“ยอดฝีมือในทวีปโต้วหุนช่างชุกชุมโดยแท้ ข้ายังอ่อนแอเกินไปจริงๆ” ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ เยี่ยเฉินเฟิงยังอกสั่นขวัญแขวนไม่หาย หากไม่ใช่เพราะเขาหลบหนีออกมาได้ทันเวลา เขาคิดว่ามีโอกาสเก้าในสิบส่วนที่จะต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของสตรีผู้เลอโฉมราวนางมารและอยู่ในเขตแดนเซียนอสูร์คนนั้น
“ปล่อยเื่ของนางไปก่อนละกัน หายอดเขาปิงหลิงให้เจอเป็เื่สำคัญกว่า”
เมื่อััได้ว่าสตรีผู้เลอโฉมนางนั้นคงยังไม่สามารถไล่ตามเขามาได้ในเร็วๆ นี้ เยี่ยเฉินเฟิงจึงค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้น แล้วเคลื่อนไหวลึกเข้าไปด้านในเทือกเขาหิมะ เพื่อตามหายอดเขาปิงหลิง
หนึ่งวัน สองวัน สามวัน เยี่ยเฉินเฟิงอดทนเดินทางตามหาอยู่ภายในเทือกเขาหิมะอีกสี่วัน ในที่สุดก็พบกับยอดเขาที่รูปร่างแปลกประหลาด คล้ายกับปลอกมีดตั้งเรียงรายทับซ้อนกันอยู่ไกลออกไป
“ยอดเขาซ้อนทับสามชั้น หน้าผากว้างหมื่นจั้งหนึ่งฉื่อ...ยอดเขาปิงหลิง ในที่สุดข้าก็หาเจอจนได้”
เมื่อเห็นสภาพแวดล้อมรอบด้านเหมือนกับแผนที่ในคัมภีร์หนังแกะไม่มีผิดเพี้ยน เยี่ยเฉินเฟิงก็ตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากวนเวียนตามหาอยู่ในเทือกเขาหิมะเป็เวลาเดือนกว่าๆ ในที่สุดเขาก็หายอดเขาปิงหลิงเจอจนได้
“อักขระอาคม ยอดเขาปิงหลิงลูกนี้เหมือนกับที่สัญลักษณ์ในม้วนคัมภีร์หนังแกะบอกเอาไว้เลย มันมีอักขระอาคมตามธรรมชาติแอบแฝงอยู่ภายใน” เยี่ยเฉินเฟิงควบคุมพลังของสมองกลืนเทวะให้ตรวจสอบดูเล็กน้อย จึงพบว่าภายในยอดเขาปิงหลิงมีอักขระอาคมตามธรรมชาติแอบซ่อนอยู่จำนวนไม่น้อยเลย
อักขระอาคมเ่าั้มีทั้งอ่อนแอและแข็งแกร่ง หากไม่ระมัดระวังเผลอไปแตะต้องอักขระอาคมตามธรรมชาติเ่าั้เข้า ก็จะถูกอักขระเ่าั้เล่นงานเอาได้ ในกรณีไม่เลวร้ายก็อาจจะถูกขังเอาไว้ภายในข่ายอาคม แต่ในกรณีเลวร้ายก็คงจะต้องสิ้นชีพตกตาย
“สมองกลืนเทวะ ต้องพึ่งเ้าแล้วล่ะ”
เยี่ยเฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวเดินไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวสายหนึ่ง ตามสัญลักษณ์ที่ระบุอยู่บนแผนที่ในม้วนคัมภีร์หนังแกะ และปีนป่ายขึ้นไปบนจุดสูงสุดของยอดเขาในขณะที่คอยระแวดระวังอันตรายจากรอบด้านไปด้วย เพื่อขึ้นไปตามหาน้ำพุต้นกำเนิดเหมันต์
“บัวหิมะเก้ากลีบ”
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงเผชิญหน้ากับภัยอันตรายและปีนป่ายขึ้นไปจนถึงกลางยอดเขาปิงหลิง ก็พบว่ามีดอกบัวหิมะเก้ากลีบที่มีกลีบดอกสีขาวบริสุทธิ์และแผ่ซ่านกลิ่นหอมเย็นออกมา งอกเงยอยู่บนก้อนน้ำแข็งที่เรียบลื่นราวกับกระจกใส
พลังิญญาที่แฝงอยู่ภายในบัวหิมะเก้ากลีบมีความบริสุทธิ์สูงมาก หากเยี่ยเฉินเฟิงได้ดูดซับมันเข้าไป พลังิญญาภายในร่างกายของเขาจะต้องพุ่งสูงจนเต็มเปี่ยม และทะลวงผ่านสู่เขตแดนจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งได้อย่างง่ายดาย
“บัวหิมะเก้ากลีบดอกนี้มีอันตรายแอบแฝงอยู่จริงเสียด้วย”
เมื่อเห็นบัวหิมะเก้ากลีบอันล้ำค่า เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ได้ทะเล่อทะล่าเข้าไปเก็บในทันที เขาปลดปล่อยพลังิญญาอันแข็งแกร่งตรวจสอบรอบด้านอยู่สักพัก จึงพบว่าภายใต้ก้อนน้ำแข็งมีกลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านออกมา
“อักขระโจมตี แล้วยังมีสัตว์อสูรระดับห้าอีกหนึ่งตัว”
แม้พลังที่แท้จริงของเยี่ยเฉินเฟิงในยามนี้ จะไม่ต้องเกรงกลัวต่อสัตว์อสูรระดับห้าที่มีพลังเทียบเท่ากับจอมพลอสูรโลการะดับสาม แต่อักขระโจมตีที่อยู่ภายใต้ก้อนน้ำแข็งกลับทำให้เขารู้สึกเกรงกลัวอยู่ไม่น้อย
เขามั่นใจเลยว่า หากตนเองทะเล่อทะล่าไปกระตุ้นอักขระให้ทำงานขึ้นมา ด้วยพลังของเขาในยามนี้คงถูกอักขระดังกล่าวโจมตีจนสิ้นลมหายใจได้ในพริบตา
เมื่อลังเลอยู่สักพัก เยี่ยเฉินเฟิงก็ยังคิดที่จะเสี่ยงไปเด็ดบัวหิมะเก้ากลีบต้นนั้นมา จึงหยิบกระบี่หนักพานหลงออกมา แล้วย่องเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง
“โฮก!”
ในตอนนั้นเอง น้ำเสียงคำรามของสัตว์อสูรก็ดังขึ้นมาจากภายในชั้นหิมะที่หนาทึบ หมีน้ำแข็งตัวหนึ่งปีนป่ายออกมาจากโพรงหิมะขนาดใหญ่ ลำตัวของมันสูงใหญ่ราวห้าเมตร มีขนสีขาวสะอาดทั่วทั้งตัว แยกเขี้ยวยิงฟันแหลมคมและคำรามกรรโชกใส่เยี่ยเฉินเฟิงอย่างโกรธเกรี้ยว
“ใช้เ้าทดสอบพลังโจมตีเลยก็แล้วกัน”
เมื่อเห็นร่างกายอันใหญ่โตของหมีน้ำแข็ง เสียงกระบี่เสียดสีดังแสบแก้วหูก็พรั่งพรูออกมาจากตัวของเยี่ยเฉินเฟิง เมื่อเขาตวัดกระบี่ในมือออกไป อำนาจกระบี่จำนวนมหาศาลก็ไหลทะลักออกมาจากกระบี่หนักพานหลง ฉีกกระชากพายุหิมะที่โหมกระหน่ำอยู่เบื้องหน้า ฟาดฟันไปทางหมีน้ำแข็ง
หมีน้ำแข็งไม่คิดจะหลบการโจมตีจากกระบี่หนักพานหลง มันเผชิญหน้ากับคลื่นกระบี่อันหนักหน่วงทรงพลังที่พุ่งเข้ามา ด้วยการตะปบอุ้งเท้าใส่คลื่นกระบี่ที่คมกริบโดยตรง
“ฉัวะ...”
คลื่นกระบี่ของกระบี่หนักถูกอุ้งเท้าอันทรงพลังของหมีน้ำแข็งตะปบจนแหลกสลายได้ภายในครั้งเดียว ทว่าอุ้งเท้าแข็งแรงทนทานของหมีน้ำแข็งก็ถูกอำนาจกระบี่ตัดผ่านจนฝากรอยแผลเอาไว้เช่นกัน เืจำนวนมากจึงไหลซึมออกมาจนเปียกชุ่ม
“โฮก โฮก!”
เมื่อััความเ็ปที่แล่นขึ้นมาจากอุ้งเท้าได้ หมีน้ำแข็งก็เกรี้ยวกราดจนเสียสติ มันกระหน่ำโจมตีใส่เยี่ยเฉินเฟิงอย่างบ้าคลั่ง
“เป็พลังที่แข็งแกร่งมาก”
การโจมตีเมื่อครู่นี้ เยี่ยเฉินเฟิงอัดพลังโจมตีลงไปถึงแปดส่วน แต่กลับสร้างาแได้เพียงแค่ที่อุ้งเท้าของหมีน้ำแข็ง ทำให้เขารู้สึกตกตะลึงในพลังอันน่ากลัวของหมีน้ำแข็ง
ทว่าบัวหิมะเก้ากลีบดอกนั้นเขาปักใจแล้วว่าต้องได้มันมา เขาจึงเพิ่มพละกำลังจนถึงขีดสูงสุด แล้วพุ่งเข้าต่อสู้โรมรันกับหมีน้ำแข็งพร้อมกระบี่หนักพานหลงในมือ
เพื่อยับยั้งการโจมตีอันน่ากลัวของหมีน้ำแข็ง เยี่ยเฉินเฟิงจึงกรอกพลังิญญาลงไปในกระบี่หนักพานหลงอย่างไม่หยุดยั้ง กระตุ้นอักขระโจมตีเก้าสายที่อยู่ภายในตัวกระบี่ให้ตื่นขึ้น เป็การเพิ่มพลังโจมตีให้กระบี่หนักอีกหลายเท่าตัว และค่อยๆ ตัดทอนกำลังของหมีน้ำแข็งไปทีละนิด สร้างาแจำนวนนับไม่ถ้วนบนร่างกายอันมหึมาของอีกฝ่าย
“น้องชาย ไม่ต้องกลัวไปนะ พี่สาวมาแล้ว”
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังจะสังหารหมีน้ำแข็งลงได้แล้ว ทันใดนั้น น้ำเสียงเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวนของใครบางคนก็ดังขึ้นที่ข้างหูของเขา
ครู่ต่อมา คลื่นกระบี่คมกริบสายหนึ่งก็ฟาดทะลุห้วงอากาศลงมา โดยทิ้งร่องรอยกระบี่อันน่าหวาดกลัวเอาไว้กลางห้วงอากาศ ก่อนจะแฉลบผ่านร่างอันใหญ่โตของหมีน้ำแข็ง และตัดผ่าตัวของมันออกเป็สองซีกในทันที
เยี่ยเฉินเฟิงมองดูการสังหารหมีน้ำแข็งในเสี้ยวพริบตาของสตรีผู้งดงามด้วยจิตใจที่ตื่นตระหนก เขาไม่คิดเลยว่าสตรีผู้งดงามนางนั้น จะไล่ล่าหาตัวเขาท่ามกลางเทือกเขาหิมะอันกว้างใหญ่ไพศาลได้
“พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ ทำไมล่ะ ไม่ดีใจที่ได้เจอหน้าข้าหรือ?”
สตรีรูปโฉมงดงามเห็นสีหน้าที่เคร่งขรึมลงอย่างฉับพลันของเยี่ยเฉินเฟิง ริมฝีปากสีแดงสดก็ยกโค้งขึ้น เผยรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์เย้ายวนใจ พลางเอ่ยถามอีกฝ่ายเสียงแ่เบา
“ย่อมไม่ใช่ ข้าเพียงแต่ใที่ได้พบกับท่านผู้าุโในสถานที่เช่นนี้” เยี่ยเฉินเฟิงเปลี่ยนสีหน้าให้เป็ปกติอย่างรวดเร็ว ทว่าในสมองกลับกำลังครุ่นคิดหาวิธีเอาตัวรอด
เขามีลางสังหรณ์บางอย่าง สตรีผู้งดงามที่ปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหันผู้นี้จะต้องไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน
“ผู้าุโอะไรกัน ข้าดูแก่ถึงเพียงนั้นเชียว? ข้ามีนามว่าเยวี่ยหนีซาง เ้าจะเรียกข้าว่าพี่หนีซางก็ได้นะ” สตรีผู้งดงามเผยรอยยิ้มทรงเสน่ห์เกินต้านทานออกมา พลางก้าวเดินเข้ามาหาเยี่ยเฉินเฟิง
“พี่หนีซาง ความหนักแน่ของน้องชายผู้นี้มีไม่เพียงพอ จึงไม่อาจต้านทานเสน่ห์ของท่านได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย พวกเรายืนคุยห่างๆ กันสักหน่อยจะดีกว่า” เยี่ยเฉินเฟิงก้าวถอยหลังอย่างเชื่องช้าไปสองสามก้าว จนกระทั่งอยู่ใกล้กับอักขระโจมตีตามธรรมชาติซึ่งแอบแฝงอยู่ในส่วนลึกสุด แต่ยังคงมีพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว พลางกล่าวขึ้นอย่างเสียงดังฟังชัด
“แหมๆๆ เอาอย่างนั้นก็ได้ ขอแค่เ้ายอมตอบคำถามของข้าแต่โดยดี บางทีพี่สาวอาจจะใจดี และมีรางวัลตอบแทนเ้านิดหน่อยด้วยนะ”
“ถามอะไรล่ะ!”
เยี่ยเฉินเฟิงเมินเฉยต่อเสน่ห์เย้ายวนของเยวี่ยหนีซาง แล้วโคจรพลังของสมองกลืนเทวะให้แทรกซึมลงไปยังอักขระใต้ฝ่าเท้า พลางพูดคุยโต้ตอบอีกฝ่ายเพื่อถ่วงเวลา
ได้ประจักษ์พลังที่แท้จริงของเยวี่ยหนีซาง เยี่ยเฉินเฟิงคงต้องพึ่งพลังจากอักขระธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ฝ่าเท้าแล้วล่ะ ถึงจะมีโอกาสหนีรอดออกไปได้
“เ้ายินดีจะบอกพี่สาวหรือไม่ ว่าบนยอดเขาลูกนี้ซ่อนความลับอะไรเอาไว้?” เยวี่ยหนีซางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ายวนที่ชายหนุ่มทั้งหลายไม่อาจต้านทานได้
“ความลับ?” เยี่ยเฉินเฟิงแสร้งทำเป็ไม่รู้และถามกลับ “ความลับอะไรกัน ที่แห่งนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่ด้วยหรือ?”
“น้องชาย เ้าไม่ต้องแกล้งโง่หรอก ด้วยพลังเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับหกของเ้า คงไม่ได้เสี่ยงชีวิตเข้ามายังสถานที่แห่งนี้เพื่อเที่ยวเล่นหรอกจริงไหม?”
“อีกอย่าง บนยอดเขาลูกนี้ก็มีอักขระธรรมชาติปรากฏอยู่ไม่น้อยเลย ซึ่งมันผิดปกติมาก เ้ายอมบอกพี่สาวมาแต่โดยดีเถอะน่า ว่าที่แห่งนี้มีความลับอะไร บางทีหากพี่สาวอารมณ์ดีอาจจะยอมแบ่งผลประโยชน์ให้เ้าบ้างก็ได้” ม่านตาของเยวี่ยหนีซางหดเล็กลง เฝ้ารอคำตอบจากเยี่ยเฉินเฟิง
“พี่สาว ข้าว่าท่านต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ ข้าเพียงหลงเข้ามาที่นี่โดยบังเอิญ ไม่รู้จริงๆ ว่ายอดเขาแห่งนี้มีความลับอะไร” เยี่ยเฉินเฟิงคิดไม่ถึงเลยว่าเยวี่ยหนีซางจะคิดการรอบคอบถึงเพียงนี้ จึงยืนกระต่ายขาเดียวกล่าวปฏิเสธออกไป
“เฮ้อ พี่สาวไม่อยากลงมือกับเ้าจริงๆ นะ ทำไมเ้าต้องบีบบังคับกันด้วยล่ะ?”
เมื่อเห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงไม่ยอมให้ความร่วมมือด้วย เยวี่ยหนีซางจึงหมดความอดทนทันที ดวงตาคู่งามทอประกายโเี้ ปลดปล่อยพลังอำนาจกดดันอันแข็งแกร่งออกมา ก่อนจะย่างสามขุมไปทางเยี่ยเฉินเฟิง
