวรุ่ยร้องใคำหนึ่ง ร่างปลิวถอยหลังออกไป
“เฉียวรุ่ย...” หลันอวี่ิร้องเรียกคำหนึ่งก่อนทะยานร่างวิ่งเข้าไป กลับเห็นเงาร่างหนึ่งร่วงลงมาจากฟ้า ชิงก่อนหนึ่งก้าวรับเฉียวรุ่ยไว้
“พรวด...” เฉียวรุ่ยอ้าปากพ่นเืคำโตออกมา เดิมคิดว่าตนคงกระแทกพื้นอย่างหนักหน่วง กลับคิดไม่ถึงว่าจะร่วงหล่นลงในอ้อมแขนอบอุ่นคู่นี้
เฉียวรุ่ยได้กลิ่นอันคุ้ยเคยในอ้อมแขนของบุรุษก็ยกมุมปากอย่างตื่นเต้น ผินหน้าไปเห็นใบหน้าหล่อเหลาดูบึ้งตึง
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยมองคนรัก เอ่ยขึ้นเสียงเบา บนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี
“อืม!” สายตาหลิ่วเทียนฉีมองคนในอ้อมแขนเรียบเฉยทีหนึ่ง จากนั้นทยอยจับจ้องร่างสี่คนที่เหลือ
หลิ่วเทียนฉีมองหลันอวี่ิที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วยกมุมปาก “ศิษย์พี่หลัน นี่ไม่ใช่เื่ของท่าน ท่านไปเถิด!”
“ข้า...” หลันอวี่ิได้ยินก็ลูบจมูก ในใจคิด ‘ทำไมหลิ่วเทียนฉีมาได้พอดีปานนี้นะ? เมื่อครู่ไม่เห็นเงาร่างของอีกฝ่ายเลย? อีกฝ่ายอำพรางกายอยู่แล้วหรือ?’
“ใช่ ท่านบอกว่าแค่ผ่านมาไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นท่านก็ไปได้แล้ว” เย่เฟยเสวี่ยมองพระเอก เอ่ยอย่างไม่เกรงใจ
หลันอวี่ิเป็ผู้ฝึกกระบี่ มีเขาอยู่ที่นี่ขัดมือขัดเท้าไม่สะดวกนัก! อีกอย่าง สามต่อสามกับสามต่อสองย่อมไม่เหมือนกัน ตัดหลันอวี่ิออกไป เฉียวรุ่ยกับหลิ่วเทียนฉียิ่งจัดการง่ายแน่
“ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน!” พระเอกเห็นทั้งสองฝ่ายตั้งท่าง้างศรชักกระบี่ เขาก็ไม่โง่รั้งอยู่ลงน้ำขุ่นต่อ จึงมองเฉียวรุ่ยที่ได้รับาเ็ทีหนึ่งก่อนขี่กระบี่จากไป
พอพระเอกไปแล้ว สายตาของหลิ่วเทียนฉีหันมาจับจ้องอยู่บนร่างเย่เฟยเสวี่ยทันที
“เย่เฟยเสวี่ย หนี้ครั้งก่อนที่เ้าลอบโจมตีเสี่ยวรุ่ย ข้ายังไม่คิดบัญชีกับเ้าเลย! คิดไม่ถึง เ้ายังกล้าโผล่มาอีก!” พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของหลิ่วเทียนฉีคล้ำเขียว ดวงตาเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารล้นปรี่
“หลิ่วเทียนฉี อย่ามาพูดถ้อยคำรักลึกซึ้งนัก พูดให้ดี เ้าเองก็มาเพื่อไข่มุกิญญาวารีในมือเฉียวรุ่ยมิใช่หรือไง? วันนี้ข้าจะให้โอกาสเ้าสักครั้ง ขอเพียงส่งไข่มุกิญญาวารีมา พวกเราจะไม่สร้างความลำบากให้พวกเ้าอีก ต่างคนต่างเดิน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน เ้าคิดว่าเป็อย่างไร?” การปรากฏตัวของหลิ่วเทียนฉีทำให้เย่เฟยเสวี่ยรู้สึกท่าไม่ดีเล็กน้อย เฉียวรุ่ยคนเดียวยังจัดการง่ายอยู่ แต่เพิ่มหลิ่วเทียนฉีมาย่อมจัดการไม่ง่ายนัก
“ไม่ จะทำไม!” พูดจบ เงาร่างหลิ่วเทียนฉีไหววูบ ัวารีตัวหนึ่งผุดขึ้นกลางอากาศอยู่เื้ัเขา
“ไป!” หลิ่วเทียนฉีตวาดคำหนึ่ง ชูยันต์วิเศษห้าแผ่นขึ้น เหวี่ยงไปหาัวารีของตน
ร่างัวารีที่อยู่กลางอากาศฉาบแสงรัศมีสีน้ำเงินชั้นหนึ่งในทันที จากนั้น ัวารีเปลี่ยนเป็ัน้ำแข็ง กู่ร้องเข้าใส่เย่เฟยเสวี่ย
“เฟยเสวี่ยระวัง!” ผู้ฝึกกระบี่ทั้งสองะโลั่น รีบร้อนเข้ามาช่วยเย่เฟยเสวี่ยขวางการโจมตี
“อาการาเ็เป็อย่างไรบ้าง?” หลิ่วเทียนฉีก้มหน้ามองคนในอ้อมแขน ถามเสียงแ่เบา แววตามีแต่ความเป็ห่วง
“ไม่เป็ไร แค่ถูกกระแทกนิดหน่อย!” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะบอก
แม้การโจมตีของอีกฝ่ายจะรุนแรงอย่างยิ่ง แต่มีรั้วป้องกันขวางการโจมตีส่วนหนึ่งไว้ และยังมียันต์ป้องกันสิบสองแผ่นขวางการโจมตีไว้อีกส่วนหนึ่งอีก ดังนั้น การโจมตีที่ทำร้ายเขาจริงๆ ถึงมีไม่มาก เพียงแต่พลังของการโจมตีสายนั้นแข็งแกร่งเกินไปแล้ว เขาถึงไม่มีช่องว่างให้โจมตีกลับ ปลิวลอยออกไปอย่างรวดเร็ว
“อยู่ด้านข้าง รอข้านะ!” หลิ่วเทียนฉียกมือขึ้นเช็ดเืที่มุมปากคนรักเบาๆ ให้เฉียวรุ่ยถอยออกไปก่อน
“อืม!” เฉียวรุ่ยรู้ว่าคนรักไม่ยินดีให้ตนร่วมศึกจึงไม่ได้อวดเก่ง เขาเปิดถุงเลี้ยงอสูร ปล่อยจิ้งจอกน้อยของตนออกมา
“จินเยี่ยน ไปจัดการผู้หญิงคนนั้นเสีย!” ยัยหนูน่าชัง ถึงกับแค้นปานนั้น เอาการโจมตีที่แข็งแกร่งมาจัดการตน
“ไอ้หนู ในที่สุดก็ใช้ข้าแล้วหรือ?” จิ้งจอกน้อยเบะปาก หันหัววิ่งเข้าหาเย่เฟยเสว่ยที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“เฮอะ!” เห็นเฉียวรุ่ยถึงกับปล่อยจิ้งจอกแดงตัวน้อยที่ตัวเล็กยิ่งกว่าแมวตัวหนึ่งออกมาจัดการตน เย่เฟยเสวี่ยแค่นเสียงดูแคลน โยนยันต์วิเศษปึกหนึ่งออกมาจัดการจิ้งจอกนั่นทันที
“ตูม...”
เสียงะเิดังขึ้นตรงนั้นตรงนี้อย่างต่อเนื่อง กระทั่งฝุ่นควันสลาย เย่เฟยเสวี่ยถึงค้นพบอย่างประหลาดใจ จิ้งจอกตัวนั้นหายไปแล้ว
“เป็ไปได้อย่างไร?” เห็นจิ้งจอกแดงไม่ได้รับาเ็ ทั้งยังไม่ตายแต่หายไปอีก นางตื่นตะลึงอย่างหนัก
‘ยัยหนู!’ ร่างกายของจินเยี่ยนปรากฏด้านหลังเย่เฟยเสวี่ยก่อนขยายพรวดห้าเท่า ตัวโตขึ้นสูงหนึ่งเมตรกว่า หางสีแดงเพลิงทั้งสี่โจมตีเข้าใส่นาง
ฉับพลัน รู้สึกถึงสายลมไม่เป็มิตรวูบหนึ่งอยู่เื้ั เย่เฟยเสวี่ยรีบหมุนตัวหลบไปมอง กลับพบอย่างน่าตะลึง จิ้งจอกขนาดเท่าสองฝ่ามือก่อนหน้านี้ เวลานี้สูงเท่าคนผู้หนึ่งและยังงอกหางหนาแข็งแรงทั้งสี่หางออกมาอีก
“เ้า เ้าเป็สัตว์ประหลาดอะไรกัน?” เย่เฟยเสวี่ยเห็นจิ้งจอกหน้าตาประหลาดก็ส่งเสียงร้องใ
จินเยี่ยนแค่นเสียงเ็าทีหนึ่ง สะบัดหางทั้งสี่ฟาดเข้าใส่สาวน้อย
“กรี๊ด...” เย่เฟยเสวี่ยหลบช้าไปเพียงนิด บนแขนรู้สึกเ็ปแสบร้อนจึงก้มศีรษะมองทีหนึ่ง เห็นว่าถูกฟาดเป็แผลสีเืยาวหนึ่งฝ่ามือ เืกำลังซึมออกมา
“เ้าจิ้งจอกน่าตาย!” เย่เฟยเสวี่ยตวาดเสียงดัง ชูยันต์วิเศษกำหนึ่งขึ้น ขว้างเข้าใส่จินเยี่ยน
ผู้ฝึกกระบี่สองคนที่อยู่ด้านข้างกำลังรับมือัน้ำแข็งของหลิ่วเทียนฉี ัน้ำแข็งตัวนี้ไม่ใช่ัวารี เกล็ดแต่ละเกล็ด เขา กรงเล็บัและหางแต่ละหางบนร่างล้วนแข็งแกร่งทั้งยังแหลมคมยิ่งนัก กรีดศัตรูาเ็ได้ทันที ไหนจะบินไปบินมาทำให้จับไม่ง่ายอีก
แม้พวกเขาจะมีพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย แต่การจัดการกับัน้ำแข็งมหึมายาวสามเมตรกว่าตัวหนึ่งทำให้ต่องต่อสู้อย่างระวังขึ้นถึงสิบสองส่วน
ระหว่างที่ฝ่ามือหลิ่วเทียนฉีขยับขึ้นลง ลูกบอลวารีใสแวววาวลูกหนึ่งก็ดีดออกมาจากปลายนิ้ว ลอยอยู่ตรงหน้าเขา หลังขยับขึ้นลงอีกสิบหนจึงปรากฏลูกบอลวารีเป็สิบลูก
สองมือหมุนทีหนึ่ง ยันต์วิเศษกลางฝ่ามือของหลิ่วเทียนฉีกับลูกบอลวารีน้อยสิบลูกผสานเข้าหากันอย่างเป็ธรรมชาติ กลายเป็ลูกบอลวารีขนาดใหญ่ เขาสะบัดยันต์วิเศษออกมาสองใบ ระหว่างที่เคลื่อนวนอยู่ ลูกบอลวารีแปรเปลี่ยนเป็ลูกบอลน้ำแข็งในทันที เขาใช้วิธีเดียวกัน สร้างลูกบอลน้ำแข็งออกมาติดกันถึงสี่ลูก
ร่างเขาลอยขึ้น ก่อนยิงลูกบอลน้ำแข็งสี่ลูกเข้าใส่ผู้ฝึกกระบี่ทั้งสองคน
“อ๊ะ...”
ผู้ฝึกกระบี่เห็นลูกบอลน้ำแข็งร่วงลงจากฟ้าพลันร้องใ รีบสะบัดกระบี่ไปฟันลูกบอลน้ำแข็งที่บินเข้ามา
“เปรี้ยง เปรี้ยงๆๆ...”
ลูกบอลน้ำแข็งสี่ลูกะเิติดต่อกัน พร้อมกันนั้นกลับดึงให้ัน้ำแข็งะเิตามไปด้วย เสียงะเิดังสนั่นทั่วผืนฟ้าปฐี แผ่นดินทั้งหมดสั่นไหวอยู่เนิ่นนาน
“ศิษย์พี่จาง! ศิษย์พี่ต่ง!” เย่เฟยเสวี่ยได้ยินเสียงะเิก็หันกลับไปมองทีหนึ่ง เห็นผู้ฝึกกระบี่ทั้งสองถูกหลิ่วเทียนฉีะเิตายไปเสียแล้ว
“หลิ่วเทียนฉี เ้าสารเลวหน้าเนื้อใจเสือ!” เย่เฟยเสวี่ยมองหลิ่วเทียนฉีที่เสื้อผ้าหน้าผมยังคงเรียบร้อยก่อนตวาดลั่น
“เฮอะ แค่คนตามจีบสองคนที่สหายผู้ฝึกตนเย่ไม่เห็นค่านี่!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางยกมุมปากเ็า ใบหน้าเดิมที่สง่าสุขุม เวลานี้กลับบิดเบี้ยวคล้ายปีศาจร้ายจากนรก
“เ้า เ้า...” ไม่ผิดนัก เย่เฟยเสวี่ยไม่เห็นค่าพวกเขาจริง แต่อย่างไร ผู้ฝึกกระบี่สองคนนั้นก็เป็ศิษย์ของบิดาตน เป็ศิษย์พี่ที่เติบโตมาด้วยกันเชียวนะ!
“จินเยี่ยน เลิกเล่นกับนางได้แล้ว บนร่างนางไม่มียันต์คุ้มกาย สังหารนางเสีย!” หลิ่วเทียนฉีมองจิ้งจอกน้อยพลางบอกเสียงเ็า
ยัยหนูคนนี้ ใจกล้ารังแกเสี่ยวรุ่ยของตนครั้งแล้วครั้วเล่า สมควรตายยิ่งนัก
‘เฮอะ เ้าหนูหน้าขาว เ้านี่เหี้ยมจริงนะ!’
‘คนที่จะสังหารเ้านายของเ้า ไม่สมควรตายหรือ?’
‘นั่นก็ใช่!’ คำนี้จินเยี่ยนเห็นด้วย เพราะอย่างนั้นเมื่อหยอกล้อเสร็จ จินเยี่ยนก็ลอยขึ้นกลางอากาศ หางทั้งสี่งอกยาวขึ้นสามเมตรกว่าประหนึ่งเถาวัลย์รัดร่างของเย่เฟยเสวี่ยไว้ทันที
“อ๊าก เ้า เ้าจิ้งจอกเหม็น!” เย่เฟยเสวี่ยเอายันต์วิเศษออกมา คิดจะลงมือโจมตีอีก แต่จินเยี่ยนไม่ให้โอกาสนาง หางทั้งสี่ผุดเปลวเพลิงสีแดง เผานางเป็ขี้เถ้าปลิวไปโดยพลัน
หลิ่วเทียนฉีดึงแหวนมิติของทั้งสามคนออกมาก่อนอุ้มจินเยี่ยนกลับ พาเฉียวรุ่ยออกจากที่แห่งนี้
“เทียนฉี กินโอสถฟื้นพลังทิพย์เม็ดหนึ่งเถอะ!” เฉียวรุ่ยเอาโอสถออกมา รีบร้อนป้อนให้คนรัก
เฉียวรุ่ยรู้ คนรักสู้โดยใช้กระบวนท่าใหญ่ และยังใช้ยันต์วิเศษมากปานนั้นต้องผลาญพลังทิพย์ไปไม่น้อยแน่
“อืม!” หลิ่วเทียนฉีอ้าปากกลืนโอสถลงไป “เ้าเล่า? กินโอสถรักษาอาการาเ็แล้วใช่ไหม?”
“อืม กินแล้ว!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าตอบกลับ
