หล่อนต้องมีความสุขอยู่แล้ว ขายเสื้อแค่ตัวเดียว แต่ได้กำไรมาตั้งสามหยวน
ฮั่วเสี่ยวเหวินเถียงสู้จางเจียิไม่ได้ เมื่อรับเสื้อจากสตรีคนนั้นมาแล้วก็รีบลากจางเจียิเดินออกมาทันที
“พี่เจียิ พวกเรารีบไปกันเถอะ ระวังอย่าให้ถูกขโมยเงินได้” ตอนที่จางเจียินำเงินออกมาเมื่อครู่ ฮั่วเสี่ยวเหวินสังเกตเห็นว่ามีคนค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้เหมือนตั้งใจแต่ก็ไม่ได้ตั้งใจ
ด้วยเหตุนี้จึงได้พยายามรีบลากจางเจียิออกมา แต่ใครจะไปรู้ว่าจางเจียิจะดื้อรั้นมาก ดึงดันจะซื้อเสื้อให้ได้
ได้ยินฮั่วเสี่ยวเหวินเอ่ยเตือนดังนั้น จางเจียิจึงเพิ่งตระหนักรู้บางอย่างได้ว่า…อย่าเปิดเผยทรัพย์สินให้ใครรู้
ตอนแรกจางเจียินำเงินแอบไว้ในเสื้อผ้าชั้นในด้วยความระมัดระวัง แต่ต่อมารู้สึกโมโหที่ถูกสตรีคนนั้นดูถูกจึงนำเงินออกมาทันที
ทั้งสองเดินไปได้สักพัก ฮั่วเสี่ยวเหวินหันหลังกลับไปมองด้านหลัง และพบว่าคนที่ตามมาได้หายไปแล้ว เธอรู้สึกโล่งใจ นี่คือ ‘เงินเลี้ยงชีพ’ ของพวกเธอสองคน ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามให้ถูกขโมยไปได้โดยเด็ดขาด
เมื่อเดินออกจากตลาดนัดมา ก็มีผู้คนที่อยู่บนท้องถนนไม่มากนัก จางเจียิรีบให้ฮั่วเสี่ยวเหวินใส่เสื้อนวมขนแกะด้วยความตื่นเต้น เขามีท่าทางดีใจเสียยิ่งกว่าตัวเองซื้อเสื้อผ้าใหม่เสียอีก
ฮั่วเสี่ยวเหวินสวมเสื้อนวมขนแกะทับเสื้อเก่าทันทีเธอห่อตัวเองกลายเป็บ๊ะจ่าง
ต้องกล่าวเลยว่าเมื่อสวมเสื้อนวมขนแกะแล้วก็รู้สึกทั้งอุ่นทั้งสบายตัวและทั้งนุ่ม ฮั่วเสี่ยวเหวินพยักหน้าอย่างมีความสุข “เสื้ออุ่นมาก หากพี่เจียิมีสักตัวก็คงดี”
จางเจียิไม่ได้ตอบอะไร เสื้อแพงขนาดนี้ เขาทำใจซื้อไม่ลง
“เฮ้ย ฉันจำเธอได้ เธอมาจากหมู่บ้านตระกูลหลี่ใช่ไหม!” ด้านหลังมีชายคนหนึ่งตามทั้งสองมาั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขามีรูปร่างผอมแห้ง มาจากหมู่บ้านที่ไม่ได้เจริญมั่งคั่ง
ชายคนนี้มีฝีเท้าที่เบามาก เขามาด้านหลังทั้งสองคนแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงจนฮั่วเสี่ยวเหวินสะดุ้งใ เมื่อเห็นหน้าของอีกฝ่ายแล้วเธอจึงรีบตอบกลับว่า “ไม่ใช่”
ชายคนนี้ไม่ยี่หระ เริ่มชวนทั้งสองคนพูดคุย เขาคุยว่าปีนี้ผลการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีไม่ค่อยดี และราคาหมูแพงกว่าปีที่แล้วมากพาให้ลำบากไปหมด
จางเจียิไม่ใช่เกษตรกร ทั้งยังไม่ได้เลี้ยงหมู ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี จึงเอาแต่พยักหน้าตอบแบบขอไปที
“น้องชาย จะบอกอะไรให้นะ เสื้อกันหนาวที่เธอซื้อมาเมื่อครู่สามารถซื้อได้ในราคาแค่สองหยวนเท่านั้น” จู่ๆ หัวข้อบทสนทนาก็เปลี่ยนมาเป็เื่เสื้อหนาวที่ฮั่วเสี่ยวเหวินใส่อยู่
ฮั่วเสี่ยวเหวินใ คิดในใจว่าเขารู้ราคาเสื้อตัวนี้ได้อย่างไร?
“สองหยวน?” จางเจียิโมโห ไม่นึกว่าตัวเองจะถูกหลอกเอาเงินไปเยอะขนาดนี้ เขามีความรู้สึกอยากจะเอาเสื้อตัวนี้ไปคืนสตรีคนนั้นทันที
“ใช่ ต่อไปต้องระวังให้มาก สมัยนี้มีพวกคนโลภเต็มไปหมด” ชายคนนี้แสร้งทำเหมือนคนไม่มีพิษไม่มีภัย จางเจียิรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของอีกฝ่ายมาก หลายปีมานี้น้อยคนนักที่จะเป็ห่วงเขาเช่นนี้
“ขอบคุณคุณอาที่เตือนครับ” ท่าทีจริงจังของจางเจียิทำให้ชายร่างผอมอดหัวเราะไม่ได้
“น้องชายเป็คนที่ไหนงั้นหรือ? ฉันเอาแต่รู้สึกว่าเธอนั้นหน้าคุ้นๆ ต้องเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนแน่ๆ” ชายคนนี้เริ่มชวนคุยไปเรื่อย จางเจียิตอบกลับเขาอย่างจริงใจ
ฮั่วเสี่ยวเหวินรับรู้ถึงความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว เป็แค่คนผ่านทางที่พบกันโดยบังเอิญ เหตุใดจึงเอาแต่ถามถึงสถานการณ์ภายในครอบครัวของจางเจียิไม่หยุด
อีกทั้งชายคนนี้ยังเห็นจางเจียิซื้อเสื้อ เช่นนั้น…
ฮั่วเสี่ยวเหวินนึกถึงความเป็ไปได้ที่เลวร้ายที่สุด อีกฝ่ายทั้งเห็นจางเจียิพกเงิน ทั้งไล่ตามมาถามถึงครอบครัวของเขา คงไม่ได้คิดจะปล้นกระมัง?
“พี่เจียิ ฉันอยากไปบ้านคุณลุง” คำพูดที่โพล่งออกมาอย่างฉับพลันของฮั่วเสี่ยวเหวินทำให้จางเจียินิ่งค้าง
“เพราะเหตุใด พวกเราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือว่าจะกลับบ้านด้วยกัน?” จางเจียิถามกลับ ไปบ้านคุณลุงของเธอ? เขาเห็นั้แ่ครั้งก่อนแล้วว่าคุณลุงของเธอเป็คนเด็ดขาด หากเธอไปหาคงไม่ได้กลับมาอีกแล้ว
“ป้าสะใภ้บอกให้ไปหาหล่อนเมื่อเจอปัญหาไม่ใช่หรือ? ในเมื่อร้านเสบียงไม่ขายของให้พวกเรา งั้นฉันจะไปขอให้คุณลุงช่วยทวงความยุติธรรมให้” ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดไปก็แอบมองสีหน้าของชายคนนั้นไปด้วย
เป็ไปตามที่เธอคาด ชายคนนั้นมีสีหน้าไม่เป็ธรรมชาติขึ้นมาทันที เขายิ้มแห้งพลางถามว่า “น้องสาว คุณลุงของเธอทำงานที่ไหน? กล้าแตะต้องแม้แต่คนของภาครัฐเชียวหรือ”
ชายร่างผอมมาจากหมู่บ้านข้างเคียง ย่อมไม่รู้เื่ที่เกิดขึ้นที่บ้านของฮั่วเสี่ยวเหวิน เขานั้นเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาตอนที่เห็นจางเจียิควักเงินกำใหญ่ออกมาระหว่างเดินตลาดนัด
จากนั้นจึงแอบตามมาตีสนิท อยากสืบเื่ครอบครัวของจางเจียิให้กระจ่างดูก่อน ดูว่ามีผู้ปกครองมารับหรือไม่ หากไม่มีจะได้ชิงเงินระหว่างทาง
จางเจียิอยู่แบบอดมื้อกินมื้อมาั้แ่เด็ก ทั้งที่อายุสิบหกแล้วแต่มีรูปร่างไม่ต่างกับเด็กสิบสองสิบสาม ดังนั้นชายคนนี้จึงไม่เห็นทั้งสองอยู่ในสายตา
“คุณลุงของฉันเป็ทหาร จำไม่ได้แล้วว่าตำแหน่งอะไร แต่ได้ยินคนในหมู่บ้านบอกว่าตำแหน่งค่อนข้างใหญ่ มีทหารใต้อาณัติหลายพันนาย” ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกหวาดกลัวจึงพยายามพูดให้ตำแหน่งของคุณลุงใหญ่โตเกินจริง
คำพูดนี้ฟังดูเกินจริงไปหน่อย หากพิจารณาอย่างละเอียดจะรู้ว่าเธอกำลังพูดเพื่อขู่ขวัญ
แต่ใครจะไปรู้ว่าชายคนนี้จะใจฝ่อั้แ่ได้ยินคำว่า ‘คุณลุงของฉันเป็ทหาร’ แล้ว เขาไม่มีอารมณ์มาพูดคุยต่อ พูดเพียงแค่ว่า “ฉันยังมีธุระที่จะต้องไปจัดการ ขอตัวก่อน”
หลังจากชายคนนี้จากไป ฮั่วเสี่ยวเหวินผู้มีมันสมองของคนจากศตวรรษที่ 21 ก็รู้สึกภูมิใจกับความฉลาดของตัวเองไม่หยุด แต่จางเจียิกลับไม่รู้ว่าสองคนนี้กำลังประลองไหวพริบกัน
“ได้ เธอไปบ้านคุณลุงของเธอเถอะ! พี่กลับบ้านล่ะ” จางเจียิออกเดินต่อไปยังหมู่บ้านพร้อมกับทำปากมุ่ย เห็นชัดว่าไม่พอใจมาก ในเมื่อฮั่วเสี่ยวเหวินจะไปบ้านคุณลุง เขาก็ทำอะไรไม่ได้
“พี่เจียิ อย่าเป็เช่นนี้สิ” ฮั่วเสี่ยวเหวินดึงให้จางเจียิหยุดเดิน
“เธอจะไปไม่ใช่หรือ? งั้นก็ไปเลย!” จางเจียิพูดโดยไม่หันกลับมามอง น้ำเสียงมีความสะอื้น ฟังออกทันทีว่าเขากำลังร้องไห้อยู่
“พี่เจียิ พี่ฟังฉันก่อน ฉันบอกว่าจะไปบ้านคุณลุงก็เพื่อหลอกผู้ชายคนนั้น”
“อะไรนะ?” จางเจียิหันกลับมา ใบหน้าของเขามีน้ำตาที่กำลังไหลลงมาข้างแก้ม
ฮั่วเสี่ยวเหวินเขย่งปลายเท้าใช้แขนเสื้อช่วยเช็ดน้ำตาให้กับเขา ขณะเดียวกันก็พูดข้อสงสัยของตัวเองให้ฟัง
เมื่อเธอพูดจบ จางเจียิก็ตัวสั่นเทิ้ม “มิน่าเล่า เขาถึงได้จากไปทันทีที่เธอบอกว่าจะไปบ้านคุณลุง”
ท่ามกลางชีวิตอันอดอยาก จางเจียิมองว่าตัวเองเป็ ‘ผู้ใหญ่’ มาโดยตลอด เขารู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว แต่เมื่อมาอยู่กับฮั่วเสี่ยวเหวิน เขากลับยิ่งรู้สึกว่าตัวเองนั้นยังไม่ได้เป็ผู้ใหญ่อย่างที่เคยคิด
“ฮั่วเสี่ยวเหวิน เธออย่าจากไปไหนได้หรือไม่? พี่อยากให้เธออยู่พี่ตลอดไป” จู่ๆ จางเจียิก็สวมกอดฮั่วเสี่ยวเหวิน กอดแน่นประหนึ่งว่าหากปล่อยไปแล้วอีกฝ่ายจะหายไปตลอดกาล
“คนโง่ ฉันจะทิ้งพี่ได้อย่างไร?” ฮั่วเสี่ยวเหวินกอดเขาแน่นเช่นกัน เธอเองก็ไม่อยากแยกจากกับเขา หากไม่มีจางเจียิแล้วจะมีใครบนโลกนี้ที่ห่วงใยเธออีกหรือ?
“พวกเรากลับบ้านกันเถอะ พรุ่งนี้พวกเราไปหาคุณอาต้ากั๋ว ขอให้เขาช่วยซื้อเสบียงให้” ได้ยินดังนี้จางเจียิจึงยอมปล่อยตัวเธอ เขาพยักหน้าอย่างจริงจังแล้วพากันเดินกลับหมู่บ้าน
