นี่เป็ยุคที่น่ารังเกียจที่สุดและเป็ยุคที่มีคนน่ารังเกียจมากที่สุด
อันเจิงมีคำถามหนักอึ้งในใจ ตอนที่เขาอยู่จักรวรรดิต้าซีก็เคยเจอเื่ราวมากมายแต่สิ่งที่เขาเจอและได้ยินในแคว้นเยี่ยน กลับไม่เคยเกิดขึ้นในจักรวรรดิต้าซีเลยสักครั้งจักรวรรดิต้าซีสงบสุขมาก องค์จักรพรรดิมีอำนาจยิ่งใหญ่ ทั้งจักรวรรดิก็มั่นคงเหมือนเครื่องจักรที่สงบนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่โต
แต่กับแคว้นเยี่ยน เื่ราวทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างคาดการณ์ไม่ได้
เขาไม่สามารถแยกแยะออกได้เลยว่า ขุนนางคนไหนเป็คนดีและขุนนางคนไหนเป็คนเลวเพราะสิ่งที่ขุนนางทุกคนทำ ต่างก็ส่งผลเสียต่อแคว้นทั้งนั้น
จูเก๋อเหยียนขุนนางที่อยู่คู่ราชสำนักมาสามสมัยเป็คนวางแผนทั้งหมดนี้และเริ่มแผนการโดยให้ตัวเองตายเป็คนแรก
ระหว่างทางที่อันเจิงเดินกลับสำนักเขาคิดมาตลอดทางว่าจะบอกซางโหยวเื่นี้อย่างไรดี นางหวังว่าเขาจะช่วยนางหาศัตรูจนเจอแต่อันเจิงกลับพบว่าที่จริงแล้วไม่มีศัตรูซ่อนอยู่ จูเก๋อเหยียนฆ่าตัวตายเช่นเดียวกับที่ซางไห่จิงทำ
เมื่อรู้ความจริง อันเจิงจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมมู่ฉางเยียนจึงแบกโลงศพของจูเก๋อเหยียนด้วยตนเอง ทำไมตอนที่ห่าวผิงอันตายเขาถึงไม่ออกจากจวนเสนาบดีเป็เวลาถึงสามวันและเพราะอะไรเมื่อซางไห่จิงตาย เขาต้องตรวจสอบเื่นี้เองกับมือ...จัดฉากั้แ่แรกมันก็เป็เพียงการจัดฉากขึ้นมาทั้งนั้น เพราะมู่ฉางเยียนรู้ั้แ่แรกแล้วว่าจูเก๋อเหยียนต้องตายและก็รู้อยู่แล้วว่าซางไห่จิงก็ต้องตายเหมือนกัน
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ในสายตาของเหล่าขุนนางแคว้นเยี่ยนทั้งนั้นการกระทำเช่นนี้สามารถเรียกคะแนนจากเหล่าขุนนางได้ไม่น้อยเมื่ออันเจิงตั้งสติแล้วคิดทบทวนอย่างละเอียด เขาจึงคาดเดาได้ทันทีว่ามู่ฉางเยียนจะทำอะไรเป็เื่ต่อไป
ไทเฮาซูชิงนวนเป็คนของแคว้นจ้าวหากความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้าย ความรู้สึกดี ๆ ที่คนแคว้นเยี่ยนมีต่อคนแคว้นจ้าวก็คงต้องหยุดลง
ในคืนที่เงียบสงัด อันเจิงค่อย ๆเดินกลับสำนักวรยุทธ์เบิก์ คืนนี้ราวกับเป็ค่ำคืนที่แสนยาวนาน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น มีชายคนหนึ่งยืนรออยู่หน้าประตูสำนักวรยุทธ์เบิก์เขาคนนั้นแบกกระเป๋าผ้าใบไม่ใหญ่มาก ท่าทางดูขัดสนยากจน
ร่างของเขาใหญ่กำยำและมีกลิ่นอายของคนในชนเผ่าโยวมู่บนร่างสวมชุดที่ทำมาจากหนังสัตว์ ่นี้เป็ฤดูร้อนเขาจึงมีเหงื่อไหลเต็มใบหน้า
เมื่อตอนที่ผู้เฒ่าฮั่วเปิดประตูออกชายคนนั้นโค้งตัวลงเล็กน้อย มือขวาวางไว้ที่หน้าอก “สหายที่เคารพ ข้าเป็คนรู้จักก่อนเก่าที่เดินทางมาจากแดนไกลหลังจากข้าได้รับพลังความกล้าจาก์ จึงอดทนเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาในที่สุดข้าก็หาที่นี่จนเจอ”
ผู้เฒ่าฮั่วชะงัก “เ้าคือใคร?”
ชายกำยำเงยหน้าขึ้น “ตามมารยาทแล้วควรเชิญข้าเข้าไปดื่มชาก่อนไม่ใช่รึ?”
ผู้เฒ่าฮั่วลังเลเล็กน้อยเขาหันกลับไปมองด้านหลัง เห็นว่าชายกำยำในบ้านต่างตื่นมาออกกำลังกายกันแล้ว น่าจะสะดวกให้เข้ามาได้“เข้ามาสิ”
ชายร่างกำยำโค้งตัวอีกครั้ง “ขอบคุณท่านสหายที่เคารพ”
ผู้เฒ่าฮั่วเดินนำเข้าไปในบ้านผ่านไปไม่นานอันเจิงก็ออกมาพบชายกำยำคนนี้
เมื่อชายคนนั้นเห็นอันเจิง เขาคุกเข่าลงหนึ่งข้างทันที“ในที่สุดก็หาท่านจนเจอ ในดินแดนทุ่งหญ้าที่ได้รับพลังจากฟ้าข้าแบกความหวังของคนนับล้านมาที่นี่หากท่านยินยอมเดินทางกลับไปเป็หัวหน้าเผ่าคนใหม่แล้วละก็ธงประจำเผ่าทั้งหมดก็จะเปลี่ยนเป็ชื่อของท่าน”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไป “ความหมายของเ้าคืออันเจิงจะเป็ผู้สืบทอดชนเผ่าอย่างงั้นรึ?”
ชายร่างกำยำตอบกลับอย่างจริงจัง “ท่านยอดนักรบความหมายที่ท่านพูดก็ถูกเหมือนกัน”
ตู้โซ่วโซ่วถาม “ทรัพย์สินเยอะหรือไม่?”
“ทุ่งหญ้ากว้างนับหมื่นกิโลเมตรที่มีประชาชนนับล้านแล้วยังมีฝูงแกะฝูงวัวนับไม่ถ้วน และแน่นอนว่าต้องมีทหารที่ทรงพลังและหญิงงามมากมาย”
ตู้โซ่วโซ่วมองไปที่อันเจิง“ข้าไม่เห็นจะจำได้ว่าบิดามารดาเ้าเคยไปดินแดนลึกลับนั่นเลย...ตอนนั้นเ้าก็ไม่เห็นจะเหมือนคนเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเลยด้วย”
อันเจิงไม่อยากพูดอะไรมากจึงเดินตรงไปจับหัวของชายกำยำผู้นั้นแล้วดึงหนวดออก“บอกให้ตั้งใจฝึกฝนหน่อย นี่เ้าไม่ตั้งใจเลยสักนิด ถูกคนอื่นจับได้หมดแล้ว”
ชายกำยำร้องครางด้วยความเจ็บ “เบาหน่อยได้หรือไม่ข้าเจ็บ ให้ข้าลงมือเองไม่ได้หรือ?”
เขายืนขึ้นถอดเสื้อผ้าแล้วยกมือขึ้นแกะหนวดที่หน้าออกทั้งหมด ใบหน้าที่แท้จริงของเขาจึงเผยให้เห็นทันที
ตู้โซ่วโซ่วเบิกตาโต “จง...จงจิ่วเกอนี่?”
จงจิ่วเกอถอนหายใจยาว “์ ข้าร้อนจะตายอยู่แล้วเ้าอ้วนตู้โซ่วโซ่ว...นึกไม่ถึงว่าเ้ายังจำข้าได้ ดูไปแล้วเ้าตัวกำยำขึ้นเยอะเลยนะแต่ก่อนเป็หมูอ้วน ส่วนตอนนี้เป็หมูที่หุ่นดีขึ้นมาหน่อยแล้ว”
ตู้โซ่วโซ่วกำหมัด “เดี๋ยวเถอะ ข้าจะอัดเ้าให้น่วมเลย”
จงจิ่วเกอดื่มน้ำก่อนจะพูดขึ้น“แบบนี้ไม่สนุกเลย ไม่สนุกเลยสักนิด”
อันเจิงยื่นผ้าขนหนูให้ “มาั้แ่เมื่อไหร่?”
“ข้ามาถึงเมืองฟางกู้สองวันแล้วแต่ไม่กล้าตรงเข้ามาหาเ้าทันทีเลยอำพรางตัวรออยู่ข้างนอกข้าถึงได้เห็นว่านอกสำนักของเ้ามีเื่สนุก ๆ ไม่น้อย มีคนมากมายจับตาดูคนในสำนักนี้อยู่ข้ารู้ว่าสำนักวรยุทธ์เบิก์ไม่ขาดคนที่มีพลังวัตรแต่ยังขาดคนช่วยสังเกตการณ์ฉะนั้นข้าจึงไม่ได้รีบมาเจอเ้า”
เขาเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วนิ่งมองอันเจิง“ข้าหาที่ตั้งหลักที่น่าสนใจได้แล้ว เดี๋ยวยังต้องกลับไปที่นั่นอีก ส่วนตอนนี้ขอคุยกับเ้าเป็การส่วนตัวหน่อยได้หรือไม่?”
อันเจิงพยักหน้าจากนั้นก็เดินนำหน้าออกไป
จงจิ่วเกอเดินตามอันเจิงพลางหันกลับมาหัวเราะให้ตู้โซ่วโซ่ว“อีกประเดี๋ยวข้าจะมาหาเ้านะเพื่อนยาก ได้ยินว่าตอนเ้าอยู่ชายแดนมีมรกตเยอะเลยนี่รวมไปถึงคอกหมูกับแม่หมูอีกหลายสิบตัว...”
ตู้โซ่วโซ่ววิ่งตามไปเตะบั้นท้ายจงจิ่วเกอเขาจึงร้องออกมาด้วยความเ็ป
ตู้โซ่วโซ่วกัดฟันพูด “ไม่เจอกันมาหลายปีเ้าก็ยังชั่วเหมือนเดิมเลยนะ”
เมื่อทั้งสองอยู่ในศาลาด้านนอก จงจิ่วเกอจึงพูดขึ้น“เื่ที่เ้ามอบหมายให้ข้าไปทำ ข้าหาวิธีทำจนสำเร็จแล้วนะ แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้ตำหนักเทียนห่าวกงก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ราวกับถูกราชสำนักต้าซีตีตัวออกหากฉะนั้นไม่ว่าลูกศิษย์ของเทียนห่าวกงจะอยู่ที่ไหน ก็จะกลับมารวมตัวที่ตำหนักกันหมด แต่เดิมสำนักมากมายในจักรวรรดิต้าซีได้เชิญคนของเทียนห่าวกงมาเป็อาจารย์ฝึกสอนในสำนักแต่หลังจากที่ข้าไปที่นั่นได้ไม่นาน ผู้ฝึกพลังวัตรหญิงทั้งหลายต่างก็ทยอยเดินทางกลับเทียนห่าวกงกันหมดแล้ว”
“ตอนนั้นข้าเดาว่าคนในเทียนห่าวกงต้องทำอะไรบางอย่างให้ราชสำนักต้าซีไม่พอใจแน่นอนราชสำนักต้าซีถึงคิดจะกำจัดทิ้งเสีย แต่เมื่อตรวจสอบไปไม่นานจึงพบว่า ราชสำนักต้าซีไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นนอกจากให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องตัดขาดความสัมพันธ์กับเทียนห่าวกงให้หมดเท่านั้นเอง”
อันเจิงขมวดคิ้ว “เสวี่ยเหมยไต้คงจะรู้อะไรบางอย่างแล้วกระมัง”
จงจิ่วเกออดใจไม่ได้จึงถามอันเจิง“อันเจิง เ้ากับเสวี่ยเหมยไต้เป็อะไรกันแน่ เ้าเป็แค่เด็กธรรมดาที่อยู่ในเทือกเขาชางหมานแต่เสวี่ยเหมยไต้เป็ดั่งนางฟ้าที่สูงส่ง ไม่เพียงแค่ตำแหน่งที่ต่างกันแต่เ้าทั้งสองก็อยู่ห่างกันหลายหมื่นกิโลเมตร เ้าไปรู้จักนางได้อย่างไร?”
อันเจิงนิ่งไปครู่หนึ่ง “เคยมีคนขอร้องข้า...หลายปีก่อนเพื่อนคนหนึ่งของเสวี่ยเหมยไต้ได้รับาเ็ในเทือกเขาชางหมานแล้วเขาก็เจอกับข้าพอดี ตอนนั้นเขากำลังจะขาดใจตาย เพราะไม่มีวิธีอื่นจึงขอร้องให้ข้านำคำพูดนี้ไปบอกเสวี่ยเหมยไต้”
จงจิ่วเกอมองไปที่ดวงตาของอันเจิง “คนคนนั้นเป็ผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีหรือไม่?”
อันเจิงพยักหน้า “ใช่”
จงจิ่วเกอถอนหายใจยาว“เขาเป็คนที่สำคัญขนาดนั้น ตายแล้วจริง ๆ หรือ”
อันเจิงถามขึ้น “ทำไมคนที่จักรวรรดิต้าซีคิดว่าเขายังไม่ตาย?”
จงจิ่วเกอพูดด้วยเสียงที่โกรธเคืองเล็กน้อย “จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิต้าซีเรียกเขาว่า...ฏ....เขากุมความลับมากมายและหนีไปตอนนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็หรือตาย”
สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปทันที ในแววตาเต็มไปด้วยรังสีสังหาร
จงจิ่วเกอพูดต่อ“เื่เล่าของเขาคนนั้นยังคงพูดกันจนถึงวันนี้ได้ยินมาว่าเขาร่วมมือกับขุนนางในราชสำนักวางแผนปลงพระชนม์องค์จักรพรรดิ แล้วสนับสนุนให้องค์ชายอีกองค์ขึ้นครองราชย์เมื่อถูกจับได้เขาจึงหนีอย่างหัวซุกหัวซุน เหล่ายอดฝีมือมากมายของจักรวรรดิต้าซีออกตามล่าเขาแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังหาตัวไม่เจอ ว่ากันว่าคนคนนี้หนีไปยังดินแดนทางตะวันตกฉะนั้นคนที่เกี่ยวข้องกับเขาต่างก็ไปสืบหากันอย่างลับ ๆ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววใครจะไปคิดว่าเขาจะมาตายที่ดินแดนทางเหนืออย่างเทือกเขาชางหมาน”
ราวกับมีมีดปักเข้าไปในอกของอันเจิง
ตัวเขาเองกลายเป็เหยื่อเขากลายเป็เหยื่ออย่างเต็มตัว
จดหมายที่สั่งให้เขาไปแคว้นเยี่ยนในตอนนั้นเป็จดหมายโดยตรงจากองค์จักรพรรดิตอนที่เจอหน้ากันก็มีเพียงเขาทั้งสองที่รู้เื่นี้ฉะนั้นคนที่รู้ว่าเขามาแคว้นเยี่ยนก็คงมีไม่มากแล้วหากเื่เล่าเหล่านี้ออกมาจากปากของจักรพรรดิ จะมีใครกล้าสงสัยล่ะ?กว่าสี่ปีผ่านมาแล้ว ไม่มีใครมาแคว้นเยี่ยนเพื่อสืบเื่นี้เลยเพราะทั้งเพื่อนและศัตรูเขาต่างมุ่งไปที่ดินแดนตะวันตกนั่นเอง
“ทางด้านเทียนห่าวกงเดิมทีมีมากกว่าเก้าคนที่ไปดินแดนตะวันตกเพื่อสืบเื่นี้ แม้กระทั่งเสวี่ยเหมยไต้ก็ไปด้วยตัวเองเหมือนกันข้าไปจักรวรรดิต้าซีกว่าครึ่งปีถึงมีโอกาสได้เจอนาง ข้าบอกนางให้ระวังราชสำนักต้าซีนางจึงถามข้าว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เพราะข้าก็ไม่ได้รู้เื่ราวเื้ัฉะนั้นจึงไม่ได้อธิบายอะไรไปมากมาย ข้าเดาว่า...นางต้องแอบติดตามข้ามาด้วยอย่างแน่นอน”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเย็นะเืดังขึ้นมา“เ้าเดาไม่ผิด”
หญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีขาวที่งดงามมากถึงมากที่สุดปรากฏตัวขึ้นนางดูสง่างามราวกับเทพธิดา ความเ็าที่ดูหยิ่งทะนงของนางราวกับความคมของดาบ ในโลกใบนี้ไม่มีชายคนไหนที่คู่ควรกับนางเลยแม้แต่น้อยความงามที่นางมีทำให้ใต้หล้าดูหม่นหมองไปหมด
งดงามอย่างไร้ที่ติ
“เ้าเคยเจอเขามาก่อนจริงหรือ?” หญิงสาวเดินมาหยุดตรงหน้าอันเจิง จากนั้นก็ถามด้วยน้ำเสียงเย็นะเื
ในใจอันเจิงตอนนี้ราวกับคนใกล้ตายที่ดิ้นทุรนทุราย
นางก็คือเสวี่ยเหมยไต้ เสวี่ยเหมยไต้ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้าสาวงามที่ชายทั้งจักรวรรดิต้าซีหลงใหล แต่นางกลับใส่ใจเพียงชายคนเดียวเท่านั้น ถึงแม้จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิต้าซีจะมีใจให้แต่นางก็ไม่เคยมีท่าทีสนใจเลยสักนิด ชายที่ตามทุ่มเทให้นางมีั้แ่ตำแหน่งสูงส่งไปจนถึงผู้ที่มีพลังวัตรแข็งแกร่งเลยทีเดียว
อันเจิงพยายามทำให้ตัวเองสงบลง เพราะเขารู้ว่าตัวเองต้องช่วยให้เสวี่ยเหมยไต้หลุดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายนี้
“ใช่ ข้าเคยเจอเขามาก่อน”
อันเจิงถอนหายใจยาว ๆ จากนั้นก็ถามขึ้น“เ้าเป็องค์หญิงของตำหนักเทียนห่าวกงรึ?”
เสวี่ยเหมยไต้สูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเเตี้ยกว่าอันเจิงเพียงนิดเดียวเท่านั้น นางมีใบหน้าที่งดงามอย่างที่สุด แม้กระทั่งจิตรกรที่เก่งกาจก็ไม่สามารถวาดภาพสตรีที่มีโฉมงามอย่างนี้ได้เพราะความงามของนางพิเศษและไม่เหมือนใคร สาวงามทุกคน เมื่อได้เจอนางต่างก็รู้สึกว่าตัวเองขี้ริ้วขี้เหร่ในทันที
มีเพียงนางที่เรียกได้ว่างดงามอย่างแท้จริง
เสวี่ยเหมยไต้ไม่ได้ตอบคำถามของอันเจิงแต่กลับถามต่อ “เขาตายแล้วหรือ?”
อันเจิงส่ายหน้า “ยังไม่ตายแต่ข้าจำเป็ต้องบอกว่าเขาตายแล้ว”
สีหน้าของเสวี่ยเหมยไต้เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องนางก้าวมาข้างหน้า ไหล่ของนางสั่นเทาตลอดเวลา “เขาอยู่ที่ไหน?”
อันเจิงนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วกลั้นใจตอบกลับ“เขาไปแล้ว...เขาถูกเหล่ายอดฝีมือลอบโจมตีในเทือกเขาชางหมาน การต่อสู้ดุเดือดมากแม้เขาจะฆ่าคนพวกนั้นไปได้หลายคน แต่ทว่าตัวเองก็ได้รับาเ็สาหัส ฉะนั้นสภาพก็ไม่ต่างจากตายไปแล้วแต่ข้ารู้ว่าคนแข็งแกร่งอย่างเขาต้องไม่ตายแน่ ๆ คนอย่างเขาจะตายง่าย ๆ แบบนั้นได้อย่างไร”
เสวี่ยเหมยไต้ก้าวมาข้างหน้าอีกก้าวแล้วจับไหล่อันเจิงเอาไว้“เขาไปไหนกันแน่?”
อันเจิงส่ายหน้า “ข้าไม่รู้เขาบอกว่าต้องไปหลบซ่อนในที่ที่ปลอดภัย”
เสวี่ยเหมยไต้ถอยหลังไปหนึ่งก้าว นางมองอันเจิงด้วยแววตาที่สับสน“เ้าเจอเขาจริง ๆ หรือ?”
อันเจิงหยิบปิ่นแมลงปอทับทิมในกระเป๋าออกมาจากนั้นก็ยื่นให้นาง “เขาบอกว่าหากข้ามีโอกาสได้เจอเ้า ให้ข้ามอบของชิ้นนี้ให้แก่เ้าด้วยตัวเอง...ตอนนี้โอกาสนั้นก็มาถึงแล้ว”
ทันใดนั้น ร่างของเสวี่ยเหมยไต้ก็สั่นเทาจนแทบจะล้มทั้งยืน
