เมื่อเสี่ยวอวี้ได้ยินว่าเป็พิธีจับฉลากก็ใเล็กน้อย และคิดในใจ “อีกแล้วหรือ”
ลู่เต้าอ่านประกาศต่อ ข้อความด้านล่างระบุเพียงเวลาและสถานที่ในวันพรุ่งนี้เท่านั้น ไม่มีที่มาที่ไป สุดท้ายเตือนว่าผู้รับต้องเข้าร่วม
“พิธีจับฉลาก?” ลู่เต้าสงสัย “จับอะไรกัน”
“ท่านก็คงเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเมืองนี้ในยุทธภพ” เสี่ยวอวี้กล่าว “ทุกปีพวกเราต้องส่งหญิงพรหมจารีอายุสิบเจ็ดปีขึ้นไปปรนนิบัติเซียนบนเขา เพื่อแลกกับการคุ้มครองชาวบ้านที่เชิงเขา”
ตู้เจิ้งฉุนเคยเตือนลู่เต้าหลายครั้งก่อนเข้าเมืองเซียนว่าอย่าพูดถึงข่าวลือนี้ต่อหน้าชาวบ้าน เพราะเป็ข้อห้าม
นึกไม่ถึงว่าเสี่ยวอวี้ ชาวเมืองเซียนกลับเป็ฝ่ายเอ่ยถึงเื่นี้เอง
ลู่เต้าได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า นางหัวเราะอย่างขมขื่น “ข่าวลือเป็เื่จริง ถึงตอนนี้มีคนขึ้นเขาไปแล้วสิบห้าคน ยังไม่มีใครลงมาเลยแม้แต่คนเดียว”
‘ฟังดูน่าสงสัยยังไงชอบกล’ ลู่เต้าหวนนึกถึงสถานการณ์บนูเาเซียน ความเข้มข้นของปราณบนเขาก็ไม่ได้สูงไปกว่าทะเลสาบัทมิฬสักเท่าไร จะมีเซียนมาเลือกบำเพ็ญเพียรอยู่บนูเานี้จริงๆ หรือ
เสี่ยวอวี้ยักไหล่ “นับั้แ่มีข้อตกลงนี้ ผู้คนและการค้าในเมืองก็คึกคักกว่าแต่ก่อนมาก ทุกคนต่างก็ทำมาค้าขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก่อนจะหาอาสาสมัคร ลูกสาวของลุงอู่ถ่งก็ถูกท่านเ้าเมืองหลอกล่อให้ขึ้นไปปรนนิบัติเซียนบนเขา เพื่อแลกกับความเจริญรุ่งเรืองเบื้องล่าง”
เนื่องจากเด็กสาวเ่าั้ขึ้นไปแล้วก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทุกคนจึงไม่ยอมให้ลูกสาวของตนขึ้นเขา และเพราะหาคนสมัครใจไม่ได้จริงๆ ปีนี้จึงเปลี่ยนเป็การจับฉลากอย่างยุติธรรม ครอบครัวที่มีคุณสมบัติต้องเข้าร่วม
นางกุมข้อมือด้วยความเสียดาย “น่าเสียดาย เดือนหน้าข้าก็จะสิบแปดแล้วแท้ๆ”
“เข้าร่วมจับฉลากกี่บ้านได้”
“อืม...” นางครุ่นคิดสักพักแล้วกล่าว “ที่มีคุณสมบัติอาจจะหกสิบเจ็ดสิบเห็นจะได้”
เสี่ยวอวี้ยังคงมีความหวัง “คนเยอะขนาดนี้...ข้าคงไม่ถูกเลือกหรอกกระมัง”
***
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเสี่ยวไฉตื่นขึ้นมาก็พบว่าพี่สาวตนและลู่เต้าหายไปแล้ว เขาตามหาไปทั่ว จนกระทั่งพบกระดาษที่เสี่ยวอวี้ทิ้งไว้ให้ในร้าน บนนั้นเขียนว่า ‘อาหารเช้าข้าเตรียมไว้ในหม้อแล้ว เ้าอุ่นกินได้เลย พี่สาวกับเฮยเจิ้งไปพิธีจับฉลาก เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว’
“อะไรนะ! ออกไปด้วยกันอีกแล้วเหรอ ไม่ได้!” เขาโกรธกระทืบเท้า ไม่สนใจแม้แต่อาหารเช้า รีบวิ่งออกไปเพื่อขัดขวางไม่ให้ทั้งสองคนใกล้ชิดกันอีกทันที
ลานกว้างที่จัดพิธีจับฉลากปูพื้นด้วยแผ่นหินอ่อนสี่เหลี่ยมเรียบสนิท โดยรอบล้อมรั้วไม้ แผ่นไม้ติดกันแ่า ด้านล่างมีวัชพืชรกชัฏเต็มไปหมด
ครอบครัวที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมหกสิบเจ็ดสิบครัวเรือน ยืนล้อมเป็ครึ่งวงกลมกลางลานกว้าง บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ผู้เข้าร่วมต่างก็จ้องมองกล่องจับฉลากกลางลานด้วยความหวาดหวั่น เกรงว่าตนเองจะเป็ผู้โชคดีเพียงหนึ่งเดียว
ลู่เต้าและเสี่ยวอวี้มาช้าจึงทำได้เพียงยืนดูอยู่ด้านนอก ผู้คนมากมายทำให้ทั้งสองมองไม่เห็นสถานการณ์ภายใน
ทันใดนั้นผู้คนก็เงียบลง สายตาทุกคู่ต่างก็มองไปยังทิศทางเดียวกัน ที่แท้เป็ท่านเ้าเมืองเหล่าหูที่นำประมุขตระกูลที่มีอิทธิพลในเมืองเซียนมา บุคคลเหล่านี้มากันหลายสิบคน เดินทางมาถึงลานกว้างด้วยขบวนยิ่งใหญ่อลังการราวกับเกรงว่าคนอื่นจะไม่เห็นพวกเขา
คนอื่นๆ คิดว่าตระกูลเหล่านี้ช่างพิถีพิถันนัก แม้แต่ในงานเช่นนี้ก็ยังต้องแสดงอำนาจข่มชาวบ้าน
หลังจากดึงดูดความสนใจจากทุกคนได้แล้ว เหล่าหูก็หันไปถามหูเอ้อร์ข้างๆ ด้วยความยินดี “เป็อย่างไรบ้าง พวกเราดูยิ่งใหญ่มากพอหรือยัง”
หูเอ้อร์กล่าว “ใช้ได้!”
กลุ่มคนจากตระกูลใหญ่เดินไปที่กล่องจับฉลากกลางลานกว้าง ผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ก็รู้จักกาลเทศะ หลีกทางให้พวกเขาทันที แต่เส้นทางนี้กลับอยู่ทางด้านลู่เต้าและเสี่ยวอวี้พอดี
ตอนที่หูเอ้อร์เดินผ่านหน้าทั้งสอง เขาจงใจยิ้มเยาะลู่เต้า แล้วพาคนกลุ่มใหญ่ไปยังกล่องจับฉลาก
“มีอะไรน่าขันนัก” ลู่เต้าพึมพำ
ไม่นานนัก ตระกูลผู้มีอิทธิพลก็ยึดพื้นที่ข้างกล่องจับฉลากจนหมด ท่านเ้าเมืองเหล่าหูในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในเมืองเซียน จึงเป็ผู้กล่าวเปิดงานและดำเนินพิธี “ชาวบ้านที่รักทุกท่าน วันนี้ข้ารู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็ประธานในพิธีจับฉลากนี้ หลายปีมานี้ที่เมืองเซียนของเราอยู่รอดปลอดภัยได้ ก็เพราะการคุ้มครองของเซียน ดังนั้นข้าคิดว่าการได้รับเลือกให้ขึ้นไปปรนนิบัติเซียนเพื่อตอบแทนพระคุณของท่านที่มีต่อพวกเราทุกคนนั้น เป็เื่ที่น่ายินดีอย่างยิ่ง!”
เขาหันไปถามตระกูลผู้มีอิทธิพลที่อยู่ด้านหลัง “พวกเ้าว่าอย่างไร”
“ถูกต้อง!!!” พวกอ้วนพีต่างก็ะโพร้อมเพรียง
ทันใดนั้นก็มีคนหนึ่งในฝูงชนเอ่ยขึ้น “ท่านเ้าเมือง พวกท่านมาร่วมงานในฐานะผู้เข้าร่วมหรือผู้จัดงานกันแน่”
เหล่าหูเตรียมรับมือกับความสงสัยของผู้คนเอาไว้แล้ว เขาจึงเอ่ยอย่างใจเย็น “พวกเราเป็ส่วนหนึ่งของเมืองเซียน แน่นอนว่าเป็ผู้เข้าร่วม!”
ทุกคนคิดว่าคนกลุ่มนี้จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงการจับฉลาก ใครจะรู้ว่าพวกเขากลับให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่โดยไม่ลังเล
ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจที่ตระกูลผู้มีอิทธิพลไม่ได้แสดงท่าทีบิดพลิ้ว
“เช่นนั้นข้าจะไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าเื่เลยก็แล้วกัน!” เหล่าหูสั่งให้บ่าวไพร่หยิบกระดาษ พู่กัน หมึก และแท่นหมึกมาวางบนโต๊ะ เขียนชื่อลูกสาวทั้งสองคนลงบนกระดาษแผ่นเล็กๆ แล้วยกขึ้นให้คนอื่นๆ ประจักษ์ ก่อนจะใส่ลงในกล่องจับฉลาก
หลังจากเขาทำเสร็จแล้ว ตระกูลผู้มีอิทธิพลคนอื่นๆ ก็ทำตาม เขียนชื่อลงบนกระดาษแล้วยกขึ้นให้ดูก่อนใส่ลงในกล่อง
“ประเดี๋ยวหูเอ้อร์จะอ่านชื่อตามรายชื่อทีละคน เมื่อได้ยินชื่อแล้วก็ขึ้นมาเขียนชื่อใส่ลงในกล่องจับฉลาก เข้าใจแล้วนะ”
เมื่อเห็นว่าชาวบ้านพยักหน้า หูเอ้อร์จึงถือบัญชีรายชื่อแล้วประกาศเสียงดัง “เหมียวหวั่นชิง”
หลังจากเขาพูดจบ ก็มีชายคนหนึ่งเดินออกมาจากฝูงชน และเขียนชื่อแทนลูกสาวแล้วใส่ลงในกล่อง
“เหอมู่อิง...”
ผู้คนทยอยกันใส่ชื่อลงในกล่องตามลำดับ จนกระทั่งหูเอ้อร์อ่านชื่อหนึ่งบนบัญชีรายชื่อ เขาก็ชะงักไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยช้าๆ “ฉิวอวี้”
เมื่อเสี่ยวอวี้ได้ยินชื่อตัวเองถูกเอ่ยขึ้น จึงเดินขึ้นไปเขียนชื่อตัวเอง แต่ตอนที่นางกำลังจะใส่กระดาษลงในกล่อง หูเอ้อร์ก็จงใจหาเื่ “เดี๋ยวก่อน เ้าเขียนอะไรลงไป ข้าขอดูหน่อย”
“ทำไม” เสี่ยวอวี้ถามอย่างระมัดระวัง
“ข้าเหมือนเห็นเ้าเขียนชื่อคนอื่น! ถ้าเ้าไม่ได้มีแผนร้ายอะไรก็ให้ข้าดูเถอะ” หูเอ้อร์ยื่นมือขอแผ่นกระดาษจากนาง
เสี่ยวอวี้ไม่อาจขัดขืนเขาได้ จึงตบกระดาษลงบนมือเขาอย่างแรง “เ้าอยากดูเท่าไรก็ดูไป!”
หูเอ้อร์ยกฉลากของเสี่ยวอวี้ขึ้นสูง แล้วเปิดให้ทุกคนดู บนนั้นเขียนชื่อฉิวอวี้จริงๆ
“พอใจหรือยัง” นางถามด้วยความไม่พอใจ
“ขออภัย ข้าดูผิดไปเอง” หูเอ้อร์แสร้งทำท่าทางจะใส่ฉลากของเสี่ยวอวี้ลงในกล่องจับฉลาก แต่แท้จริงแล้วซ่อนกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้
“หึ” เสี่ยวอวี้หันหลังเดินเข้าไปในฝูงชนกลับไปหาลู่เต้า
หูเอ้อร์ที่แผนการสำเร็จได้ฉลากที่มีชื่อเสี่ยวอวี้มา เขาจ้องมองแผ่นหลังของนางพร้อมหัวเราะเยาะสะใจ
