ณ วิทยาลัยยุทธ์
วันนี้เป็วันที่สิบหกเท่ากับไม่มีชั้นเรียน เฉียวรุ่ยจึงตรงไปยังเวทีประลองของวิทยาลัย
วิทยาลัยยุทธ์แห่งนี้มีเวทีประลองอยู่ห้าแห่ง ให้ศิษย์ในวิทยาลัยแลกเปลี่ยนความรู้กันโดยเฉพาะ ขึ้นเวทีประลองไม่ต้องจ่ายค่าเข้า แต่หากแพ้ต้องเสียศิลาทิพย์สามร้อยก้อนให้ผู้ชนะ นับเป็ค่าเล่าเรียน นอกจากนี้บนเวทีประลองยังอนุญาตให้ใช้เพียงวิชาต่อสู้มือเปล่า วิชาพลังทิพย์ ยันต์วิเศษ ค่ายกลและอุปกรณ์อาคมอื่นๆ ล้วนห้ามใช้
เฉียวรุ่ยมาค่อนข้างเช้าจึงเป็คนแรก หลังมาถึงเขาเลือกเวทีประลองแห่งหนึ่ง ยืนอยู่บนเวที รอคอยศิษย์พี่ศิษย์น้องมาประลองกับตน
ไม่นานนัก ศิษย์วิทยาลัยยุทธ์คนที่สองก็เดินเข้ามา
“ศิษย์พี่กู่ อยากประลองไหม?” ในที่สุดก็มีคนมา เฉียวรุ่ยจึงมองอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น
ได้ยินเข้า อีกฝ่ายพลันเบ้ปาก “เฉียวรุ่ย ข้าระดับสร้างรากฐาน่กลางเชียวนะ? เ้ากล้าสู้กับข้าหรือ?”
“ฮ่าๆๆ พวกเราแข่งวิชาต่อสู้มือเปล่านี่ ไม่ได้แข่งวิชาพลังทิพย์สักหน่อย!” เฉียวรุ่ยพูดตามกฎ
แม้สิ่งที่พลังการฝึกฝนส่งผลโดยตรงคือวิชาพลังทิพย์ แต่ก็มีผู้ฝึกตนขั้นสูงมากมายที่วิชาต่อสู้มือเปล่าดีกว่าผู้ฝึกตนที่พลังต่ำกว่าด้วย
“เอาสิ อีกประเดี๋ยวอัดเ้าหมอบ เ้าจะหาว่าข้าเป็ผู้ใหญ่รังแกผู้น้อยไม่ได้นะ!” กู่เถิงเห็นท่าทางกระตือรือร้นอยากประลองของเฉียวรุ่ย ไฟสู้ก็ถูกกระตุ้นขึ้นมา
เมื่อกู่เถิงขึ้นเวทีประลอง เฉียวรุ่ยระวังตัวขึ้นในทันที
“ศิษย์น้องเฉียว ได้ยินว่าในหมู่ศิษย์ใหม่ที่เข้าวิทยาลัยมาด้วยกันกับเ้า เ้าปราบทั่วใต้หล้าไร้คู่ต่อกร คนเ่าั้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเ้าหรือ?” กู่เถิงมองประเมินเฉียวรุ่ยบนจรดล่างก่อนเอ่ยถาม
“พวกเขาสู้ข้าได้ไม่ดีนัก!” แม้คำพูดฟังดูโอหัง แต่นั่นกลับเป็ความจริง
แปดสิบสามคนที่เข้าวิทยาลัยยุทธ์มารุ่นเดียวกับเฉียวรุ่ย ไม่มีสักคนต่อกรกับเขาได้ พวกเขาจึงเรียกขานเฉียวรุ่ยว่าศิษย์พี่เฉียวกันหมด
“ดีนี่ ถ้าเช่นนั้น ขอให้ข้าได้รับคำสั่งสอนจากฝีมือศิษย์น้องเฉียวหน่อยเถอะ!” กู่เฉิงพูดพลางต่อยหมัดเหล็กขั้นหนึ่งเข้าใส่ใบหน้าเฉียวรุ่ย
เฉียวรุ่ยรู้สึกถึงสายลมอันรุนแรงจากหมัดของอีกฝ่ายที่พัดผ่านอย่างหวีดหวิวเข้าหาตนก็รีบเบี่ยงศีรษะหลบออก จากนั้นหันข้างถีบเข้าใส่กู่เถิงทีหนึ่ง
“ฮึ!” กู่เถิงยกขาขึ้นสกัดลูกถีบ ตามด้วยหนึ่งหมัดต่อยเข้าใส่ที่หน้าอก
“ฮึ!” เฉียวรุ่ยเบี่ยงร่าง หนึ่งหมัดยันบนข้อมือของอีกฝ่าย สกัดหมัดนี้เอาไว้
สองคนโรมรันกันยี่สิบกว่ากระบวนท่า กู่เถิงทำร้ายเฉียวรุ่ยไม่ได้สักนิด ทำให้เขาเลิกคิ้วสูง
“ใช้ได้นี่เ้าหนู ค่อยน่าสนใจขึ้นมาหน่อย!” กู่เถิงพูดพลางขยับข้อมือ โจมตีเข้าใส่เฉียวรุ่ยดุดันกว่าเดิม
สองคนโรมรัน สู้กันนับร้อยกระบวนท่าก็ยังไม่อาจตัดสินแพ้ชนะได้ ตอนนี้ด้านข้างเวทีประลองมีผู้ฝึกตนมาชมการต่อสู้ไม่น้อย ซึ่งมีทั้งผู้ฝึกตนของวิทยาลัยยุทธ์และผู้ฝึกตนของวิทยาลัยอื่น เวลาผ่านไป ผู้คนที่มาดูเื่สนุกยิ่งรวมตัวกันมากขึ้นเข้าไปทุกที
เวลานี้ เฉียวรุ่ยกับกู่เถิงสู้กันมาสองร้อยกระบวนท่า ดังนั้น บนร่างและใบหน้าของทั้งสองจึงมีสีสันแต้มอยู่ แต่พวกเขายังคงโรมรันพันตู สู้กันได้อย่างสูสีทัดเทียม
เมื่อสู้กันสามร้อยกระบวนท่า ในที่สุดก็แยกออกจากกัน กู่เถิงมองเฉียวรุ่ยที่จมูกเขียวหน้าบวมยืนอยู่ห่างไปห้าก้าวก็หัวเราะดังลั่น
“เฉียวรุ่ย เ้ามีความสามารถจริงเชียว สู้กันต่อคงไม่จบง่ายๆ แน่ เช่นนี้พวกเราเสมอกันดีไหม? เ้าเห็นว่าอย่างไร?”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นข้ากับศิษย์พี่กู่นับว่าเสมอกันนะ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเข้าใจ
“ดี!” กู่เถิงพยักหน้าก่อนลงจากเวทีประลอง เปลี่ยนไปเวทีประลองอื่นเพื่อท้าผู้อื่นสู้ต่อ ส่วนบนเวทีประลองด้านนี้ก็มีผู้ท้าสู้เฉียวรุ่ยคนใหม่ขึ้นมาอีก
นอกจากรอบแรกที่สู้เสมอกับกู่เถิง สองรอบอื่นเฉียวรุ่ยชนะ หลังสู้ครบสามรอบ เฉียวรุ่ยถึงลงจากเวทีเอง เทียนฉีมักเป็ห่วงกลัวตนมีอันตราย เพราะอย่างนั้น ทุกวันที่มาเวทีประลองจึงอนุญาตให้ตนสู้เพียงสามรอบเท่านั้น
พอเขาลงจากเวทีได้ ผู้ฝึกตนหลายคนต่างรุมล้อมเข้ามาทันที
เห็นศิษย์พี่ศิษย์น้องหลายคนจากวิทยาลัยยันต์ วิทยาลัยโอสถและวิทยาลัยยุทธ์เข้ามาล้อมตนไว้ เฉียวรุ่ยจึงส่งยิ้มกระอักกระอ่วน
“อ่า วันนี้ข้าสู้ครบสามรอบแล้ว ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย หากอยากสู้กับข้า เชิญวันพรุ่งนี้เช้านะ!”
“ไม่ ศิษย์น้องเฉียว พวกเราไม่ได้มาประลองกับเ้า พวกเรามาซื้อยันต์ต่างหาก”
“ใช่แล้ว พวกเราก็เช่นกัน”
“ซื้อยันต์?” ได้ยินคำพูดนี้ เฉียวรุ่ยกะพริบตาอย่างงุนงง คนเหล่านี้ควรไปหาเทียนฉีสิ?
อ้อ อย่างนี้นี่เอง เทียนฉีไปหาอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิง คนเหล่านี้คงไม่กล้าไปพบเพื่อซื้อยันต์เป็แน่ กลัวถูกอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงอัดออกมาอย่างนั้นสินะ?
“ใช่แล้ว ข้าสนใจยันต์ดอกไม้ไฟของศิษย์น้องหลิ่วนัก อยากซื้อยันต์ดอกไม้ไฟสักแผ่นหนึ่ง!”
“ใช่แล้ว ข้าก็อยากซื้อสักสองแผ่นมอบให้คู่รักผู้ฝึกตนของข้าด้วย!”
“ใช่ ข้าด้วย!”
“อ้อ ที่แท้ก็มาเพราะยันต์ดอกไม้ไฟนั่นเองหรือ! ถ้าเช่นนั้น ศิษย์พี่ทั้งหลายเขียนชื่อของพวกท่านกับคำที่จะฝังไว้ในดอกไม้ไฟเถอะ! รอกลางคืนเทียนฉีกลับมา ข้าจะให้เขาทำให้ แต่บอกไว้ก่อนนะ หนึ่งแผ่นสองพันก้อนศิลาทิพย์ ห้ามต่อราคาเชียว!” เฉียวรุ่ยมองทุกคนพลางบอกด้วยสีหน้าจริงจัง
“ได้ๆๆ พวกเราล้วนฟังศิษย์น้องเฉียวอยู่แล้ว!” ผู้ฝึกตนวิทยาลัยยันต์คนหนึ่งเอ่ยพลางรับกระดาษกับพู่กันจากมือเฉียวรุ่ยไปเริ่มเขียนเป็คนแรก
.........
ยามบ่าย ในลานบ้านของหลิ่วเทียนฉี
หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักกลับมาก็รีบเข้าไปลูบใบหน้าน้อยที่ถูกต่อยจนเขียวอย่างปวดใจ เ็ปแทนเป็อย่างยิ่ง “เจ็บไหม?”
“ไม่เป็ไร ข้าชินแล้ว วันพรุ่งนี้ก็หาย!” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะบอก
“เ้านี่นะ ไม่รู้จักปกป้องตนเองดีๆ บ้างหรือ? ไม่รู้หรือไง หากเ้าาเ็ข้าต้องปวดใจนะ” หลิ่วเทียนฉีบ่น เอาน้ำทิพย์รักษาอาการาเ็มาทายาให้
“ข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ พวกนี้ล้วนเป็เื่ปกติประหนึ่งกินอาหาร ไม่เป็ไรหรอก จริงสิเทียนฉี วันนี้มีคนตั้งมากมายมาหาข้า พวกเขาขอซื้อยันต์ดอกไม้ไฟของเ้าล่ะ?” เฉียวรุ่ยพูดพลางหยิบรายชื่อออกมา
เมื่อเห็นรายชื่อที่เฉียวรุ่ยส่งให้ตน หลิ่วเทียนฉีก็กะพริบตาปริบๆ “คนมากมายปานนี้ อยากซื้อยันต์ดอกไม้ไฟงั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว ยังมีผู้ฝึกตนชายวิทยาลัยยันต์มาเข้าแถวซื้อด้วยนะ แต่ข้ารับเพียงยี่สิบสามแผ่นนี้ ไม่กล้ารับมาก กลัวเ้าวาดไม่ไหว”
“ยี่สิบสามแผ่นก็ไม่น้อยแล้ว ด้วยพลังของข้าตอนนี้ หนึ่งวันวาดยันต์วิเศษได้แค่สามสิบแผ่นเองกระมัง”
“ถ้าอย่างนั้น เ้าวาดแค่ครึ่งเดียวดีไหม? ที่เหลืออีกครึ่ง วันพรุ่งนี้ค่อยวาดให้!”
“ไม่จำเป็หรอก ในเมื่อยี่สิบสามแผ่นนี้เ้ารับมาแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะวาดให้หมด แต่เ้าต้องจำไว้ คราวหน้าในหนึ่งวันไม่ควรขายยันต์มากเช่นนี้ ขายได้เพียงสิบห้าแผ่นเท่านั้น” เดิมที ยันต์ดอกไม้ไฟเป็ยันต์ไร้ประโยชน์อย่างยิ่งชนิดหนึ่ง หากทุกวันซื้อมากเกิน นั่นยิ่งไม่มีค่า เป็ของหายากถึงได้แพงอย่างไงล่ะ!
“อื้อ ข้าเข้าใจแล้ว!”
“ศิษย์พี่วิทยาลัยยันต์ทั้งหลายอยากซื้อยันต์นี้ เกรงว่าคงอยากวาดเลียนแบบ” หลิ่วเทียนฉีเห็นบนรายชื่อมีศิษย์วิทยาลัยยันต์ถึงหกคนก็หัวเราะเล็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะขายยันต์ให้พวกเขาหรือ? หากพวกเขาเลียนแบบจนเป็ล่ะ?” เฉียวรุ่ยพูดอย่างเป็กังวล
ก่อนหน้านี้ ยันต์อื่นที่เทียนฉีวาดผู้อื่นล้วนวาดได้ เฉียวรุ่ยจึงไม่ห่วงเท่าไรนัก แต่ยันต์ดอกไม้ไฟนี้เทียนฉีสร้างขึ้นมาเอง ผู้อื่นล้วนวาดไม่เป็ มันทำให้เขารู้สึกไม่ดีขึ้นมา
“วางใจเถอะ ยันต์ดอกไม้ไฟไม่ได้วาดลอกเลียนแบบง่ายเช่นนั้นหรอก!” วาดยันต์ไม่ง่าย ฝังอักษรยิ่งยาก เป็ปัญหาเลยล่ะ กระทั่งอาจารย์อู๋ฉิงยังแก้ไม่ตกเชียวนะ?
เฉียวรุ่ยเห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจของเขาถึงวางใจ “อื้อ ถ้าอย่างนั้นก็ดี!”
ั้แ่เฉียวรุ่ยเริ่มขายยันต์ที่วิทยาลัยยุทธ์ พริบตากลับครึกครื้นยิ่งนัก ทุกวันล้วนมีศิษย์วิทยาลัยอื่นวิ่งมาหา นอกจากนี้ ทุกคืนบนท้องฟ้าวิทยาลัยเซิ่งตูล้วนจุดดอกไม้ไฟนานาสารพัดแบบ ส่วนใหญ่เป็ข้อความขอความรัก แสดงความรักเป็ส่วนมาก
ได้ยินว่าผู้ฝึกตนวิทยาลัยยันต์มากมายล้วนซื้อยันต์ดอกไม้ไฟกลับไปวาด แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสักคนทำได้สำเร็จ
.........
สิบวันให้หลัง เฉียวรุ่ยแห่งวิทยาลัยยุทธ์ถูกอาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนเรียกเข้ามาในเรือนของเขา
“อาจารย์ใหญ่!” เฉียวรุ่ยก้มศีรษะ รีบร้อนคำนับ
“เ้าหนู เ้านี่ใจกล้ามากนะ? ขายยันต์ที่วิทยาลัยยุทธ์หรือ? ทำเสียทุกคนเขารู้หมด คนที่ไม่รู้ยังคิดว่าข้าคนนี้ให้เ้าขายยันต์เลย? เ้าจะให้ข้าอธิบายกับตำหนักทองอย่างไรกันฮึ?”
ได้ยินคำตำหนิของอาจารย์ใหญ่ร่างอ้วน เฉียวรุ่ยรีบก้มศีรษะยอมรับผิด “ขออภัย ขออภัยอาจารย์ใหญ่ หลังจากนี้ข้าจะระวัง”
“เฮอะ สำนึกผิดได้แล้วหรือ? ลงโทษ ปรับเ้าห้าพันก้อนศิลาทิพย์!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนถลึงตามองเฉียวรุ่ยพลางเอ่ยอย่างเคร่งครัด
“อาจารย์ใหญ่ ข้าแค่ขายยันต์ใบสองใบเท่านั้น มีห้าพันก้อนศิลาทิพย์ที่ไหนเล่า!” เฉียวรุ่ยมองอาจารย์ใหญ่ รีบร้อนร่ำไห้บอกความยากจน
“ข้าไม่สน เ้ากลับไปบอกหลิ่วเทียนฉี วันพรุ่งนี้ส่งศิลาทิพย์มาให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะส่งเ้าไปที่ตำหนักทอง พบผู้าุโจินที่นั่น!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนถลึงตา ข่มขู่เสียงเย็น
“ขอรับ ข้าทราบแล้ว!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าตอบกลับ
“เ้ากลับไปเถอะ!”
“ขอรับ!” เฉียวรุ่ยขานรับ เดินจากไปอย่างกลัดกลุ้ม
.........
ตอนบ่าย ในเรือนน้อยของหลิ่วเทียนฉี
“ลงโทษห้าพันก้อนศิลาทิพย์หรือ?” ได้ฟังข่าวนี้ หลิ่วเทียนฉีชำเลืองมองเฉียวรุ่ยเล็กน้อย
“ใช่แล้ว อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนพูดเองกับปาก เทียนฉี จะทำอย่างไรดีเล่า?” ถูกลงโทษครั้งแรก เฉียวรุ่ยรู้สึกอับจนหนทาง
“ฮ่าๆๆ ไม่เป็ไรหรอก” เขาพูดก่อนนั่งลง วาดยันต์ดอกไม้ไฟสามแผ่นส่งให้คนรัก
“วันพรุ่งนี้ เ้าเอายันต์สามแผ่นนี้ให้อาจารย์ใหญ่ หลังจากนี้อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนคงไม่สร้างความลำบากให้เ้าแล้ว!” ช่วยอาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนครั้งใหญ่เช่นนี้ ก็นับว่าขายไมตรีให้อีกฝ่ายได้กระมัง? หวังว่าอีกฝ่ายจะรู้จักตอบแทนบุญคุณกันนะ
“สามแผ่น? สามแผ่นก็หกพันก้อนศิลาทิพย์สิ?” ไม่ใช่เพิ่มมาหนึ่งพันก้อนศิลาทิพย์หรือ
“ฮ่าๆๆ เอาไปให้อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีเผยรอยยิ้มมีเลศนัย ทำท่าบอกให้เฉียวรุ่ยเอายันต์ไปให้อีกฝ่าย
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า เก็บยันต์วิเศษสามแผ่นนั้นไป
เฉียวรุ่ยคิดว่าอาจารย์ใหญ่ร่างอ้วน้าศิลาทิพย์ หากเขาเอายันต์วิเศษสามแผ่นให้ อีกฝ่ายคงไม่พอใจเป็อย่างยิ่ง แต่กลับคิดไม่ถึง เมื่อเขามอบยันต์วิเศษให้ อาจารย์ใหญ่อ้วนกลับชมว่าเขาทำงานเป็ และยังบอกว่าหลังจากนี้จะเป็โล่ให้ ไม่ให้ตำหนักทองมาสร้างความลำบากให้เขาอีก ทำให้เขาอับจนวาจาโดยพลัน
เฉียวรุ่ยเพิ่งเข้าใจ อันที่จริง สิ่งที่อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วน้าไม่ใช่ศิลาทิพย์ห้าพันก้อนอะไรนั่น แต่เป็ยันต์ดอกไม้ไฟสามแผ่นนี้ต่างหาก
.........
วันรุ่งขึ้น ที่บ้านของหลิ่วเหอ
“สหายผู้ฝึกตนจางมาเยือน ให้เกียรติบ้านต้อยต่ำของข้ามากจริงเชียว!” เช้าตรู่ แขกคนสำคัญมาเยือน หลิ่วเหอ เขาจึงรีบลุกขึ้นมาต้อนรับ
“สหายผู้ฝึกตนหลิ่ว เกรงใจกันเกินไปแล้ว พวกเราหอหมื่นสมบัติร่วมงานกับผู้ฝึกตนหลิ่วมาสามสิบกว่าปี นับว่าเป็สหายเก่ามิใช่หรือ?” จางกงเยี่ยนบอกเหมือนเป็เื่สมควร
“สหายผู้ฝึกตนจาง เชิญนั่ง!” หลิ่วเหอพูดพลางสั่งบ่าวให้รีบยกชาเข้ามา
“สหายผู้ฝึกตนหลิ่ว ทุกคนล้วนเป็สหายเก่าแก่ ข้าขอเข้าประเด็นนะ ก่อนหน้านี้ สหายผู้ฝึกตนหลิ่วร่วมงานกับผู้จัดการหวังที่ร้านสาขาเมืองฝูเฉิงของหอหมื่นสมบัติอย่างพึงพอใจมาตลอด หลายเดือนมานี้ ท่านมานครเซิ่งตูก็ยังร่วมงานกับผู้แซ่จางอย่างน่าพอใจอีก ถ้าเช่นนั้น เื่ยันต์ดอกไม้ไฟนี่ ท่านว่าพวกเราควรร่วมงานกันต่อหรือไม่เล่า?” จางกงเยี่ยนมองหลิ่วเหอแล้วยิ้มถาม
“ยันต์ดอกไม้ไฟ?” ได้ยินอย่างนั้น หลิ่วเหอก็งุนงงนิดหน่อย
“ยันต์ดอกไม้ไฟคือยันต์ที่หลิ่วเทียนฉี หลานหลิ่วคนดีสร้างขึ้น ตอนนี้ในวิทยาลัยเซิ่งตูขายดีเป็อย่างยิ่ง ข้าจึงหวังว่าจะได้ร่วมงานกับผู้ฝึกตนหลิ่วกับหลานหลิ่วคนดี ซื้อขายยันต์ดอกไม้ไฟกันน่ะ!”
“สหายผู้ฝึกตนจาง ในเมื่อท่านรู้ว่ายันต์นี่เป็บุตรชายข้าสร้างขึ้น เช่นนั้นข้าย่อมไม่สะดวกพูดออกไปหรอก ยันต์นี้เทียนฉีสร้างเองจริง บิดาจึงไม่สะดวกตัดสินใจนัก แต่อีกไม่กี่วันเขาจะกลับบ้าน เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะลองหารือกับเขาเื่ยันต์ดอกไม้ไฟนี่สักหน่อยก็แล้วกัน”
“ได้ ถ้าเช่นนั้น ต้องรบกวนสหายผู้ฝึกตนหลิ่วแล้ว!”
“สหายผู้ฝึกตนจาง ไม่ต้องเกรงใจ!”
