หลังจากออกจากห้องพิเศษ ชาร์ลส์ไม่รอช้าและเริ่มงานของตนเองทันที ภารกิจครั้งนี้ต้องกลับมาเดินตามแผนเดิมที่ถูกขัดจังหวะไปก่อนหน้านี้ นั่นคือการไปพบ ฮัมฟรีย์ บุคคลที่เป็เพื่อนร่วมงานกับ ไมเคิล แต่ด้วยเหตุไม่คาดฝัน ก่อนหน้านี้ชาร์ลส์จึงเปลี่ยนใจระหว่างทาง เนื่องจากรู้ตัวว่าถูกสะกดรอยตาม และมุ่งหน้าไปยังเขตเมืองเก่าเพื่อตามหาร่องรอยของไมเคิลแทน ซึ่งในที่สุดก็ได้พบความจริงว่า คนที่สะกดรอยตามเขาเป็คนของหน่วยพิเศษ ทำให้เขาต้องปรับแผนใหม่อีกครั้ง
ในคราวนี้ ชาร์ลส์ตั้งใจกลับไปตามที่อยู่ที่ แคทธอรีน ได้ให้ไว้ก่อนหน้า
รถม้าของชาร์ลส์และโจเซฟหยุดจอดหน้าบ้านหลังหนึ่ง ตัวบ้านดูเก่าคร่ำคร่า แต่ยังคงสภาพดีไม่ผุพัง มันเป็บ้านชั้นเดียวที่มีรั้วไม้สีน้ำตาลล้อมรอบ ประตูหน้าบ้านดูถูกใช้งานมานาน แต่ยังถูกดูแลอย่างดี
"ถึงแล้ว" โจเซฟพูดขณะรถม้าชะลอหยุด ก่อนจะมองไปที่ชาร์ลส์ซึ่งนั่งครุ่นคิดอยู่ตรงข้าม
ชาร์ลส์รับคำด้วยการพยักหน้า และก้าวลงจากรถตามโจเซฟ ทั้งสองเดินตรงไปที่ประตูบ้านก่อนจะเคาะเบาๆ
ทุกอย่างเงียบสนิท นักสืบหนุ่มเคาะประตูอีกครั้ง
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังขึ้นจากภายในบ้าน ไม่กี่อึดใจประตูก็เปิดออกเผยให้เห็นชายคนหนึ่ง ผู้เปิดประตูคือชายสูงวัย ผมของเขาขาวเกือบทั้งศีรษะ แต่ทรงผมจัดแต่งเรียบร้อยไม่รกสายตา ใบหน้าของเขามีรอยย่นจากกาลเวลา แต่ดวงตายังคงฉายแววคมชัด ใส่แว่นตาขาเดียวกรอบเงินที่ช่วยเสริมบุคลิกให้ดูสุขุมและสงบ
"มีธุระอะไรงั้นหรือครับ?" ชายชราถามเสียงนุ่ม แฝงไปด้วยความสงสัยแต่ไม่ได้แสดงความไม่พอใจ
ชาร์ลส์และโจเซฟสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่โจเซฟจะเป็ฝ่ายพูดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
"พวกเรามาที่นี่เพื่อพบกับ ฮัมฟรีย์"
ชายชรานิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาหลังกรอบแว่นหรี่ลงเล็กน้อยราวกับประเมินสถานการณ์ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "พวกคุณเป็ใครกัน?"
ชาร์ลส์เป็ฝ่ายตอบในทันที "พวกเรานักสืบของสมาคมรับจ้างมาหา ฮัมฟรีย์ เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ ไมเคิล ที่หายตัวไป"
ระหว่างที่ชาร์ลส์พูดไปด้วย โจเซฟก็ได้ยินเสียงเตือนออกนาฬิกาภายในหัว เขาเหลือบมองไปยังเพื่อนของตนที่พูดกับชายชราอยู่
เมื่อได้ยินชื่อไมเคิล สีหน้าของชายชราก็เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่เพียงเสี้ยววินาทีนั้นเขาก็กลับมาเป็ปกติราวกับไม่เคยแสดงความรู้สึกอะไรออกมา
"ไมเคิล..." ชายชราพึมพำ ใจลอยไปกับการคิดไตร่ตรอง
ชายชรายังคงจมลึกอยู่ในความคิดเกี่ยวกับไมเคิล สติและการป้องกันตัวเองของเขาอ่อนลงไปชั่วขณะ ทำให้เขาลืมใคร่ครวญถึงชายแปลกหน้าทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ชาร์ลส์มองเห็นจุดอ่อนนี้อย่างชัดเจน เขาโน้มตัวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างนอบน้อม "ถ้าไม่เป็การรบกวน ขออนุญาตเข้าไปคุยกันในบ้านได้ไหมครับ?"
คำพูดของชาร์ลส์คล้ายเป็สายลมบางเบา ปลุกชายชราให้ตื่นจากภวังค์
"อ่า... ครับ เชิญเข้ามาเถอะ" เขาเชื้อเชิญราวกับทำตามมารยาทโดยไม่รู้ตัว
สีหน้าของฮัมฟรีย์แปรเปลี่ยนไป ราวกับเพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอปล่อยให้จิตใจของตนจมอยู่กับความคิดถึงไมเคิลมากเกินไป เขามองชายแปลกหน้าทั้งสองอย่างพินิจพิเคราะห์ แต่ก็สายไป เขาได้เชิญพวกเขาเข้ามาในบ้านแล้ว
ภายในหลังนี้เรียบง่ายและสะอาดสะอ้าน ทว่ามีบรรยากาศเงียบเหงา เหมือนบ้านที่เวลาหยุดนิ่งอยู่กับความทรงจำ โต๊ะไม้เก่าและเก้าอี้สองสามตัววางไว้อย่างเป็ระเบียบ
ชายชราเชิญพวกเขานั่ง ขณะตัวเองนั่งลงตรงข้าม ชาร์ลส์และโจเซฟนั่งลงตามคำเชิญอย่างระมัดระวัง
หลังจากนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่า ชายชราหายใจลึกก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงด้วยความเหนื่อยล้า "ผมคือ ฮัมฟรีย์ เกรย์… คุณคง้าถามผมเกี่ยวกับไมเคิล เบิร์ก ใช่ไหม?"
ชาร์ลส์พยักหน้ารับทันที สบตากับโจเซฟแวบหนึ่งก่อนจะเปิดประเด็นตรงไปตรงมา "ใช่ครับ พวกเรากำลังตามหาไมเคิลอยู่ และเราได้ยินมาว่าคุณเป็เพื่อนร่วมงานของเขา... เราจึงอยากสอบถามข้อมูลเล็กน้อย เผื่อว่าคุณจะช่วยเราได้"
ฮัมฟรีย์เอนตัวพิงเก้าอี้เล็กน้อย ท่าทางดูระวังตัวน้อยลง แต่ยังคงแฝงความสงสัยเล็กน้อยในแววตา
"ผมกับไมเคิล เราเคยร่วมงานกัน แต่ก็ไม่เรียกว่าสนิทนัก ผมจะพูดยังไงดี... ผมกับเขาความสัมพันธ์ก็เป็แค่เพื่อนร่วมงาน"
ชาร์ลส์ยิ้มบาง ๆ พยายามสร้างความผ่อนคลายให้กับการสนทนา "เราเข้าใจครับ บางครั้งแค่เบาะแสเล็กน้อยก็มีความสำคัญ เราสนใจเื่คนรอบตัวของเขาด้วย… อย่างเช่น มีใครบ้างที่ไมเคิลสนิทใจ หรือไว้ใจเป็พิเศษไหม?"
ฮัมฟรีย์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างช้า ๆ "ถ้าจะบอกว่าใครสนิทกับเขาจริง ๆ … คงต้องเป็ โรแลนด์ แบรดฟอร์ด"
ชื่อของโรแลนด์ทำให้ชาร์ลส์สะดุดเล็กน้อย
"โรแลนด์ แบรดฟอร์ด..." ชาร์ลส์พึมพำเบา ๆ
ฮัมฟรีย์พยักหน้าเล็กน้อย "ใช่... ไมเคิลกับโรแลนด์สนิทกันมาก พวกเขาทำงานร่วมกันมานาน แถมยังปรึกษาเื่ส่วนตัวกันบ่อย ๆ ถ้าไมเคิลมีปัญหาอะไรละก็... โรแลนด์น่าจะเป็คนแรกที่รู้"
ชาร์ลส์เอียงตัวเล็กน้อย พลางตั้งคำถามต่อด้วยน้ำเสียงเป็มิตร แต่แฝงความสงสัยไว้ใต้ผิว "พวกเขาทำงานอะไรกันครับ?"
ฮัมฟรีย์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ "พวกผมทำงานเป็ หมอ... ทั้งไมเคิล โรแลนด์ และผมต่างก็เป็แพทย์ ทั้งคู่เคยทำงานด้วยกันที่สถานพยาบาลการกุศลอยู่ด้วยกัน"
"สถานพยาบาลการกุศล... ที่ว่านี้คือที่ไหนหรือครับ?"
ฮัมฟรีย์นิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับต้องตัดสินใจว่าจะพูดออกมาดีหรือไม่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบา "สถานพยาบาลเซนต์มาร์กาเร็ต"
ทันทีที่ฮัมฟรีย์เอ่ยชื่อสถานพยาบาลนั้นออกมา โจเซฟเหมือนจะคุ้นชื่อนี้ แต่ตอนนี้เขายังจำไม่ได้ว่าคุ้นยังไง
ชาร์ลส์มองหน้าโจเซฟครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหันกลับมาหาฮัมฟรีย์ ซึ่งนั่งเงียบเหมือนจมอยู่ในความทรงจำลึกๆ ของตนเอง
ชาร์ลส์พยักหน้ารับ ก่อนจะขอให้ฮัมฟรีย์วาดแผนที่ให้ "คุณพอจะช่วยบอกตำแหน่งของสถานพยาบาลแห่งนั้นได้ไหมครับ เผื่อว่าพวกเราอาจตามร่องรอยได้บ้าง?"
ฮัมฟรีย์ยังคงนิ่งอยู่สักครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เขาพยักหน้าอย่างเชื่องช้าแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้
"รอสักครู่นะ..." เขาพึมพำเบาๆ พลางเดินไปที่โต๊ะเล็กใกล้มุมห้อง หยิบกระดาษกับปากกาขนนก แล้วกลับมานั่งลง เริ่มจุ่มหัวปากกาลงไปในขวดหมึก มือขีดเขียนเบาๆ อย่างระมัดระวัง
ทั้งชาร์ลส์และโจเซฟเฝ้าดูฮัมฟรีย์วาดแผนที่ลงบนกระดาษสีซีด ปากกาในมือชายชราขยับช้าๆ คล้ายกับการรื้อฟื้นความทรงจำที่ถูกฝังไว้นาน เขาขีดเส้นทางเล็กๆ จากถนนสายหลักไปยังเขตที่ค่อนข้างห่างไกล และตีวงเล็กๆ ตรงจุดที่ควรจะเป็สถานพยาบาลเซนต์มาร์กาเร็ต
"มันอยู่ที่นี่..." ฮัมฟรีย์ชี้ไปที่วงกลมเล็กๆ บนแผนที่ "อยู่ในชานเมืองห่างจากเขตเมืองเก่าเล็กน้อย... สถานพยาบาลสร้างขึ้นเพื่อให้การรักษากับผู้ยากไร้"
โจเซฟเพ่งมองแผนที่นั่น สายตาเขาไล่ตามเส้นทางบนกระดาษ รอยคุ้นเคยบางอย่างเริ่มกลับมาคลุมเครือในหัวของเขา ราวกับว่าที่แห่งนั้นเคยเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น
ชาร์ลส์รับแผนที่จากฮัมฟรีย์ พลางพิจารณาอย่างตั้งใจ จากนั้น พับแผนที่ลงอย่างระมัดระวัง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและกล่าวขอบคุณฮัมฟรีย์
"ขอบคุณสำหรับความร่วมมือมากนะครับ คุณช่วยเราได้เยอะทีเดียว"
ชายชราเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ราวกับไม่อยากพูดอะไรอีก
"เราไปกันเถอะ" ชาร์ลส์พูดกับโจเซฟ
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินออกจากบ้าน ฮัมฟรีย์ก็เอ่ยขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง "ขอพวกคุณให้โชคดี"
คำอวยพรสั้น ๆ นั้นเต็มไปด้วยความหวั่นเกรง ราวกับว่าเขารู้บางสิ่งที่พวกชาร์ลส์ยังไม่รู้
โจเซฟหันไปมองชายชราเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ และก้าวตามชาร์ลส์ออกจากบ้านเข้าสู่ยามเย็นที่เงียบสงัด
เมื่อประตูบ้านปิดลงเื้ั ความเงียบของเริ่มเข้าครอบคลุม ชายชราดันมือขึ้นมาจับแว่นตาขาเดียวที่อยู่บนใบหน้า พร้อมถอนหายใจกับตัว
เสียงล้อรถม้าดังกระทบถนนหินกรวดเป็จังหวะคงที่ โจเซฟนั่งเงียบอยู่ข้างชาร์ลส์ ใบหน้าเต็มไปด้วยความคิดที่ยังคลุมเครือ ราวกับว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งของความทรงจำ
ชาร์ลส์หันไปมองโจเซฟแวบหนึ่ง สังเกตเห็นสีหน้าครุ่นคิดของเพื่อน เขาไม่เอ่ยถามในทันที แต่กลับปล่อยให้โจเซฟจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ขณะที่สายตาของเขาเองก็มองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ค่อยๆ ไล่เรียงข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในหัว
'ทำไมครอบครัวของไมเคิลถึงให้ชื่อฮัมฟรีย์และโรแลนด์ั้แ่ทีแรก' เขาคิด 'พวกเขารู้จักโรแลนด์ในฐานะเพื่อนร่วมงานที่หายไปก่อนหน้าไมเคิล แต่ดูเหมือนไม่ได้เจาะจงว่าสนิทกันเพียงไร...'
ชาร์ลส์ขมวดคิ้วเล็กน้อย 'แต่ฮัมฟรีย์กลับยืนยันว่าไมเคิลกับโรแลนด์สนิทกันอย่างมาก และถ้าเป็จริงตามนั้น ครอบครัวของไมเคิลก็ไม่น่าจะพูดถึงโรแลนด์แบบผ่าน ๆ หรือเหมือนไม่ได้สนิทสนมกันขนาดนั้น'
นักสืบหนุ่มเริ่มตั้งข้อสันนิษฐาน 'บางทีครอบครัวของเขาอาจไม่ได้ปกปิด แต่ไมเคิลไม่เคยเล่าถึงความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับโรแลนด์ให้ครอบครัวฟังเองมากนักก็ได้ หรือไม่ก็อาจเป็เพราะพวกเขารู้ว่าเื่นี้สุ่มเสี่ยงต่ออันตรายบางอย่าง จึงเลือกจะเล่าถึงโรแลนด์แค่เท่าที่จำเป็'
'ยิ่งฟังจากฮัมฟรีย์ ก็ชัดว่าไมเคิลกับโรแลนด์ทำงานใกล้ชิดกันมาก และโรแลนด์หายตัวไปก่อน จากนั้นไมเคิลก็หายตามไปอีก เป็ไปได้ไหมที่การหายตัวของทั้งคู่จะเชื่อมโยงถึงกัน...'
ชาร์ลส์ลูบคางเคร่งขรึม 'มองอีกมุม... ฮัมฟรีย์เองก็ดูมีท่าทีเหมือนรู้มากกว่าที่บอก แถมยังหลบตาบางครั้งตอนพูดถึงเซนต์มาร์กาเร็ต อาจมีบางอย่างซ่อนอยู่ในอดีตของสถานพยาบาลแห่งนี้ก็ได้'
ระหว่างที่ชาร์ลส์กำลังวิเคราะห์เงียบ ๆ เขาก็เหลือบเห็นโจเซฟดูร้อนรนอยู่ข้าง ๆ พลางจับขมับตัวเอง
"นายคิดอะไรออกบ้างไหม?" ชาร์ลส์ถามเบา ๆ พยายามไม่เร่งรัด แต่ก็อยากได้คำตอบ
โจเซฟถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะส่ายศีรษะ "ยังเลย... ฉันรู้สึกเหมือนมันอยู่แค่ปลายลิ้น แต่ก็นึกไม่ออกอยู่ดี" เขาพูดอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย ขมวดคิ้วพลางกดขมับตัวเอง
ชาร์ลส์มองเพื่อนด้วยความเข้าใจ แต่ในใจเขาเริ่มร้อนรนขึ้นมาเล็กน้อย เขาล้วงเข้าไปหยิบวิทยานิพนธ์หนาเตอะเกี่ยวกับการทำงานของสมอง ซึ่งเขาหยิบมาจากหน่วยพิเศษ ออกมาอ่าน โดยหวังว่าจะเป็ประโยชน์ต่อการกลืนกินพลังของเขาได้บ้าง
แต่เมื่อเขาอ่านไปได้แค่สามหน้า สีหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยนจากความคาดหวังเป็ความมึนงง เขาพยายามทำความเข้าใจกับศัพท์เทคนิคต่าง ๆ แต่สิ่งที่เจอกลับเป็ ถ้อยคำวิชาการซับซ้อน ที่ไม่คุ้นเคย
"นี่มันอะไรกันเนี่ย..." ชาร์ลส์บ่นออกมา หัวคิ้วขมวดแน่น "ศัพท์อะไรก็ไม่รู้ อ่านไปก็ไม่เข้าใจสักนิด" เขาพลิกหนังสือกลับไปกลับมา ก่อนจะปิดมันดัง "ปั่บ!" ด้วยความหงุดหงิด
ทันใดนั้นเอง โจเซฟก็เหมือนถูกบางอย่างสะกิดในหัว เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ แต่พอที่จะดึงความสนใจของชาร์ลส์ได้
"...เซนต์มาร์กาเร็ต... มันถูกไฟไหม้ไปเมื่อเจ็ดปีก่อนแล้ว..."
ชาร์ลส์ที่ยังหงุดหงิดกับหนังสือเล่มหนาหันขวับไปหาโจเซฟทันที "ว่าไงนะ
