เตียงปูด้วยผ้าไหมแท้เต็มผืน ้ายังปักลายหงส์อย่างประณีต
ดูแล้วช่างหรูหราไม่เบา
บนเตียงมีเด็กสาวคนหนึ่งนอนอยู่
เด็กสาวนางนี้ก็คือองค์หญิงอีเหริน
เรือนผมเงางามขององค์หญิงในวันนี้ไม่มีเครื่องประดับราคาแพงลิบลิ่วแม้สักชิ้น ทว่าดวงตาทั้งสองยังคงปิดสนิท ร่างกายแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อน
ข้างกายยังมีทารกน้อยร้องไห้งอแง
เสียงร้องของทารกน้อยเริ่มอ่อนแรง
ราวกับว่าเขาเริ่มจะหมดแรงแล้ว
ฮองเฮาจ้าวเห็นเช่นนั้นก็ใ รีบให้คนไปเชิญท่านหมอ และทูลตามฝ่าามาที่นี่
เมื่อนางมองพระธิดาที่หลับตานิ่งบนเตียง ความรู้สึกนับร้อยนับพันก็ถาโถมเข้ามาในใจ
เด็กสาวตรงหน้านี้หน้าตาเหมือนนางราวกับพิมพ์เดียว รูปลักษณ์เหมือนกันจนกระทั่งคนที่เคยพบนางในวัยเยาว์อย่างไรก็จะต้องดูออกว่าเด็กสาวคนนี้คือบุตรสาวของนาง
ส่วนเื่นิสัย จะว่าไปแล้วก็คล้ายคลึงอยู่เช่นกัน
ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร
ทว่านางกลับรู้สึกว่ายิ่งนานวันบุตรสาวของตนก็ยิ่งเหมือนกับคนแปลกหน้า
แม้ว่านางจะคอยติดตามการเติบโตของพระธิดาอยู่ทุกวันทุกคืน ทว่าก็ยังรู้สึกว่าไม่คุ้นเคยกับนางอยู่ดี
เสียงทารกร้องไห้ค่อยๆ เบาลง
เมื่อฮ่องเต้เวินเสด็จมาถึง องค์ชายน้อยหลี่ผิงอันก็ถูกอุ้มขึ้นมาแล้ว
ฮองเฮาจ้าวยามนี้นั่งอยู่ด้านข้าง ร่ำไห้อยู่เงียบๆ
หยาดน้ำตารินไหลราวกับสายฝน เม็ดแล้วเม็ดเล่าต่อกันไม่ขาดสาย
ส่วนฮ่องเต้เวินกลับไม่ได้สังเกตเห็นว่า ฮองเฮากำลังร่ำไห้หนักถึงเพียงนั้น
ได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นถามหมอหลวง
“อีเหรินเป็อันใดไป”
เหล่าหมอหลวงสี่ห้าคนที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันคุกเข่าลง ไม่รู้จะทูลว่าอย่างไร
พวกเขาก็ไม่อาจวินิจฉัยได้เช่นกันว่านางเป็อะไร องค์หญิงอีปกติแล้วแต่ละสัปดาห์ก็ต้องเชิญหมอหลวงมาจับชีพจรอยู่ตลอด ร่างกายก็นับว่าไม่มีปัญหาอะไร ออกจะแข็งแรงมากเสียด้วยซ้ำ
มีเพียงองค์ชายน้อยเท่านั้นที่ร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ
ทว่าองค์หญิงกลับหมดสติอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไม่ว่าจะปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น
ทว่าในวังหลวงแห่งนี้พวกเขาในฐานะหมอหลวง นอกจากจะรักษาไม่ได้แล้ว หากยังพูดจาเช่นนี้ก็ราวกับว่าไม่อยากจะมีชีวิตยืนยาวแล้วชัดๆ เช่นนั้นจึงได้แต่พากันคุกเข่าลงตามๆ กัน
“คุกเข่ากันเข้าไป รู้จักกันแต่คุกเข่า ปัญหาก็แก้ไม่ได้สักอย่าง พวกเ้านี่เก่งกาจกว่าข้าจริงๆ เพียงคุกเข่าก็แก้ปัญหาได้แล้ว”
เมื่อฮ่องเต้มองเหล่าคนที่นั่งเรียงแถวก้มหน้าก้มตากันอยู่ ก็มีโทสะจนต้องปรามาสไปสักคำรบ
ทว่าก็ยังคงเป็เช่นนี้ องค์หญิงยังคงสลบไสลไม่ได้สติ ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นแม้แต่น้อย
ท่านราชครูน้อยจ้งเยียนก็ถูกตามตัวให้มาที่นี่ด้วยเช่นกัน
เื่ความเคร่งครัดของราชครูไม่ต้องกล่าวถึง ความสามารถในการคำนวณ และการทำนายของเขาก็ไม่อาจรักษาโรคได้
ยิ่งกว่านั้นการเล่าเรียนของราชครูน้อยโดยส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็เื่ผิวเผินที่เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จึงแทบจะไม่มีความสามารถอันใด
ทว่าเมื่อเขามององค์หญิงน้อยผู้แสนร่าเริงตรงหน้าที่ยามนี้ได้แต่นอนนิ่งไม่ไหวติงพร้อมใบหน้าซีดขาว ดวงใจของเขาก็ราวกับถูกบีบรัด แม้หลังจากคราวนั้นที่พวกเขาปะทะคารมกันแล้วก็ยังไม่ได้คืนดีกัน อีกทั้งองค์หญิงก็ไม่ได้เสด็จมาหาเขาอีก ทว่าเขาก็ไม่เคยคาดคิดว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนเป็เช่นนี้
ใบหน้าของจ้งเยียนก็ซีดขาวลงเช่นกัน ก่อนที่จะปลุกใจตัวเองให้กล่าวขึ้น “ไม่สู้ฝ่าาไปเชิญท่านอาจารย์ของข้ามาดีกว่า ไม่แน่ว่าเขาอาจมีวิธีพ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาจ้าวได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกว่าร่างกายของตนแข็งเกร็งขึ้นมา มือที่กุมมือของพระธิดาน้อยไว้เผลอออกแรงโดยไม่รู้ตัว
……
หลังจากผ่านการออกกำลังกายยามเช้าแล้วต่อด้วยมื้อเช้า ก็อาบน้ำแต่งกายกันเรียบร้อย ในที่สุดก็ถึงเวลาที่บัณฑิตทุกคนจะได้เข้าเรียนในห้องเรียนของสำนักเชินเป็ครั้งแรก
ในเวลาเดียวกันยังมีบัณฑิตจากครอบครัวสวี ที่ยามนี้ร้องไห้จนตาบวมเป็ลูกมะนาวถูกส่งตัวกลับมา
ในคาบแรก ท่านอาจารย์ที่เดินเข้ามาในชั้นเรียนก็ยังคงเป็ท่านอาจารย์ประจำชั้นจวี และท่านอาจารย์อีกสองคน
“พวกเ้าเหล่าบัณฑิตชั้นเรียนเตรียมความพร้อมมีเวลาหนึ่งปี หลังจากหนึ่งปีจะมีการสอบ หากพวกเ้าสอบผ่านก็จะได้เป็ลูกศิษย์ของสำนักเชินอย่างเป็ทางการ หากสอบไม่ผ่านละก็ เตรียมเก็บของกลับบ้านไปเสีย แม้ว่าพวกเ้าโดยส่วนใหญ่คงจะมีโอกาสอยู่ด้วยกันเพียงแค่หนึ่งปี ทว่าทุกคนก็ยังต้องแนะนำตัวกันสักหน่อย”
ท่านอาจารย์จวีเมื่อกล่าวจบ ก็ชี้ไปที่คนแรกของแถวที่หนึ่งให้เป็คนเริ่มก่อน
ความจริงแล้วเขาไม่ได้อยากจะรับผิดชอบชั้นเรียนเตรียมความพร้อมนี้แม้แต่น้อย แต่คงเป็เพราะเขาซื่อตรงเกินไป ได้เคยล่วงเกินคนอื่นมามาก จึงได้ถูกยัดเยียดชั้นเรียนนี้มาให้จัดการ
ชั้นเรียนเตรียมความพร้อมมีบัณฑิตมากมาย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ก็ล้วนมี เช่นนั้นอายุของเด็กในชั้นเรียนจึงค่อนข้างต่างกันมาก
บัณฑิตที่ท่านอาจารย์จวีสุ่มเลือกนั่งอยู่ทางแถวแรกสุดของฝั่งซ้าย แม้จะสวมเครื่องแบบเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่บนอกกลับมีจี้หยกอันโตห้อยอยู่ แค่มองก็รู้ว่าสถานะทางบ้านต้องไม่เลวเป็แน่
บัณฑิตคนแรกค่อยๆ ก้าวออกมายืนหน้าชั้น ท่าทางแฝงแววประหม่า ไม่รู้จะกล่าวอันใด
“ข้ามีนามว่าหลิวช่างเชอ ข้า...ท่านพ่อของข้าคือขุนนางในกรมขุนนาง”
เมื่อกล่าวจบใบหน้านั้นก็แดงซ่าน ก่อนกลับไปนั่งลงที่เดิม
เฉินโย่วไม่เข้าใจว่ากรมขุนนางคืออันใดกัน จึงได้หันไปมองพี่ชายที่นั่งอยู่ด้านข้าง
อาลู่อธิบายให้นางฟัง “กรมขุนนางมีอำนาจมาก ก็เหมือนกับคนที่ดูแลคนอื่นบนูเา มีอำนาจตัดสินขุนนางระดับกลางว่าจะไปรับตำแหน่งที่ใด จะถูกปลดหรือจะอยู่ต่อ”
ต่อมาก็มีอีกสองคนที่ออกไปหน้าชั้นเรียนเพื่อแนะนำตัว “ยินดีที่ได้รู้จักสหายร่วมชั้นทุกท่าน ข้าน้อยนามว่าหลงเชิงหั่ว ท่านปู่ของข้าเป็เสนาบดีดูแลสาแหรก……”
เหล่าบัณฑิตพากันส่งเสียงเซ็งแซ่
อาลู่ก็อธิบายเสียงเบาให้น้องสาวฟังต่อ “เสนาบดีดูแลสาแหรกมีหน้าที่ดูแลลำดับราชวงศ์ และนักพรตทั้งหลาย ตำแหน่งสูงส่ง ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้มาก”
“ผู้น้อยอู๋ต้าห้าว ท่านลุงของข้าคือขุนนางในกรมยุทธนาการ……”
“ข้ามีนามว่าเกาเฉิงชื่อ ท่านปู่ของข้าเป็ขุนนางกรมราชทัณฑ์ ท่านตาของข้าเป็ขุนนางดูแลทรัพย์สินบรรณาการ…”
แต่ละคนแนะนำตัวเองไปก็กลายเป็แนะนำตำแหน่งขุนนางกันไปโดยปริยาย
ท่านอาจารย์จวียิ่งฟังก็ยิ่งเคร่งขรึมขึ้น ส่วนท่านอาจารย์อีกสองท่านก็ได้แต่นั่งหน้าแดง ไม่รู้ว่าจะจัดการบัณฑิตกลุ่มนี้อย่างไรดี เหตุใดเด็กพวกนี้ถึงมารวมกันอยู่ในชั้นเรียนเตรียมความพร้อมได้เล่า
เฉินโย่วฟังไปก็ปวดเศียรเวียนเกล้า
ยังดีที่นางมีพี่ชายที่เก่งรอบด้านอย่างอาลู่คอยอธิบายให้นางฟังอยู่เสมอ
สุดท้ายเฉินโย่วจึงเข้าใจเื่เหล่านี้
“ข้ามีนามว่าจ้งหรู บิดาของข้าเป็ข้าหลวงประจำอำเภอิเหอ”
สำหรับท่านข้าหลวงประจำอำเภอ เฉินโย่วเคยพบหน้ามาก่อน เขาก็คือชายชราที่มาส่งจดหมายให้นางในครานั้น
“ข้ามีนามว่าหยินสง หยินที่แปลว่ายิ่งใหญ่ ข้าเป็คนแคว้นซี มาจากตระกูลหยินในแคว้นซี”
หยินสงเมื่อกล่าวจบก็หน้าแดง แพขนตายาวพร้อมดวงตาเป็ประกายจับจ้องไปที่เฉินโย่ว
เฉินโย่วไม่รู้ว่าตระกูลหยินเป็อย่างไร ทว่าฟังจากเสียงซุบซิบของสหายด้านข้างก็พอจะรู้ว่าตระกูลหยินเป็ตระกูลที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง
เมื่อถึงตาเ้าเด็กอ้วน
เ้าเด็กอ้วนเดินมาหยุดที่หน้าห้อง ท่าทางไม่ได้ดูกังวลแม้แต่น้อย แต่กลับดูดุดันอย่างยิ่ง เพียงวันเดียวนิสัยของเขาก็เปลี่ยนไปเป็อย่างมาก “ยินดีเป็อย่างยิ่งที่ได้รู้จักกับสหายทุกท่าน ข้ามีนามว่าถังซี ท่านพ่อของข้าไม่ได้ทำงานอะไร เพียงแต่ร่ำรวยมหาศาล”
ทั้งชั้นเรียนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พากันหัวเราะครืน
“ข้ามีนามว่าคูมู่ชุน มาจากแคว้นจิง บิดาของข้าคือคูมู่ฉางจวี” หลังจากเด็กชายตัวอ้วนแนะนำตัวจบ ก็มีเด็กหนุ่มร่างสูงชะลูดเดินออกมาหน้าชั้น น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเปี่ยมไปด้วยความหยิ่งยโส องคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าลุ่มลึก
เมื่อเขาแนะนำตัวจบ ทั้งชั้นเรียนก็พากันเงียบงัน
ทุกคนต่างก็พากันงงงวย ต่างก็ไม่มีใครรู้ว่าคูมู่ฉางจวีคือใครกัน
ทว่าคนที่เคยพบกับกองทัพจิงอย่างอาลู่ย่อมต้องรู้อย่างแน่นอน
คูมู่ฉางจวีคือแม่ทัพผู้เลื่องชื่อนายหนึ่ง แคว้นจิงไม่เหมือนกับแคว้นอื่น แคว้นอื่นๆ เคร่งครัดเื่ชนชั้น หากสามัญชนอยากจะเปลี่ยนเป็ชนชั้นสูงย่อมเป็ไปไม่ได้ ทว่าในแคว้นจิงสามารถใช้ผลงานด้านการศึกมาแลกบรรดาศักดิ์ได้ คูมู่ฉางจวีก็เป็เช่นนี้
เขาฆ่าคนมานับไม่ถ้วน อาศัยผลงานในการรบเปลี่ยนตนเองจากทาสขึ้นมาเป็ท่านโหวคนหนึ่ง
คูมู่ชุนเมื่อแนะนำตัวเสร็จแล้วก็สาวเท้ายาวๆ กลับไปนั่งที่ของตน ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าทุกคนจะรู้จักบิดาของตนหรือไม่ ด้วยต่อไปเขาจะทำให้ทุกคนต้องรู้จักเขา
เมื่อคูมู่ชุนแนะนำตัวเสร็จแล้วเป็คราวของอาลู่
ใบหน้าของอาลู่ไม่สามัญ ท่าทางดูราวกับคุณชายเอาแต่ใจ ดวงตาดอกท้อหยาดเยิ้ม ริมฝีปากบาง ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวเยือก
เมื่อครู่ยามที่เดินสวนกับคูมู่ชุน อาลู่ก็เผยรอยยิ้มบางๆ
คูมู่ชุนหน้าตาแตกต่างจากคนที่นี่จึงทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวอยู่เสมอ เมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มให้ตนเช่นนี้ จึงยิ้มตอบเช่นกัน
อาลู่เดินมาถึงหน้าชั้นเรียนแล้วก็แนะนำตัวเสียงดัง “ข้ามีนามว่าลู่เกอ มาจากพื้นที่ห่างไกล เป็พี่ใหญ่ของเฉินโย่ว”
เสียงถอนหายใจพลันดังขึ้นจากเหล่าบัณฑิตที่นั่งอยู่ พวกเขาเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มก็ยังนึกว่าจะเป็ชั้นสูงหรือสมาชิกราชวงศ์ ที่แท้ก็เป็เด็กในความดูแลของนางปีศาจฮูหยินหลัว กระทั่งบิดามารดาก็ยังไม่รู้ว่าเป็ใคร
ทว่ายามที่เสี่ยวอู่ยืนขึ้น เสียงถอนหายใจก็พลันเงียบลงอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวอู่มีรูปร่างสูงใหญ่ที่สุดในชั้นเรียน ความสูงพอๆ กับคูมุ่ชุน บนร่างยังแบกลูกเหล็กไว้อีกสองลูก โซ่เส้นหนาพาดอยู่บนเครื่องแบบสำนักเชิน แต่ก็ทำให้เขายิ่งดูงดงามอย่างประหลาด เพียงแต่ความงามเช่นนี้กลับทำให้คนชื่นชมไม่ออก รู้สึกเพียงว่าอีกฝ่ายช่างร้ายกาจ ทุกย่างก้าวของเขาจะมีเสียงดัง “ตึงตังๆ” ของลูกเหล็กที่กระทบกัน
เสี่ยวอู่เมื่อหยุดยืนก็โพล่งออกมาเสียงดัง “ข้าคือลู่อู่ เป็พี่รองของเฉินโย่ว”
เมื่อถึงคราวของอาสวิน อาสวินเดินออกมาพร้อมใบหน้าได้รูปหมดจดที่ใครเห็นก็ย่อมรู้ว่าเขาจะต้องเป็บัณฑิตดีเด่นอย่างแน่นอน ท่าทางก็ยังดูงดงามทุกย่างก้าว
เมื่อเดินมาถึงหน้าชั้นเรียน ก็กล่าวออกมาตรงๆ “ข้ามีนามว่าลู่สวิน ท่านอาจารย์ผู้ชี้แนะข้าคือท่านอาจารย์เฉินเจี๋ยอวี๋ ท่านอาจารย์ที่สอนหนังสือข้าในยามปกติคือท่านอาจารย์จ้งฟาง อืม สุดท้ายนี้ข้าคือพี่ชายคนที่สามของเฉินโย่ว”
เมื่ออาสวินแนะนำตัวจบ เหล่าคนในชั้นเรียนก็พากันส่งเสียงเซ็งแซ่อีกครา เห็นได้ชัดว่าการแนะนำตัวของอาสวินเริ่มทำให้คนในชั้นเรียนรู้สึกว่าพวกเขาอยู่ในระดับเดียวกับตน แม้พวกเขาจะอยู่ในความดูแลของฮูหยินหลัว มาจากพื้นที่ห่างไกล ทว่าเื้ัของคนเหล่านี้กลับไม่สามัญ ท่านผู้ดูแลบัณฑิตเฉินนับได้ว่าเป็ผู้มีอำนาจเป็อันดับสองของสำนักเชิน อีกทั้งท่านปราชญ์แห่งแผ่นดิน กระทั่งฮ่องเต้ก็ยังต้องให้ความเคารพ
สุดท้ายเมื่อถึงคราวของเฉินโย่ว
เมื่อนางเดินมาถึงหน้าชั้นเรียน ทั้งห้องก็เปลี่ยนเป็สงบเงียบ
ลู่เกอราวกับปีศาจ ลู่อู่แข็งแกร่งเกินใคร ลู่สวินสมบูรณ์แบบ ทว่าบัณฑิตคนสุดท้ายนี่ช่างงดงามเสียจนไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยาย
วีรบุรุษที่หน้าตาหยาดเยิ้มดุจสตรี ก็ยังไม่อาจสู้กับเด็กหนุ่มตรงหน้าชั้นเรียนคนนี้
ช่างงดงามเหลือเกิน งดงามเสียจนเป็ยอดแห่งความงาม
เสียงของเขาดังขึ้น “ข้า ลู่เฉินโย่ว”
