ตึก ตึก! เสียงประหลาดดังใกล้เข้ามาหาคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว!
ลู่เต้าใช้มือหนึ่งบังเสี่ยวอวี้ไว้ด้านหลัง หันหน้าไปทางต้นเสียง แต่เมื่อเสียงตึกใกล้เข้ามาถึงเบื้องหน้า จู่ๆ ก็เงียบหายไป เบื้องหน้าก็มืดจนมองไม่เห็นสิ่งใด
ทันใดนั้นประตูโรงเก็บศพก็ถูกแรงลมปริศนาพัดกระแทกเปิดออกดังปัง คนทั้งสองสะดุ้งใราวกับถูกไฟช็อต หันกลับไปมอง ก็เห็นเพียงแสงจันทร์สาดส่องต้องบนพื้นที่เต็มไปด้วยกงเต๊ก
ไม่มีใคร... เสี่ยวอวี้ถอนหายใจยาว ก่อนจะหันกลับมา
อาศัยแสงจันทร์จากด้านนอก ก็เห็นใบหน้าที่พันผ้าพันแผลปรากฏขึ้นตรงหน้าเสี่ยวอวี้ นางเบิกตากว้าง เืในกายราวกับแข็งค้าง นางหลับตากรีดร้องแล้วหลบไปด้านหลังลู่เต้า
ลู่เต้าที่อยู่ด้านหน้าย่อมเห็นอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ที่แท้ไม่ใช่แค่บนศีรษะที่พันผ้าพันแผล แต่ทุกส่วนที่เผยิัออกมาล้วนถูกพันรอบแล้วรอบเล่า ดวงตาทั้งสองข้างก็ถูกปิดจนเกือบมิด เหลือเพียงช่องเล็กๆ ให้มองเห็นโลกภายนอก
ดูเหมือนขาเขาจะไม่ค่อยดีนัก ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันสองอัน เสียงตึกๆ ที่ได้ยินก่อนหน้านี้คือเสียงไม้เท้ากระทบพื้น
กระบี่อสูรในอกเสื้อยังคงสงบนิ่ง ลู่เต้าพาเสี่ยวอวี้ถอยหลังไปสองก้าว ก่อนที่เขาจะเอ่ยวาจา ชายผู้พันผ้าพันแผลก็ถามเขาก่อน “พวกเ้าเป็ใคร เหตุใดจึงบุกเข้ามาในโรงเก็บศพยามวิกาล”
เสี่ยวอวี้ไม่กล้าลืมตา เสียงที่เปล่งสั่นเทา “พวกเราไม่มีเจตนาร้าย พวกเรามาหาศพเท่านั้น!”
“มาหาศพหรือ” ชายผู้พันผ้าพันแผลแสยะยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันที่ไม่เรียบเสมอกัน “เ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่มีเพียงศพไร้ญาติ”
“ข้ารู้” เสี่ยวอวี้ยังคงซ่อนตัวอยู่ด้านหลังลู่เต้า น้ำเสียงหม่นหมองเบาลงเรื่อยๆ “ข้ารู้...”
ลู่เต้าเอ่ยด้วยความเคารพ “ขออภัยที่รบกวนท่านพักผ่อน ดังที่สหายข้ากล่าว พวกเรามาเยือนยามวิกาลเช่นนี้เพราะมาตามหาคน”
ชายผู้พันผ้าพันแผลกวาดตามองคนทั้งสอง ก่อนจะค้ำยันไม้เท้าหันหลังเดินไปทางโลงศพแปดโลง “ตามข้ามา”
เสี่ยวอวี้จับลู่เต้าไว้แน่น และเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างช้าๆ
“ข้าเป็คนเฝ้าโรงเก็บศพ มีหน้าที่ดูแลศพไม่ให้หนูหรือหมาป่ากัดแทะ แต่ถึงแม้ศพจะถูกกัดแทะก็ไม่เป็ไรหรอก เพราะศพที่ถูกส่งมาที่นี่ เก้าในสิบไม่มีญาติมาเอาเื่ เหอะๆ” เสียงหัวเราะแปลกประหลาดของชายผู้พันผ้าพันแผลทำให้ผู้คนขนลุก ยิ่งไปกว่านั้นเวลาเขาเดินค้ำยันไม้เท้าก็ดูคล่องแคล่วว่องไว ความเร็วไม่แพ้คนปกติเลยสักนิด
ชายผู้พันผ้าพันแผลทั่วร่างเดินมาหยุดอยู่หน้าโลงศพสีดำโลงหนึ่งแล้วถามว่า “คนที่พวกเ้าตามหาถูกนำมาเมื่อใด”
“เช้านี้”
“ของวันนี้หรือ เช่นนั้นก็ไม่ใช่โลงนี้แล้ว” ชายผู้พันผ้าพันแผลพาคนทั้งสองเดินผ่านโลงศพทีละโลง
ในที่สุด เขาก็พาคนทั้งสองมาหยุดที่ข้างโลงศพสีน้ำตาล มือที่พันผ้าพันแผลชี้ไปที่ฝาโลง “ตำแหน่งนี้ร่มรื่นที่สุด ศพจะเน่าช้า ศพที่เพิ่งส่งมาใหม่ๆ มักจะวางไว้ที่นี่ พวกเ้าเปิดดูเองเถอะ”
ลู่เต้าเดินเข้าไปออกแรงผลัก ฝาโลงหนักอึ้งก็ถูกผลักเปิดออกอย่างง่ายดาย อาศัยแสงสว่างจางๆ ที่ส่องผ่านรูบนผนัง เขาพยักหน้าให้เสี่ยวอวี้ด้วยสีหน้าหม่นหมอง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวให้นางเดินเข้าไปดู
เสี่ยวอวี้เดินไปที่หน้าโลงศพ แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น ศพผอมแห้งของนายพรานอู่ถ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า นางตกตะลึงไปชั่วขณะ เพราะในความทรงจำของนาง ลุงอู่ถ่งเป็ชายร่างท้วม นางไม่อาจจินตนาการได้ว่าศพที่เหมือนโครงกระดูกในโลงศพนี้คือลุงใจดีผู้นั้น
นางหันไปมองลู่เต้าด้วยความตกตะลึง อีกฝ่ายพยักหน้าด้วยความเสียใจ เป็การยืนยันว่านางไม่ได้มองผิด
เมื่อเห็นว่าลุงใจดีผู้นั้นต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ เสี่ยวอวี้ก็รู้สึกเ็ปแทนเขา บุตรสาวถูกส่งขึ้นเขาไปรับใช้เซียน แม้กระทั่งตัวเองก็มาจบชีวิตลงบนูเาเช่นกัน น้ำตาไหลรินอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นเสี่ยวอวี้ร้องไห้จนน้ำตาไหลพราก ลู่เต้าจึงเดินเข้าไปข้างหน้า ตบบ่านางเบาๆ หวังจะปลอบประโลมนาง เสี่ยวอวี้สะอึกสะอื้นแล้วซบหน้าลงกับอกเขาไม่หยุดหย่อน
‘ร้องไห้ออกมาเถอะ ระบายออกมาให้หมด! ท่านปู่เคยบอกว่า เวลาเสียใจขอเพียงแค่ร้องไห้ออกมา ก็จะชะล้างความเศร้าไปพร้อมกับน้ำตา’
ในขณะที่ลู่เต้ากำลังพยายามปลอบโยนเสี่ยวอวี้ ภายในรูบนผนังที่ไม่มีใครสังเกตเห็น มีดวงตากลมโตคู่หนึ่งจ้องมองคนทั้งสองไม่วางตา
ด้านนอกโรงเก็บศพ เสี่ยวไฉมองภาพที่เขาไม่อยากเห็นที่สุดผ่านรูบนผนัง เขาโกรธจนตัวสั่น อยากจะพุ่งเข้าไปแยกคนทั้งสองออกจากกัน แต่ติดที่กลัวว่าพี่สาวจะรู้ว่าเขาทิ้งร้านมา เขาจึงต้องล้มเลิกความคิดนี้ไป
ในขณะที่เขากำลังแอบเร่งให้คนทั้งสองแยกออกจากกัน ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนมีคนมาเป่าลมที่ต้นคอ ขนทั่วร่างลุกซู่ เขาค่อยๆ หันคอที่แข็งทื่อไปมองด้านหลังอย่างเชื่องช้า
ชายผู้พันผ้าพันแผลทั่วร่างแสยะยิ้มให้เขา “น้องชาย เ้ามากับพวกเขาหรือ”
“ผะ...ผี!” เสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองดังก้องไปทั่วค่ำคืน ทะลุชั้นเมฆขึ้นไปบนนภา
การแต่งกายอันน่าสะพรึงกลัวของชายผู้เฝ้าโรงเก็บศพ ใครที่ได้พบเห็นยามวิกาลล้วนต้องใกลัว เด็กอย่างเขาย่อมไม่เว้นเช่นกัน
ความวุ่นวายทำให้คนทั้งสองด้านในหันมาสนใจ เสี่ยวอวี้รีบวิ่งออกมา เมื่อเห็นน้องชายถูกชายผู้เฝ้าโรงเก็บศพทำให้ใจนทรุดลงกับพื้น นางจึงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “เสี่ยวไฉ เ้าตามมาด้วยเหตุใด”
‘แย่แล้ว!’ เขาแอบร้องในใจ ‘ท่านพี่รู้ว่าข้าแอบตามมาแล้ว!’
เดิมทีเสี่ยวไฉคิดว่าพี่สาวจะต้องโกรธมาก แต่ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะสงบนิ่งผิดปกติ นางพาเขาเข้าไปในโรงเก็บศพ แล้วเดินไปที่หน้าโลงศพสีน้ำตาล ก่อนเอ่ยด้วยความโศกเศร้า “เสี่ยวไฉ มาคารวะลุงอู่ถ่งเป็ครั้งสุดท้ายเถอะ”
สมกับเป็พี่น้องกัน ปฏิกิริยาของคนทั้งสองไม่ต่างกัน เขาหันไปมองศพในโลง ก่อนจะตกตะลึงเอ่ยถามว่า “เขาคือลุงอู่ถ่งที่ใจดีกับพวกเราตลอดมาอย่างนั้นหรือ”
เสี่ยวอวี้พยักหน้า ทันใดนั้นเสี่ยวไฉก็ร้องไห้โฮออกมา “ท่านพ่อจากไปแล้ว ท่านแม่จากไปแล้ว ลุงอู่ถ่งก็จากไปแล้ว ต่อไปพี่ก็จะทิ้งข้าไปกับคนอื่นอีก แล้วใครจะ้าข้าอีก”
เสี่ยวอวี้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดน้องชายที่กลัวความมืดและผีเช่นเดียวกับนางถึงกล้าเดินผ่านเส้นทางอันมืดมิดนั้น ที่แท้เมื่อเทียบกับภูตผีปีศาจแล้ว เขากลัวที่จะต้องอยู่อย่างอ้างว้างมากกว่า
นางปลอบโยนอยู่นาน จนในที่สุดน้องชายก็สงบสติอารมณ์ลง ก่อนกลับไปที่ร้านโทรมเนื้อย่าง ลู่เต้าจึงมอบเงินให้ชายผู้เฝ้าโรงเก็บศพเล็กน้อย พร้อมกำชับว่า “โปรดช่วยฝังเขาอย่างดี อย่าให้ศพของเขาถูกทิ้งไว้ ส่วนเงินที่เหลือท่านนำไปซ่อมแซมเถอะ”
ชายผู้เฝ้าโรงเก็บศพชั่งน้ำหนักเงินในมือ แล้วแสยะยิ้มกว้างอีกครั้ง “ไม่มีปัญหา เงินจำนวนนี้เพียงพอแล้ว ข้ารับรองกับเ้าว่าศพของเขาจะได้รับการฝังอย่างสมเกียรติแน่นอน”
หลังจากกลับมาถึงร้าน เสี่ยวไฉที่ร้องไห้จนเหนื่อยก็หลับเป็ตายทันที เสี่ยวอวี้ที่นั่งอยู่ในร้านนวดขมับ พยายามทำใจยอมรับความจริงที่ว่าลุงอู่ถ่งจากไปแล้ว
ลู่เต้าไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่นั่งอยู่เป็เพื่อนนางเงียบๆ เท่านั้น
ทันใดนั้น ก็มีคนถือคบเพลิงมาที่หน้าร้านแล้วสอดกระดาษแผ่นหนึ่งเข้ามาทางใต้ประตู ก่อนจะรีบจากไป
ลู่เต้าเดินเข้าไปข้างหน้า ก้มลงหยิบขึ้นมาดู พบว่ากระดาษสีเหลืองนั่นเป็ประกาศ บรรทัดแรกเขียนด้วยชาดห้าคำตัวโตสะดุดตา เขาอ่านทีละคำ “งานชุมนุมเสี่ยงทาย?”
