บทที่ 105 ไก่หิมะวิเศษเทียนเซียง
เหวินจงหยวนมาถึงด้วยความเร่งรีบ ทันทีที่พบกันก็พูดออกมาอย่างรวดเร็วว่า “ก่อนหน้าไม่รู้ว่านายน้อยลู่ก็มาที่นี่เช่นกัน ล่วงเกินแล้วจริงๆ หากข้ารบกวนต้องขออภัยนายน้อยลู่ด้วย ครั้งนี้ชายแก่อย่างข้าได้พาอาจารย์ค่ายกลกระบี่มาด้วยผู้หนึ่ง ถึงเวลาต้องขอเรียนเชิญให้นายน้อยลู่ช่วยเหลือ คิดว่าคงจะทำลายและเปิดถ้ำนักพรตโบราณนี้ได้เร็วขึ้น”
ลู่อวี่หัวเราะเบาๆ ตอบกลับไปว่า “เ้ารู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ น่าจะเป็เพราะตระกูลเมิ่งบอกเ้าใช่หรือไม่ เ้าอย่าคิดว่าตระกูลลู่ และตระกูลเมิ่งศีลเสมอกันเลย ตระกูลลู่ของเรามีกฎเกณฑ์และจุดยืนของตัวเอง ไม่เหมือนตระกูลเมิ่งที่บ้าอำนาจ วางตัวใหญ่โต แต่ในเมื่อนักพรตเหวินพาอาจารย์ค่ายกลกระบี่มาทำลายค่ายกลกระบี่ หากเช่นนั้นถึงเวลาเข้าไปในถ้ำ หากมีอะไรที่้าให้ตระกูลลู่ช่วยเหลือก็พูดมาได้เลย!”
หลังจากพูดจบ ก็กล่าวแนะนำเล็กน้อยว่า “ผู้ที่อยู่ข้างๆ ข้าผู้นี้คือผู้เฒ่ากิตติมศักดิ์ตู้เสวียนเฉิงของตระกูลลู่เรา ตอนนั้นมีสมญานามในลัทธิเต๋า ‘ไท่เสวียน’ คิดว่านักพรตเต๋าผู้มีความรอบรู้เช่นท่าน น่าจะเคยได้ยินมา!”
หัวใจของเหวินจงหยวนถึงกับเต้นระรัวตึกตัก จอมเทพไท่เสวียนตู้เสวียนเฉิง เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร ได้ยินมาว่าเมื่อร้อยปีก่อนก็มีพลังยุทธ์ขั้นหวนสู่สัจธรรมแล้ว แต่ต่อมาก็หายตัวไปหลังจากสำรวจซากปรักหักพังโบราณ ว่ากันว่าเขาได้รับาเ็สาหัส ตอนนี้มาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ แน่นอนว่าต้องเป็นายน้อยลู่ผู้นี้ที่เป็คนรักษาให้หายดีแน่นอน เื่นี้เป็ข่าวลือที่แพร่หลายในเทียนตู คิดว่ามันน่าจะเป็เื่จริง
ได้ยินดังนั้น เขาจึงรีบโค้งคำนับ ทำความเคารพ และพูดอย่างจริงใจว่า “ข้าน้อยเหวินจงหยวนขอคารวะผู้าุโตู้!”
ตู้เสวียนเฉิงโบกมือทักทายแบบขอไปที พลางพูดว่า “ไม่ต้องเกรงใจ ชายแก่เช่นข้าเพียงดวงไม่ถึงฆาต ได้มาพบกับสหายน้อยลู่ ถึงได้มีชีวิตรอดมาได้!”
ลู่อวี่ยื่นมือออกมาประสานกันแล้วพูดขึ้นอีก “สหายนักพรตเต๋า ไม่ต้องเกรงใจ ข้ายังพอมีเื่บางอย่างอยากจะขอคำชี้แนะอยู่!”
เหวินจงหยวนแอบชื่นชมอยู่ในใจเงียบๆ ตระกูลลู่และตระกูลเมิ่งแตกต่างกันนัก อาศัยเพียงคำพูดคำจาของนายน้อยลู่ที่อ่อนโยน ไม่หยิ่ง สง่างาม และน้ำเสียงที่จริงใจ ไม่มีความหยิ่งผยอง คนหน้าซื่อใจคดผู้นั้นของคนตระกูลเมิ่งก็ไม่อาจเทียบได้
“นายน้อยลู่ โปรดถามมาเถิด หากชายแก่ข้ารู้ก็จะบอกให้รู้หมดทุกอย่าง!”
“ฮ่าๆ งั้นก็ดี อันที่จริงแล้วมันก็ไม่มีอะไรสำคัญ ข้าเพียงอยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาจารย์ค่ายกลกระบี่ที่สหายนักพรตเหวินเชิญมาหน่อยเท่านั้น เหตุใดไม่เห็นมาที่นี่ในตอนนี้?”
เหวินจงหยวนรีบพูดออกมาทันที “ตอนนั้นข้าประมาทเลินเล่อไป ตอนที่พบกับตระกูลเมิ่งเมื่อครู่นี้ ด้วยนิสัยที่แปลกๆ ของสหาย จึงกลัวว่าจะเกิดเื่อะไรที่ไม่ดีขึ้น ดังนั้นก็เลยไม่ได้พามาด้วยแล้วก็รีบเร่งมาที่นี่เลย คิดไม่ถึงว่านายน้อยลู่จะสนใจเขาผู้นี้ หากนายน้อยไม่ถือสาข้าจะเรียกให้เขามาหาตอนนี้เลย!”
ลู่อวี่ยิ้มและพูดขึ้น “ไม่ต้อง เพียงสหายนักพรตเหวินแนะนำเกี่ยวกับอาจารย์ผู้นี้ให้ฟังก็พอ ข้าหมกมุ่นอยู่แต่กับการปรุงโอสถ จึงไม่ค่อยมีความรู้เื่เกี่ยวกับค่ายกลกระบี่มากนัก แต่คิดว่าในอนาคตอาจจะได้พบกับค่ายกระบี่ต่างๆ หากบุคคลนี้เป็ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลกระบี่จริง ก็หวังว่าจะได้คำชี้แนะจากเขาผู้นี้ หากมีโอกาส แต่เื่นี้ก็ไม่ได้รีบร้อน!”
เหวินจงหยวนแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากได้ยินสิ่งนี้และกล่าวตอบไป “อาจารย์ค่ายกลกระบี่ผู้นี้ไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงในภาคเหนือเท่านั้น แต่ยังอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออกก็มีชื่อเสียงมากด้วย แม้ว่าพลังยุทธ์จะอยู่เพียงขั้นตงซวนเท่านั้น แต่ได้รับการถ่ายทอดส่วนหนึ่งมาจากสำนักค่ายกลกระบี่โบราณ ‘สำนักสุญตา’ ดังนั้นเขาจึงมีความรู้ที่แตกฉานในเื่นี้ แม้ว่าค่ายกลกระบี่ป้องกันนอกูเาของถ้ำนักพรตโบราณจะทรงพลังมาก แต่ก็สามารถเปิดออกได้ แต่ต้องใช้เวลามากเสียหน่อย!”
ลู่อวี่พยักหน้าตอบรับ ตามที่เหวินจงหยวนพูดมา อาจารย์ค่ายกลกระบี่แซ่จ้าวผู้นี้ไม่ใช่เพียงคนที่ไม่มีความสามารถ แทรกตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่มีความสามารถเท่านั้น คิดว่าน่าจะมีความหวังอย่างมากในการทำลายค่ายกลกระบี่นี้
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากข้างนอกอีกครั้ง เมื่อทุกคนตั้งใจฟัง ก็รู้ได้ทันทีเลยว่ามีนักพรตคนอื่นๆ มาถึงที่นี่อีกแล้วเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าข่าวกำลังแพร่กระจายไปไม่หยุด แม้จะใช้เวลาไม่นานนัก ที่ตรงนี้ก็จะมีคนเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ
จากความก้าวหน้าของการทำลายค่ายกลกระบี่ในปัจจุบันนี้ เกรงว่าเมื่อถึงเวลาที่ค่ายกลกระบี่แตกออก ที่นี่อาจจะมีนักพรตเกินกว่าพันคน คนยิ่งเยอะ ส่วนแบ่งที่ได้ก็น้อยลง แม้ว่าพลังยุทธ์ของตัวเองจะสูง แต่ก็เป็ไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนมอบสิ่งที่้าให้ได้
สีหน้าเหวินจงหยวนไม่ค่อยสู้ดีนัก เขาพูดขึ้นว่า “นายน้อยลู่ ดูเหมือนว่าความก้าวหน้าของเราในการทำลายค่ายกลกระบี่จะเร็วมากขึ้น ไม่ทราบว่านายน้อยลู่มีวิธีการอะไรหรือไม่!”
ลู่อวี่ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ เขาพูดตอบ “หากมีวิธีคงใช้มันไปนานแล้ว ไม่รอจนถึงตอนนี้หรอก!”
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน ที่หุบเขามีคนหลายกลุ่มมากันอีกครั้ง คิ้วของลู่อวี่ขมวดเข้าหากันด้วยความกังวลใจที่อดกลั้นไว้ไม่ได้
ทันใดนั้นก็มีเสียงะโโหวกเหวกอย่างต่อเนื่องจากภายนอก ลู่เทียนเหว่ยจึงออกไปดูและรีบกลับมารายงานทันที “นายน้อยลู่ นักพรตสันโดษจำนวนมากในหุบเขาได้มารวมตัวกัน และกำลังลงแรงทำลายค่ายกลกระบี่ พวกเราควรทำอย่างไรดี?”
ลู่อวี่คิดอยู่พักหนึ่งแล้วพูดขึ้น “เห็นหรือไม่ พวกเราร้อนใจ แต่ก็มีคนที่ร้อนใจกว่าเรามาก!”
แน่นอนว่าหลังจากนั้นไม่นานตระกูลเมิ่งก็ส่งคนมาหารือถึงความร่วมมือของทั้งสองตระกูล นำค่ายกลกระบี่ของทั้งสองตระกูลมารวมกัน แล้วให้อาจารย์ค่ายกลกระบี่ที่เหวินจงหยวนเชิญมาเป็ผู้นำ เพื่อทำลายค่ายกลกระบี่ร่วมกัน เชื่อว่าหากทำเช่นนี้น่าจะทำลายค่ายกลกระบี่ได้เร็วขึ้นมาก
เป็ที่แน่นอนว่าคนของตระกูลเมิ่งไม่อยากร่วมมือกับตระกูลลู่ แต่รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องคล้อยตามกันเพราะเป็เื่เร่งด่วน ในเวลาเดียวกันคนของตระกูลเมิ่งก็ออกมาขับไล่นักพรตสันโดษทั้งหมดที่ร่วมกองกำลังกันเพื่อทำลายค่ายกลกระบี่ให้แตกกระจายไปหมด ที่พวกเขาทำเช่นนี้ เพราะกลัวว่าหากหนึ่งในนั้นล้มเหลว ก็อาจเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นได้ แม้ว่าค่ายกลกระบี่ที่อยู่นอกถ้ำในตอนนี้จะไม่มีใครควบคุมได้ก็ตาม แต่ใครจะรู้ว่าหากฝืนใช้กำลังทำลายด้านนอกค่ายกลกระบี่นี้แล้วข้างในจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง!
แต่ความแข็งแกร่งของอาจารย์ค่ายกลกระบี่ของตระกูลลู่ เฉินเสวียน อย่าว่าแต่เทียบกับอาจารย์ค่ายกลกระบี่ที่เหวินจงหยวนพามา แม้แต่เทียบกับอาจารย์ค่ายกลกระบี่ของตระกูลเมิ่งยังห่างไกลกันนัก เพราะแต่ก่อนนั้นเขาก็เป็เพียงนักพรตสันโดษ และเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของตระกูลเพียง่ระยะสั้นๆ หากพูดกันในแง่ของค่ายกลกระบี่นี้ ตระกูลลู่ยังด้อยกว่าจริงๆ ถึงแม้ค่ายกลกระบี่ป้องกันในตอนนี้ของูเาเทียนฉยงจะเป็อาจารย์ค่ายกลกระบี่ที่บรรพบุรุษตระกูลลู่รุ่นแรก เชิญตัวมาสร้างให้ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลลู่มากนัก แต่มีตระกูลลู่ค่อยให้การสนับสนุน ทำให้ตระกูลเมิ่งและเหวินจงหยวน ไม่สามารถกำจัดตระกูลลู่และเข้าผูกขาดผลประโยชน์ไว้เองได้
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน คนก็ทยอยเดินทางมาที่หุบเขากันมากขึ้น ทำให้ลู่อวี่รู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมาก เพราะอาจารย์ค่ายกลกระบี่ทั้งสี่ร่วมมือกันแล้วแต่ความคืบหน้าในการทำลายค่ายกลกระบี่ก็ไม่ได้เร็วขึ้นมากนัก ทำให้เขาไม่มีแม้แต่สมาธิในการฝึกฝน
บังเอิญเจอประมุขตระกูลโม่โม่โสว่อี ที่เข้ามาทำดีหวังผล เขากล่าวว่า “นายน้อยตระกูลโม่อย่างข้าไม่มีอะไรมาให้ บังเอิญมีเด็กหนุ่มที่รักสนุกสองสามคนในตระกูลจับไก่หิมะบนูเามาได้สองสามตัว ตระกูลโม่ก็พอมีสูตรลับที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรอยู่บ้าง หลังจากปรับแก้แล้วก็ปรุง ‘ไก่หิมะวิเศษเทียนเซียง’ ออกมาหลายตัว นายน้อยลองชิมดูเถิด!”
หลังจากพูดจบ โดยไม่รอให้ลู่อวี่แสดงท่าทีใดๆ ก็โบกมือราวกับกำลังถวายสมบัติ ลูกศิษย์ของตระกูลโม่ที่ตามเข้ามาด้านหลังก็ยกสำรับอาหารสวยงามสำรับหนึ่งเข้ามาทันที ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่า “ไก่หิมะวิเศษเทียนเซียง” ที่กล่าวถึงน่าจะอยู่ในนั้นแล้ว
ลู่อวี่เมื่อชาติก่อนชอบสุราเลิศรส และไม่จู้จี้จุกจิกเกี่ยวกับอาหาร แต่ด้วยสถานะของเขาในเวลานั้น อาหารอันโอชะอะไรในสายตาของเขาแล้วก็เป็เพียงอาหารปกติทั่วไป สิ่งนี้เป็น้ำใจของโม่โสว่อี เขาก็ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร
ดังนั้นเขาจึงยิ้มและพูดขึ้น “ประมุขโม่ช่างมีน้ำใจนัก ก็ดีนะเช่นนี้ มาลองชิมดูสิ!” ขณะที่พูดก็เปิดสำรับอาหารไปด้วย ทันใดนั้น กลิ่นหอมหนึ่งก็ลอยฟุ้งออกมา มันเป็รสชาติของอาหารเลิศรสที่เกิดความคาดหมาย ทำให้ลู่อวี่หิวขึ้นมาทันที
เมื่อมองเข้าไปข้างในอีกครั้ง ไก่หิมะวิเศษเทียนเซียงนี้ มีขนาดเล็กกว่าไก่ที่เลี้ยงในบ้านทั่วไปนัก มันใหญ่กว่าฝ่ามือผู้ใหญ่เท่านั้น สีสันสดสะอาด ลำตัวขาว ดูน้ำมันไม่เยิ้มเลยสักนิด อีกทั้งยังมีพลังปราณซึมออกมาด้วย
ลู่อวี่ตาลุกวาว แล้วหันไปพูดกับตู้เสวียนเฉิงว่า “ผู้เฒ่าตู้ ‘ไก่หิมะวิเศษเทียนเซียง’ นี้ดูไม่ธรรมดาเลย มาชิมดูเร็ว!”
ไก่หิมะวิเศษที่ตระกูลโม่นำมาให้ทั้งหมดมีเพียงสามตัวเท่านั้น จากนั้นลู่อวี่ได้หยิบขึ้นมาให้ตู้เสวียนเฉิงตัวหนึ่ง ตัวเองเอาไปตัวหนึ่ง ส่วนตัวสุดท้ายกลับเอาแบ่งให้ลู่เทียนเหว่ย และลู่อวิ๋นชิงที่อยู่ข้างหลังเขา
จากนั้นก็ฉีกเนื้อไก่ออกมาชิ้นหนึ่งแล้วเอาเข้าปาก รู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คละคลุ้งอบอวลอยู่ในปาก เนื้อไก่นุ่มและอร่อย แม้ไม่ได้ละลายในปาก แต่พอเคี้ยวกับมีความเหนียวหนึบ
ไม่พูดถึงชาติที่แล้วของลู่อวี่ แม้จะอยู่ในฐานะนายน้อยตระกูลลู่ในทุกวันนี้ก็ยังคงเคยชินกับอาหารอร่อย แต่ไม่เคยพบเห็นเนื้อชนิดใดที่ปรุงได้โดดเด่นเหนือใครเช่นนี้ ในขนาดที่หยุดฉีกขาไก่ขาหนึ่งกินไม่ได้ เขาถามไปด้วยว่า “ประมุขตระกูลโม่ มีฝีมือเช่นนี้ด้วย หากเป็ไปได้ วันหลังตระกูลโม่ก็ทำไก่หิมะวิเศษเทียนเซียงเช่นนี้ส่งไปให้ตระกูลลู่สิ เื่ราคาเอาที่เ้าพอใจเลย!”
หลังจากที่โม่โสว่อีตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก็ดีใจเป็อย่างมาก แม้ว่าไก่หิมะวิเศษเทียนเซียงนี้ จะเป็สูตรลับของตระกูลโม่ แต่ก็เป็เพียงอาหารอันโอชะพิเศษหนึ่งเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าหลังจากเอามาให้นายน้อยของตระกูลลู่ชิมแล้วจะมีโอกาส และโชคดีเช่นนี้ จึงพูดออกมาทันทีว่า “นายน้อยวางใจ ไก่หิมะนี้มีอยู่ทั่วไปในพื้นที่ทางเหนือ แต่ว่าวัตถุดิบแพงไปเสียหน่อย แต่ก็ไม่เป็ภาระอะไรต่อตระกูลโม่เลย ตระกูลลู่้าเท่าไร ตระกูลโม่ก็หามาให้ได้เท่านั้น!”
ลู่อวี่พยักหน้า และกล่าวขึ้น “เื่นี้วันหลังเ้าก็ไปถามตระกูลลู่เอาได้เลย ข้าจะส่งข่าวไปให้ทางตระกูลรับทราบ ไม่ทำให้เ้าลำบากใจแน่นอน!”
ตู้เสวียนเฉิงเองก็หัวเราะเสียงดังเช่นกันก่อนที่จะพูดว่า “อาหารเลิศรสเช่นนี้จะไม่มีสุราได้อย่างไร สหายน้อย มันต้องมีสุราเลิศรสมาช่วยเสริม?”
ลู่อวี่ได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มเหยเก แล้วหยิบขวดหยกปิดผนึกออกมาจากแหวนลับสองสามขวด พร้อมกับพูดไปด้วยว่า “หากผู้เฒ่าตู้ไม่บอกข้าก็เกือบลืมไปเลย นี่คือ ‘อวิ๋นเมิ่งเทียนเชวีย’ ของตระกูลลู่ของเรา และทุกปีจะผลิตออกมาได้ไม่กี่ไหเท่านั้น!”
เขาก็ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง นอกจากจะเหลือไว้ให้ตัวของเขาเองและตู้เสวียนเฉิงคนละขวดแล้ว ก็ให้โม่โสว่อีขวดหนึ่ง และมอบให้ลู่เทียนเหว่ยและลู่อวิ๋นชิงเป็ของขวัญคนละขวดด้วย
หลังจากแบ่งสุรากันแล้ว ก็เพิ่งจะนึกถึงเื่ทำลายค่ายกลกระบี่ด้านนอกขึ้นมาได้ ในขณะที่ถือน่องไก่ไว้ในมือเหมือนกัน เขาพูดเสียงดังว่า “พวกเราไปดูกันเถิดว่าทำลายค่ายกลกระบี่ถึงไหนแล้ว แล้วค่อยหาที่ฆ่าเวลากัน!”
หลังจากพูดจบก็หยิบขาไก่ขึ้นมาโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ ขับเคลื่อนแสงหลบหนีแล้วบินออกจากถ้ำไป
เมื่อมาถึงจุดที่อาจารย์ค่ายกลกระบี่ทั้งสี่ได้ทำลายค่ายกลกระบี่นั้น และทันทีที่ลู่อวี่เห็นก็แทบจะหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
อาจารย์ค่ายกลกระบี่ทั้งสี่ต่างอยู่ในสภาพเดียวกันในเวลานี้ ดวงตาของแต่ละคนแดงก่ำ เดี๋ยวก็คำนวณนิ้วดูค่ายปกป้องูเานั้น อีกเดี๋ยวก็พูดพึมพำทำเหมือนกำลังวางแผนอะไรบางอย่าง ดูคิดหนักมาก หลายคนทำท่าเกาหัวด้วยความงุนงง
หลายวันมานี้ เมิ่งเทียนซิ่งก็ไม่ได้อยู่สุขสบายนัก เขาถูกมอบหมายให้ดูแลอาจารย์ค่ายกลกระบี่ทั้งสี่คนที่นี่ แม้ว่าจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ก็กังวลอยู่มาหลายวันแล้ว นอกจากนี้ เขาก็ไม่ใช่คนที่มีความอดทนอะไรนัก เวลานี้เมื่อเห็นลู่อวี่ทำเย่อหยิ่งวิ่งมาดูอะไรสนุกๆ ที่นี่ ในขณะที่มือข้างหนึ่งถือน่องไก่ อีกข้างถือไหสุรา นี่มันอะไรกัน? พวกเราพยายามกันอย่างหนักอยู่ที่นี่เพื่อทำลายค่ายกลกระบี่ เ้าไม่มาให้กำลังใจไม่ว่า แต่กลับมาเพลิดเพลินกับสุราเลิศรสและน่องไก่อยู่นั้น ทำให้เมิ่งเทียนซิ่งรู้สึกไม่ดีเลย
