“ฮั่วเสี่ยวเหวิน เธอกลับมาแล้ว ยอดไปเลย เธอกลับมาแล้ว” ยังไม่ทันถึงบ้านดี ฮั่วเสี่ยวเหวินก็เห็นเ้าอ้วนที่มีใบหน้าอ้วนจ้ำม่ำ น่ารักน่าเอ็นดูวิ่งมาจากทางประตูบ้านของจางเจียิแล้ว
“ใช่ ฉันกลับมาแล้ว” ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่เข้าใจความหมายของเ้าอ้วน เธอนึกว่า เขาหมายถึงกลับจากตลาดนัดแล้ว
เ้าอ้วนรีบวิ่งมาจับมือของฮั่วเสี่ยวเหวิน ขณะเดียวกันก็หยิบลูกอมเม็ดหนึ่งออกมาจากเสื้อของตัวเองแล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้อของเธอ “ฉันตั้งใจเอามาฝากเธอโดยเฉพาะ หวานมากเลยนะ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินยิ้มหวาน “เ้าอ้วนดีกับฉันที่สุดแล้ว” ความจริงคำพูดนี้ไม่มีอะไรผิด คนบ้านฮั่วมาหาเื่เป็ประจำ มีครั้งไหนบ้างที่ไม่ใช่เ้าอ้วนไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาช่วยจัดการให้
ฮั่วเสี่ยวเหวินเ้าคิดเ้าแค้น รอเธอโตเมื่อไร สิ่งแรกที่จะทำคือเอาคืนสองแม่ลูกบ้านฮั่วพวกนั้น ส่วนผู้ใดที่ดีต่อเธอจากใจจริง เธอจะจดจำไว้ในใจเช่นกัน
แต่ใครจะไปรู้ว่าคำพูดนี้กลับทำให้จางเจียิรู้สึกไม่พอใจ เขาคิดในใจว่า ‘แล้วพี่ไม่ดีต่อเธอหรืออย่างไร?’
ยิ่งใส่ใจอีกฝ่ายก็ยิ่งหึงหวงง่าย จางเจียิยังไม่รู้จักว่าหึงคืออะไร รู้แค่ว่าในใจรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
เดินมาตั้งนานฮั่วเสี่ยวเหวินหิวจนท้องร้องโครกครากมานานแล้ว เธอผละออกจากมือทั้งสองคน แล้วเดินไปเปิดประตูบ้าน ความรู้สึกสุขสบายของการได้กลับมาถึงบ้านถาโถมเข้ามาในจิตใจ
ฮั่วเสี่ยวเหวินเอนนอนลงบนเตียงอิฐ บ่นพึมพำว่า “หิวเหลือเกิน พวกเราไปทำอาหารกันเถอะ”
จางเจียิเหนื่อยจนยกสองเท้าขึ้นไม่ไหวแต่กลับไม่หยุดพัก เขาเดินตรงไปยังห้องครัวพร้อมกับพูดว่า “เธอพักก่อน พี่จะไปทำอาหารให้นะ”
ท่าทางที่ไม่ต่างกับผู้ใหญ่ของเขาทำให้ฮั่วเสี่ยวเหวินอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ จากนั้นความอ่อนเพลียก็เริ่มเข้าปกคลุม ฮั่วเสี่ยวเหวินผล็อยหลับไปใต้ผ้าห่มผืนบาง
เมื่อเห็นว่าฮั่วเสี่ยวเหวินหลับไปแล้ว เ้าอ้วนจึงค่อยๆ ย่องมาทางห้องครัว เขามองซ้ายมองขวา จากนั้นก็ช่วยจุดฟืน
แต่จางเจียิกลับเข้ามาผลักออก “ไม่ต้องยุ่งเื่ของบ้านฉัน ต่อไปนี้อยู่ห่างจากฮั่วเสี่ยวเหวินให้ไกลหน่อย”
เ้าอ้วนโกรธทันที อุตส่าห์ช่วยด้วยความหวังดีแต่กลับถูกผลักออก เขายังเป็เด็กน้อยที่อยากพูดอะไรก็พูด จึงนำปมด้อยของจางเจียิออกมาด่า “มิน่าเล่า ทุกคนในหมู่บ้านถึงได้บอกว่า นายเป็ลูกที่ไม่มีแม่สั่งสอน ฉันช่วยด้วยความหวังดี…”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค เ้าอ้วนก็ถูกหมัดของจางเจียิต่อยใส่ ทั้งสองคนเข้าตะลุมบอนกันอย่างรวดเร็ว
พวกเขาต่อยกันคนละหมัดสองหมัด แต่ละคนต่างจมูกเขียวหน้าบวมทันที ใบหน้ามีแต่รอยเล็บและรอยฟัน
ถึงอย่างไรจางเจียิก็โตกว่า มิหนำซ้ำยังเคยสู้กับเด็กหลายคนในหมู่บ้าน เขาจึงเอาชนะเ้าอ้วนได้อย่างรวดเร็ว
เ้าอ้วนวิ่งกลับบ้านทันทีหลังจากดิ้นหลุด ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ เขาบอกว่าจะไปเรียกคุณปู่มาตีจางเจียิให้ตาย
นี่เหมือนจะเป็ความเคยชินของเขา ไม่ว่าจะทะเลาะกับใครในหมู่บ้าน หากแพ้ เป็อันต้องวิ่งกลับไปฟ้องคุณปู่เสมอ
ส่วนคุณปู่ของเขาก็เป็พวกให้ท้ายหลานตัวเอง เมื่อได้ยินว่าหลานชายถูกทำร้าย จึงต้องมาทวง ‘ความยุติธรรม’ ให้ทุกครั้งไป
สถานะของเขาคือหัวหน้าหมู่บ้าน มีใครในหมู่บ้านไม่ต้องติดต่อเขาบ้างกัน? ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงต้องอบรมลูกตัวเองไม่ให้ไปมีเื่กับเ้าอ้วน สถานเบาคือด่าสั่งสอน สถานหนักคือตี
“เหอะ เชิญเลย” ความจริงในใจของจางเจียิรู้สึกกลัวเล็กน้อย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายข่มขู่ขนาดนี้ จะให้ยอมก็ไม่ใช่
หลังจากเ้าอ้วนกลับบ้านไป จางเจียิรู้สึกเป็กังวลอยู่ครึ่งค่อนวัน แต่รอจนเย็นปู่ของเ้าอ้วนก็ยังไม่มา
ฮั่วเสี่ยวเหวินตื่นมาด้วยความประหลาดใจ ถามเขาว่า “เ้าอ้วนกลับไปแล้วหรือ?”
จางเจียิ ‘กินปูนร้อนท้อง’ ไม่มีทางพูดเื่ที่ตัวเองตีกับเ้าอ้วนออกมา เขาตอบฮั่วเสี่ยวเหวินแบบขอไปทีว่า เ้าอ้วนกลับไปกินข้าวที่บ้านแล้ว
“หืม หน้าพี่เป็อะไร?” ฮั่วเสี่ยวเหวินกำลังจะลุกจากเตียง แต่เมื่อหันมองจางเจียิ เธอก็พบว่าใบหน้าของเขามีรอยช้ำเป็จุดๆ แม้ในใจจะสงสัย แต่ถามอะไรเขาก็ไม่ยอมตอบ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ซักไซ้ต่อ
เ้าอ้วนกลับบ้านไปในสภาพตาแดงก่ำ ทว่ากลับเกิดเื่วุ่นวายขึ้นเสียก่อน
เ้าอ้วนที่สู้แพ้วิ่งตรงกลับบ้าน แต่แล้วกลับบังเอิญสะดุดก้อนหินล้ม คราบดินจึงเปื้อนติดบนใบหน้าเต็มไปหมด
จากเ้าอ้วนตัวขาวกลายเป็สกปรกมอมแมม สภาพน่าอนาถจนไม่รู้จะอนาถอย่างไร เด็กในหมู่บ้านต่างหัวเราะเยาะใส่
ไม่รู้ใคระโว่า “เ้าอ้วนร้องไห้ขี้มูกโป่งอีกแล้ว” จากนั้นก็มีเด็กกลุ่มหนึ่งตามมาหัวเราะด้านหลัง
ตอนที่เขากลับถึงบ้าน หัวหน้าหมู่บ้านกำลังเตรียมจะกินข้าว เ้าอ้วนรีบเข้าไปโวยวายกับปู่บอกว่า เขาถูกจางเจียิต่อย
ใจที่เข้าข้างหลานของหัวหน้าหมู่บ้านร้อนเป็ไฟ จะลุกไป ‘ทวงความยุติธรรม’ ให้หลานชายทันที
ทว่าภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านกลับพูดว่า “อายุปูนนี้แล้วยังจะไปถือสาหาความกับเด็กกำพร้าอีก ไม่รู้จักอายเสียบ้าง”
หัวหน้าหมู่บ้านโมโหขึ้นมาทันที เขารู้อยู่แล้วว่าไม่ควรถือสาเอาความ แต่มาทำให้เขาอับอายต่อหน้าเด็กเช่นนี้ไม่ได้ เขาด่ากราดตอบกลับไปทันที
ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านไม่ใช่พวกที่จะยอมถูกรังแกเช่นกัน สองสามีภรรยาวัยหกสิบกว่าเริ่มะโด่ากัน หัวหน้าหมู่บ้านด่าภรรยาจนหน้าแดงหูแดง จะคว้าจอบที่มุมบ้านมาลงมือ
ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงรีบมาช่วยห้ามปราม ดูแค่พอสนุกก็พอ หากถึงแก่ชีวิตขึ้นมาจะเป็เื่ใหญ่
เหตุการณ์สงบลงอย่างรวดเร็ว ผู้สูงอายุทั้งสองยังไม่หายโมโห ราวกับตั้งใจจะระบายความอัดอั้นที่สะสมไว้ครึ่งค่อนชีวิตออกไปให้หมด
ในตอนที่ทุกคนเกือบจะลืมไปแล้วว่าแท้จริงเื่นี้เกิดจากการทะเลาะกันระหว่างเด็กสองคน หัวหน้าหมู่บ้านก็เริ่มด่าจางเจียิขึ้นมา
เขาด่าว่าใครที่ใกล้ชิดกับเด็กคนนั้นเป็อันต้องเคราะห์ร้ายทุกราย จางเจียิเป็ตัวซวยที่ห้ามเข้าใกล้ จนไม่หลงเหลือภาพลักษณ์ของผู้นำหมู่บ้านเลยแม้แต่น้อย
จางเจียิเป็กังวลอยู่ที่บ้านไปครึ่งค่อนวัน ทว่าเื่นี้กลับจบลงด้วยการทะเลาะกันเองของหัวหน้าหมู่บ้านกับภรรยา
“เจ็บหรือไม่?” ระหว่างทานข้าว ฮั่วเสี่ยวเหวินเอาแต่จ้องหน้าจางเจียิ ในใจรู้สึกเ็ปรวดร้าว
“ไม่เจ็บ” จางเจียิหัวเราะอย่างปากแข็ง
“ฉันนวดให้ดีกว่า!” จังหวะที่กำลังจะเข้านอน ฮั่วเสี่ยวเหวินเอื้อมมือมานวดให้จางเจียิอย่างระมัดระวัง คิดในใจว่า หากมีน้ำยาล้างแผลก็คงดี แผลจะได้หายเร็วๆ
วันต่อมาทั้งสองคนพากันนอนตื่นสาย หลังจากที่กินข้าวเช้าเสร็จแล้วถึงพากันไปที่บ้านของจางต้ากั๋ว
หมู่บ้านนี้ไม่ได้ใหญ่ แต่บ้านแต่หลังอยู่ห่างกันค่อนข้างไกล มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตั้งอยู่ติดกัน
ในฤดูหนาวมีผู้คนเดินสัญจรไปมาในหมู่บ้านน้อยมาก พวกเขาเดินบนถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาว ส่งเสียงดัง ‘แซ่ดๆ’
ไม่รู้ว่ารองเท้าของทั้งสองถูกใช้งานมานานแค่ไหนแล้ว พื้นรองเท้าของพวกเขาจึงฉีกเปิด มีหิมะซึมเข้ามาเป็ครั้งคราว เท้าของทั้งสองหนาวจนแข็งภายในเวลาไม่นาน
“นี่มันเจียิไม่ใช่หรือ? จะเข้ามานั่งในบ้านหน่อยไหม?” แม่อู๋เป็หญิงมีอายุ ชื่อเสียงในหมู่บ้านไม่ค่อยดีนัก เห็นทั้งสองคนเดินผ่านหน้าบ้านก็ทักทายอย่างเป็มิตร
หากเป็ในยามปกติ แม่อู๋ไม่มีทางสนใจ ‘ตัวซวย’ ประจำหมู่บ้านคนนี้ แต่ได้ยินว่าวันก่อนบ้านจางขนของใบเล็กใบใหญ่กลับมาด้วยไม่ใช่หรือ?
ในหมู่บ้านลือกันว่า เขาหาเงินก้อนใหญ่กลับมาได้ ทั้งเมื่อวานยังพากันไปซื้อของที่ตลาดมีคนในหมู่บ้านเห็นเองกับตา
เห็นแก่เงินก้อนใหญ่ แม่อู๋ลืมแม้กระทั่งข่าวลือที่บอกว่า จางเจียิเป็ตัวซวย ทำให้คนรอบตัวอายุสั้น นางรีบเอ่ยชวนทั้งสองคนเข้าบ้าน
