ในภาคใต้ของทวีปลมดำ ท่ามกลางเทือกเขาสูงเสียดฟ้าที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทั้งปี สำนักภูผากระบี่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือยอดเขาหลายลูก อาคารนับร้อยหลังเรียงตัวลดหลั่นตามแนวสันเขา หลังคากระเบื้องสีหม่นสะท้อนแสงฟ้าครึ้มอย่างเงียบงัน
ในวันนี้ จาก่เช้าที่สดใสดีๆ ก็มีฝนตกลงมาโดยไม่มีลางบอกเหตุ
หยดน้ำเย็นเฉียบกระทบพื้นหินทีละหยด ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็สายฝนที่ปกคลุมทั้งสำนัก บรรยากาศเงียบผิดปกติราวกับธรรมชาติกำลังกลั้นหายใจ
ภายในห้องโถงหลัก
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ผู้นำอย่างสงบนิ่ง ใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ในแววตาที่ลึกลงไปเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
เสียงของเขาดังขึ้นช้า ๆ
“จริงงั้นหรือ… ที่บรรพบุรุษทั้งสามเสียชีวิตไปแล้ว”
ผู้าุโสูงสุดที่ยืนอยู่เบื้องล่างก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนตอบ
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจทั้งหมด… แต่ตะเกียงิญญาของพวกเขาดับลงแล้ว”
ความเงียบปกคลุมห้องโถง ชายบนบัลลังก์ถอนหายใจเบา ๆ
“เก็บข่าวนี้เป็ความลับ… ตอนนี้มีเพียงข้ากับท่านเท่านั้นที่รู้”
ผู้าุโสูงสุดตอบกลับ
“ขอรับ”
เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นจากภายนอกพร้อมเสียงะโดังขึ้น
“ท่านผู้นำนิกาย แย่แล้วขอรับ…”
….
….
ใน่เวลาก่อนหน้านี้ไม่นาน บริเวณลานกว้างของนิกายภายนอก ท้องฟ้าถูกเมฆฝนสีหม่นปกคลุม ก่อนที่เสียงหยาบกระด้างของชายคนหนึ่งดังขึ้นทำลายท่ามกลางสายฝน
“เอาโอสถกับหินิญญาประจำเดือนนี้มาให้พวกข้าซะ”
ชายสามคนยืนล้อมชายหนุ่มผู้หนึ่งเอาไว้ สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและความรังเกียจ ราวกับกำลังมองสัตว์ตัวเล็กที่ไม่มีค่าอะไรเลย
ชายหนุ่มกัดฟันแน่นพร้อมกอดถุงเก็บของไว้แน่น มือสั่นเล็กน้อย
“ข้าให้พวกเ้าไปแล้ว… แล้วข้าจะเอาอะไรบ่มเพาะล่ะ…”
ปึงง!!
หน้าเท้าของหนึ่งในชายทั้ง 3 คนกระแทกเข้าที่ใบหน้าของชายหนุ่มอย่างรุนแรง เสียงกระแทกดังสะท้อนในอากาศ ร่างของชายหนุ่มปลิวไปกระแทกกำแพงหินจนเกิดเสียงดัง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป สติของเขาแทบจางหาย
ชายทั้งสามเดินเข้ามาช้า ๆ ก่อนที่จะยกดาบขึ้นจี้ที่ลำคอของชายหนุ่มคนนั้น
“อย่าให้พวกข้าต้องโหดร้ายเลย ศิษย์น้อง ส่งของมีค่ามาให้หมด… แล้วเ้าจะได้หายใจต่อไปในวันนี้”
สายตาของชายหนุ่มพร่าเลือน แต่ทันใดนั้น ความหวังวาบขึ้น
เขาพยายามะโด้วยเสียงสั่นๆ
“ธิดาศักดิ์สิทธิ์… ช่วยข้าด้วย…”
ทันใดนั้น ทั้งสามคนร่างกายหยุดชะงัก เมื่อััได้ถึงพลังบางอย่างปรากฏขึ้นด้านหลัง
พวกเขาหันกลับไปทันที และเห็นร่างของมู่หลิงยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน ภาพของนางในตอนนี้งดงามราวกับเทพธิดา ผมสีรุ้งพลิ้วไหวเบา ๆ ผิวขาวดุจหยกใส ดวงตาเ็าไร้ความรู้สึก ออร่าที่แผ่ออกมาสูงส่งจนทำให้ลมหายใจของผู้คนรอบด้านสะดุด
ทั้งสามคนหยุดนิ่งทั้งร่างกายและลมหายใจ ราวกับตกอยู่ในมนต์สะกดที่ไม่มีวันตื่น
แต่เสียงเบา ๆ ของนางดังออกมา
“หยุด… ได้โปรด… หยุด…”
ชายทั้งสามรีบก้มศีรษะ
“ขออภัยธิดาศักดิ์สิทธิ์ พวกเรากำลังสั่งสอนรุ่นน้อง—”
ฉึก!!
แสงของคมดาบสว่างวาบผ่านสายตาของทั้ง 3 คน
ในเสี้ยววินาที ศีรษะของทั้งสามคนลอยขึ้นกลางท้องฟ้า เืพุ่งยาวเป็สาย ก่อนที่ร่างไร้ศีรษะทั้ง 3 ร่างจะทรุดตัวลง เืสาดกระจายบนพื้นหิน
ตึก!! ตึก!! ตึก!!
หัวทั้งสามตกกระแทกพื้น ความเงียบเข้าปกคลุมทุกอย่าง
ชายหนุ่มมองภาพนั้นด้วยความใปนดีใจ
“ขอบคุณธิดา….”
ประโยคยังไม่ทันจบ ภาพตรงหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนมุม มันค่อย ๆ ต่ำลง ราวกับพื้นกำลังเข้ามาใกล้หัวเขา และเสียงของเขาไม่อาจส่งออกไปได้อีกต่อไป
ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือ ร่างไร้ศีรษะของตัวเอง
….
….
มู่หลิงเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ท่ามกลางสายฝน ทุกก้าวของนางไร้เสียง แต่ทุกการเคลื่อนไหวคือความตาย
ชิง!! ชิง!! ชิง!! ชิง!! ชิง!! ชิง!!
เสียงคมดาบฟันผ่านเนื้อและกระดูกดังขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ซากศพมากมายนอนกองทับซ้อนกันจนแทบมองไม่เห็นพื้นเดิม ทะเลสาบเืขนาดมหึมาค่อย ๆ กำเนิดขึ้นและแผ่ขยายออกไป กลิ่นคาวเืเข้มข้นจนแทบทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก
ศิษย์หลักบางคนกัดฟันพยายามต่อต้าน พลังปราณปะทุออกจากร่าง เสียงะโปลุกใจดังระงม พวกเขาพุ่งเข้าหา ใช้วิชาที่แข็งแกร่งที่สุด ใช้พลังทั้งหมดที่มี
แต่ทุกการต่อต้านกลับจบลงเหมือนกัน คือความตายที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
“อ๊าาาาาาาา”
“ทุกคนหนีไป…อ๊าาาา”
“ใครก็ได้ช่วยด้วย…”
เสียงกรีดร้องของศิษย์มากมายดังระงมปะปนกันจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็เสียงของใคร ความหวาดกลัวแพร่กระจายเหมือนโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา
ชายคนหนึ่งยืนตัวสั่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธและสิ้นหวัง
“มู่หลิง… เ้าคนทรยศ… ข้าขอให้เ้าไม่ตายดี”
ฉึก!!
คำพูดของเขาขาดหายไปทันที ร่างนั้นถูกดาบผ่าออกเป็สองส่วน ก่อนร่างจะทรุดลงกองกับพื้นไปนอนรวมกับร่างกายของคนอื่นๆ อีกมากมาย
ในวินาทีนั้นเอง ด้านหลังของมู่หลิง ดอกบัวสามสีค่อย ๆ ลอยขึ้นอย่างเงียบงัน สีแดงที่ร้อนแรงดั่งเพลิง สีดำที่ลึกมืดเหมือนความว่างเปล่า และสีฟ้าที่เย็นเยียบเหมือนน้ำแข็งในหุบเหว
ทั้งสามหมุนวนเข้าหากัน ก่อนจะหลอมรวมเป็ดอกบัวหนึ่งเดียวที่สั่นะเือากาศโดยรอบ
มู่หลิงยกมือขึ้นช้า ๆ สีหน้าไร้ความรู้สึก แล้วโยนมันออกไปยังพื้นที่พักของศิษย์
ตูมมมมมมม!!
แรงะเิปะทุขึ้นรุนแรง คลื่นเพลิง 3 สีพุ่งกระจายกวาดล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า อาคารพังทลายลงและหายไปในพริบตา เปลวไฟเผาผลาญทุกอย่างอย่างไร้ปรานี เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว
ศิษย์มากมายวิ่งหนีตายอย่างเสียสติ บางคนล้ม บางคนถูกเหยียบ บางคนถูกเพลิงกลืนหายไปทั้งเป็
ผู้าุโภายในหลายคนในระดับนักบุญพุ่งเข้ามาล้อมร่างของนาง พลังปราณของพวกเขากดทับอากาศจนหนักอึ้ง
“หยุดซะ… มู่หลิง… เ้าเป็บ้าไปแล้วรึไง?”
มู่หลิงเพียงหมุนตัวหนึ่งครั้งอย่างช้า ๆ ดาบในมือกวาดออกเป็วงกลม
ฟิ่ววว!
ในเสี้ยววินาที หัวของผู้าุโทุกคนในระยะรอบตัวของนางหลุดออกจากบ่าพร้อมกัน เืสีแดงสดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนที่ร่างเ่าั้จะล้มลงไปกระแทกพื้น
แต่นางยังคงเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง นางฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าเหมือนเครื่องจักรสังหารที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น น้ำเสียงสั่นไหว
“น้องสาวมู่… เ้า… เ้าจำข้าได้หรือ…ข้าไง…”
ฉึก!!
ก่อนประโยคจะจบ หัวของนางก็หลุดออกจากบ่า ร่างกายล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
อีกเสียงหนึ่งร้องไห้แทบขาดใจ
“ศิษย์พี่มู่ ได้โปรดละเว้นข้า…”
ฉีก!!
ดาบฟาดลง หัวอีกหัวกลิ้งไปตามพื้น เืไหลนองเป็ทางนาว ทุกการฟันดาบของนางนำมาซึ่งความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกครั้งที่ดาบเคลื่อนไหว จะต้องมีศพเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งร่างเสมอ
“พี่สาวมู่หลิง…”
“น้องสาวมู่หลิง…”
“ธิดาศักดิ์สิทธิ์…”
“ศิษย์พี่มู่…”
“ศิษย์น้องมู่…”
“มู่หลิง!…”
“มู่หลิง!…”
“ได้โปรด…หยุด”
ทุกๆ เสียงเรียก ทุกๆ เสียงขอร้อง ทุกๆ เสียงอ้อนวอน ไหลผ่านหูของนางและส่งตรงเข้าสู่จิตใจทุกคำโดยไม่มีคำไหนตกหล่นแม้แต่คำเดียว
เสียงเ่าั้มันคมยิ่งกว่าดาบในมือของนางในเวลานี้เสียอีก ทุกเสียงกรีดร้อง ทุกคำอ้อนวอน มันได้กระแทกเข้าไปในจิตใจจนแทบแตกสลายและมันได้กรีดลึกลงในจิตใจของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
น้ำตาของนางไหลอาบแก้มเงียบ ๆ แต่ร่างกายของนางกลับทำได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือการรับฟัง
นางไม่สามารถหยุดตัวเองได้ นางไม่สามารถต่อต้านได้ นางไม่สามารถควบคุมอะไรได้แม้แต่น้อย
ตูมมมม!!
แรงกดดันมหาศาลปะทุขึ้นกลางอากาศราวกับฟ้าถูกฉีกออก คลื่นพลังิญญากดทับลงบนยอดเขาจนพื้นหินแตกร้าวเป็เส้นใย เสียงคำรามของพลังสะท้อนก้องไปทั่วพื้นที่ ผู้ที่ยังเหลือรอดต่างชะงักงันราวกับร่างกายถูกตรึงไว้ด้วยแรงที่มองไม่เห็น
กลางท้องฟ้า ร่างของชายผู้หนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างสง่างาม ออร่าของกึ่งจักรพรรดิขั้นที่สามพุ่งทะยานขึ้นราวกับเสาหลักที่ค้ำ์ พลังที่แผ่ออกมาทำให้อากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
ด้านหลังเขา จักรพรรดินักบุญสองคนยืนเคียงข้างพร้อมสีหน้าตึงเครียด ส่วนาานักบุญอีกห้าคนปลดปล่อยพลังเต็มที่จนพื้นที่รอบตัวสั่นะเือย่างต่อเนื่อง
เขากวาดสายตามองซากศพและทะเลเืเบื้องล่าง ก่อนจะะโเสียงสุดเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธและไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“มู่หลิง! หยุดเดี๋ยวนี้! เ้าทำบ้าอะไรอยู่!!”
แต่เมื่อสายตาไปหยุดที่ใบหน้าของนาง เสียงของเขากลับสะดุด ดวงตาคู่นั้นแตกสลายราวกับกระจกที่ถูกทุบจนไม่เหลือชิ้นดี
ไม่มีร่องรอยของความมีชีวิต เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ลึกลงไปจนทำให้ผู้มองรู้สึกหนาวเย็นไปถึงไขสันหลัง น้ำตาของนางไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน ปะปนกับคราบเืที่กระเซ็นติดอยู่ทั่วใบหน้า
หัวใจของกึ่งจักรพรรดิพลันสั่นะเือย่างรุนแรง ความโกรธในอกถูกแทนที่ด้วยความหวาดหวั่นที่ไม่อาจอธิบาย
“เ้า… เกิดอะไรขึ้นกับเ้า…”
ยังไม่ทันที่คำถามจะจบลง อากาศรอบตัวพวกเขาก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ดอกบัวเก้าดอกปรากฏขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน ล้อมรอบร่างของพวกเขาไว้ในทันที แต่ละดอกเปล่งแสงลึกลับที่ทำให้อากาศหนักอึ้งราวกับกำลังถูกบีบอัดจนแทบแตก
