มู่จื่อหลิงรออยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่เห็นว่าจะมีเสียงหรือความเคลื่อนไหวมาจากบนเตียงหยกเหมันต์
รอบกายเงียบงันลงไปทันที ทำให้มู่จื่อหลิงพลันนึกถึงจุมพิตที่เอาแต่ใจและอ่อนโยนเมื่อครู่ขึ้นมา นิ้วเรียวเล็กขาวผ่องดั่งหยกแตะลงบนริมฝีปากอ่อนนุ่มของตนเองอย่างเผลอไผล
ตรงนี้ ดูเหมือนจะยังมีกลิ่นอายของหมอนั่นทิ้งเอาไว้ ทำให้คนหลงใหล ถลำลึกลงไป...
คิดไปคิดมา พวงแก้มมู่จื่อหลิงก็แดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ใบหน้าก็เริ่มร้อนขึ้นมาน้อยๆ
นางสะบัดศีรษะอย่างหงุดหงิด สองมือตบเบาบนใบหน้าเล็กร้อนผะผ่าวของตนเอง ให้ตนเองมีสติกลับเข้ามา
คิดอะไรอยู่ เ้าคนน่าชิงชังผู้นั้นก็ตักเตือนนางแล้ว เขาเพียงไม่อยากให้ตนเสียเปรียบก็เลยจูบนางกลับ
ก็แค่จูบเดียวเท่านั้นมิใช่หรือ เสียแล้วก็เสียไป อย่าไปจริงจังนักเลย มิใช่เื่ใหญ่อันใด!
แต่ว่ามันก็น่าเครียดจริงๆ แล้วยังเป็เื่ใหญ่ยิ่งนัก ตนเองเสียจูบแรกไปอย่างไม่ทันระวังไม่พอ ยังถูกบังคับจูบกลับไปอีกหนึ่งครั้ง คืนนี้ช่างเป็คืนแห่งหายนะจริงๆ
มู่จื่อหลิงตัดพ้อในใจเงียบๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่ สุดท้ายแล้วก็ยังโทษว่าเป็เพราะตนเองโชคร้ายไปแล้ว ช่างโชคร้ายเหลือเกิน
นี่มัน วิบากกรรมจาก์นั้นหลีกเลี่ยงได้ ทว่าวิบากกรรมจากตนนั้นหนีไม่พ้น!
มู่จื่อหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วผ่อนออกมาช้าๆ กัดริมฝีปากอย่างฮึดฮัด ถลึงตาด้วยความโกรธเคืองใส่ชายที่นอนอยู่บนเตียงหยกเหมันต์อย่างสบายอกสบายใจ
หลงเซี่ยวอวี่มิได้สนใจนางและมิได้เอ่ยปาก ยังคงหลับตาทั้งสองข้าง เอนหลังอย่างสบายใจไม่ขยับเขยื้อน ดูเหมือนกับว่าหลับไปแล้วจริงๆ
มู่จื่อหลิงก็ไม่คิดจะถามอีก เหอะ! ไปสนใจทำไมว่าเขาจะนอนหรือไม่นอน นางถือว่าหมอนี่หลับไปแล้วจริงๆ และเพื่อมิให้เสียงดังจนทำให้ฉีอ๋องผู้สูงส่งตื่นขึ้นมาจึงตัดสินใจออกไปเองโดยมิได้บอกลา
หลังจากคิดได้ มู่จื่อหลิงก็หันหลังไปอย่างเงียบเชียบ ใช้ฝีเท้าแมว ย่องออกไปทีละก้าวอย่างราบรื่น...
มู่จื่อหลิงกลับไม่เห็นว่า ณ ชั่วขณะที่นางกำลังหันกายไปนั้น บุรุษบนเตียงหยกเหมันต์ก็ค่อยๆ เปิดั์ตางดงามที่ดำขลับราวหยดหมึกขึ้นอย่างช้าๆ
ดวงตาของหลงเซี่ยวอวี่ที่ฉายแววลุ่มลึกสว่างวาบ ราวกับว่ากำลังเปล่งประกายแสงแวววาว เอียงศีรษะน้อยๆ สายตาจับจ้องไปยังมู่จื่อหลิงที่สวมฝีเท้าแมวย่องเท้าออกไป
นิ้วมือเรียวยาวขาวเนียนลูบไล้กลีบริมฝีปากแ่เบา มุมปากบางเฉียบโค้งขึ้นเล็กน้อย ประดับรอยยิ้มน่ามองและมีเสน่ห์อย่างเหลือร้าย รอยยิ้มเจือไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
“หญิงโง่งม สมควรแล้วที่ถูกเปิ่นหวางรังแก” ริมฝีปากหลงเซี่ยวอวี่เปิดออกเล็กน้อย น้ำเสียงแจ่มแจ้ง ทว่ากลับเหมือนมีเพียงเขาเองที่ได้ยิน
-
หลังจากมู่จื่อหลิงออกไป ความระเนระนาดด้านนอกถูกทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาพเดิมดั่งในตอนแรก ไร้ซึ่งร่อยรอยของการต่อสู้
กุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยสองมือกอดกระบี่ไว้ตรงหน้าอก ยืนอยู่สองฟากประตูอย่างเคร่งขรึม ราวกับเสาประตูสองต้นที่ถูกยึดไว้อย่างแ่า มั่นคงตั้งตระหง่านไม่ไหวติง มีเพียงสายตาสังเกตสถานการณ์ภายนอกตำหนักอวี่หานอย่างระแวดระวังเท่านั้น อยู่ในท่าทางเตรียมพร้อมตลอดเวลา
เสี่ยวหานเองก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว ยืนอยู่ด้านข้างอย่างมึนงง สีหน้าซีดขาวเล็กน้อยเปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวล
“อะแฮ่ม!” มู่จื่อหลิงส่งเสียงกระแอมเล็กน้อย นั่งลงบนตั่งนุ่มอย่างพออกพอใจ
กุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยได้ยินเสียงจึงหันกายมาในเวลาเดียวกัน โค้งตัวประสานมือ ร้องเรียกอย่างนอบน้อม “หวางเฟย!”
“นายน้อย ท่านไม่เป็อันใดใช่หรือไม่?” เสี่ยวหานรีบวิ่งมาตรงหน้ามู่จื่อหลิง ถามด้วยความกังวล
หลังจากนางฟื้นขึ้นมาก็สอบถามสองตอไม้ข้างประตูนั่นแล้ว แต่พวกเขาไม่พูดอะไรเลยแม้แต่น้อย นางจึงได้แต่กังวลใจอยู่เพียงลำพัง
“ไม่มีอันใด ข้ามีเื่จะพูดกับกุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ย เ้ากลับไปพักผ่อนก่อนไป” มู่จื่อหลิงพูดเลี่ยงประเด็นสำคัญ ยามนี้นางถึงได้รู้สึกว่าหัวไหล่ตนเองเจ็บขึ้นมาเลาๆ
“บ่าวไปก่อนนะเ้าคะ!” เสี่ยวหานก็มิได้มากความอีก รับคำแล้วออกไปอย่างเชื่อฟัง
มุมปากมู่จื่อหลิงยกขึ้นเป็รอยยิ้มอย่างมีความหมาย กวักมือเรียกกุ่ยเม่ยทันที “กุ่ยเม่ยเ้ามานี่!”
รอยยิ้มนี้เมื่ออยู่ในสายตาของกุ่ยเม่ย กลับทำให้ก้นบึ้งหัวใจของกุ่ยเม่ยรู้สึกขนลุกขนพอง รอยยิ้มที่มีความหมายนี้ดั่งกำลังพูดว่า เ้ามานี่ เปิ่นหวางเฟยรับรองว่าจะไม่ตีเ้าให้ตาย!
ว่ากันตามเหตุผลแล้วแม้หวางเฟยจะเข้าไปเป็เวลานาน แต่นอกจากหน้าที่แดงกว่าปกตินิดหน่อยแล้ว ก็ปลอดภัยดีทุกอย่าง เดินออกมาจากตำหนักในในสภาพสมบูรณ์แบบไร้รอยบุบสลาย
ดูท่านายท่านคงมิได้ทำเื่อะไรไม่ดีกับหวางเฟย เขาจึงมิได้มีเื่ให้กังวลหรือเกรงกลัว ไม่มีอันใดให้ต้องร้อนตัว
ทว่าในใจกุ่ยเม่ยก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว สุดท้ายก็กัดฟันสาวเท้าเดินเข้าไป
ไม่ได้ทำเื่อันใด? หากมู่จื่อหลิงทราบถึงความคิดในใจของกุ่ยเม่ยตอนนี้ ไม่รู้ว่าจะตบเ้าตอไม้ให้จมลงไปในดินตลอดกาลจริงๆ หรือไม่
ดูเหมือนกุ่ยหยิ่งจะรู้ว่ามู่จื่อหลิงเรียกกุ่ยเม่ยด้วยเหตุใด ในใจเขาจึงสวดมนต์ไว้อาลัยให้กับพี่น้องที่แสนดีของเขาอย่างเงียบๆ
แม้เขาจะกลับมาพร้อมกับนายท่าน แต่เื่ที่เกิดขึ้นกับนายท่านและหวางเฟยก่อนนี้ไม่นานนั้น เขามัวแต่จัดการคนชุดดำด้านนอกเ่าั้จึงไม่มีโอกาสได้เห็น และกุ่ยเม่ยก็ได้ฉวยโอกาสที่เพิ่งว่างเว้นจากการเก็บกวาดเมื่อครู่บอกกับเขาแล้ว
แม้เขาจะไม่ค่อยเชื่อคำพูดของกุ่ยเม่ย ไม่เชื่อว่าเ้านายของพวกเขาจะจุมพิตสตรี แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ ‘น่าสยดสยองเป็พิเศษ’ เช่นนี้ของหวางเฟยแล้ว ก็ทำให้เขาเชื่อขึ้นมาโดยพลัน
เขาต้องยินดีจริงๆ ที่นายท่านให้กุ่ยเม่ยติดตามหวางเฟย มิใช่ให้เขาติดตามหวางเฟย
แม้เขาจะมิได้เห็นอุบายของหวางเฟยด้วยตาตนเอง แต่เมื่อเห็นหน้าตาทุกข์ทรมานของคนที่ตาย เขาก็พอจะจินตนาการออกมาได้
ทว่าภายในสถานการณ์เช่นนั้น กุ่ยเม่ยคิดเผ่นหนีไปล่วงหน้าก็นับว่าเป็การกระทำที่ฉลาดแล้ว หากเป็เขา ไม่แน่ว่าคงเผ่นหนีไปเร็วกว่ากุ่ยเม่ยเสียอีก
“เป็อย่างไร เ้าาเ็สาหัสหรือไม่?” มู่จื่อหลิงเหลือบสายตาที่ฉายรอยยิ้มจางๆ ขึ้นมามองกุ่ยเม่ย ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาไขว่ห้าง สั่นขาอยู่เป็พักๆ
เมื่อกุ่ยเม่ยถูกสายตาที่ฉายรอยยิ้มจางๆ เช่นนี้จับจ้องก็ประหม่าเล็กน้อย ในใจก็ดังตึกๆ ขึ้นมาโดยไม่ทันรู้ตัว เขาไม่มีทางโง่งมจนคิดไปว่าท่าทางยิ้มยิบหยีนี้ของหวางเฟยกำลังเป็ห่วงเขา
แม้ในใจจะไม่สงบ แต่ภายนอกของกุ่ยเม่ยก็ยังคงเยือกเย็นเช่นปกติ มือประสานกันพูดอย่างนอบน้อม “ขอบคุณหวางเฟยที่ห่วงใย เพียงแค่าแภายนอกเท่านั้น มิใช่เื่ร้ายแรงขอรับ”
“จริงหรือ? แต่ที่เปิ่นหวางเฟยเห็นก็เหมือนจะหนักหนาอยู่นะ!” มู่จื่อหลิงเลิกคิ้วน้อยๆ ด้วยสีหน้าเที่ยงธรรมมองกุ่ยเม่ยที่ได้รับาแรุนแรงจากกระบี่เพราะเสียสมาธิในยามนั้น และเวลานี้แขนก็ดูเหมือนจะยังมีเืซึมออกมา
“ขอรับ!” กุ่ยเม่ยพูดด้วยความมั่นใจ ตัดพ้อในใจเงียบๆ หวางเฟยท่านมีเื่ใดก็พูดมาตรงๆ เถิด
“ในเมื่อเป็เช่นนี้...มือนั้นของเ้า...” มู่จื่อหลิงหยุดชะงักไป ล้วงยาขวดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ส่งไปให้กุ่ยเม่ย ส่งสายตาพยักพเยิด พูดไปหยุดไป “เอ้า! ตอนนี้เอายานี่ทาลงไปบนาแบนมือเสีย แล้วมือข้างนี้ก็จะ...”
ในใจกุ่ยเม่ยร่ำร้องว่าซวยแล้ว หวางเฟยจะทำให้มือเขากุดหรือไม่?
กุ่ยเม่ยกำลังลังเล รีๆ รอๆ ไม่กล้าเอื้อมมือไปรับมา
มู่จื่อหลิงมองท่าทีลังเลไม่กล้าตัดสินใจของกุ่ยเม่ยอย่างขบขัน กล่าวด้วยรอยยิ้มจาง “หรือว่ากลัวเปิ่นหวางเฟยใช้ยาพิษเอาชีวิตเ้า?”
“ข้าน้อยมิกล้า!” กุ่ยเม่ยพูดด้วยความนอบน้อม ในดวงตาเจือแววตื่นตระหนก
อันที่จริงกุ่ยเม่ยนั้นหวาดกลัว แต่เขาจะกล้าพูดออกไปหรือ ไม่มีทางกล้าแน่นอน เป็การรนหาที่ตายชัดๆ!
มู่จื่อหลิงหัวเราะอย่างจนปัญญา “เอาเถอะ ไม่ล้อเ้าเล่นแล้ว นี่คือยาสมานาแ รีบนำไปทาเถิด ยังมีเื่ต้องพูดกันอีก”
กุ่ยเม่ยพลันรู้สึกประหลาดใจอย่างไม่คาดฝันขึ้นมา เขาก็ว่าแล้ว หวางเฟยที่อัธยาศัยดี เป็ที่เคารพรักของผู้อื่น และน้ำใจกว้างขวาง จะวางยาพิษตนเพราะเื่เล็กน้อยเช่นนี้ได้อย่างไร
และกุ่ยหยิ่งที่อยู่ด้านนอกประตูก็ไม่เชื่อคำพูดของกุ่ยเม่ยขึ้นมาอีกแล้ว ลอบกลอกตาอย่างเงียบๆ ช่างพูดจาเลอะเทอะยิ่งนัก นายท่านของพวกเขาจะจุมพิตหวางเฟยได้อย่างไร
กุ่ยเม่ยรีบร้อนรับยาสมานาแมาจากมือของมู่จื่อหลิง หลังจากขอบคุณจากใจจริง เขาก็หลบไปทายาอยู่ด้านข้างอย่างเชื่อฟังยิ่งนัก
“พวกเ้าบอกว่าไม่มีผู้ที่าเ็เข้าใกล้องค์ชายห้า เช่นนั้น่ที่องค์ชายห้ายังพันผ้าพันแผลอยู่มีสัตว์ตัวเล็กัักับเขาบ้างหรือไม่?” สีหน้ามู่จื่อหลิงเคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาอย่างเคร่งเครียด
กุ่ยเม่ยได้ยินคำพูดมู่จื่อหลิงก็เงยหน้าพรวดพราดขึ้นมา พูดอย่างตื่นเต้น “หวางเฟย ข้าน้อยกำลังนึกถึงเื่นี้พอดีเลย ก่อนหน้านี้ตำหนักหนานเหอมีแมวสีขาวที่ขาาเ็แอบเข้าไป องค์ชายห้าเคยอุ้มมัน และพันาแให้มันด้วยตนเอง จะใช่แมวขาวนั่น...”
ั์ตามู่จื่อหลิงทอแววยินดีสายหนึ่ง เป็ไปตามที่นางคาดไว้จริงๆ ความจริงของเื่ก็เป็เช่นนี้นี่เอง
“ตอนนี้แมวขาวตัวนั้นตายแล้วใช่หรือไม่?” แม้มู่จื่อหลิงถามคำถามนี้จะดูเหมือนสงสัย แต่ทว่ามั่นใจในคำตอบ
ขนสีขาวสะอาดนั่นคงเป็ขนของแมวตัวนั้น หากบนร่างแมวตัวนั้นมีกู่ปรสิต จะต้องมีชีวิตได้ไม่นานแน่ ร่างกายมนุษย์เมื่อได้รับกู่ปรสิตเข้าไปยังสามารถประคับประคองไปได้เพียงปีสองปี นับประสาอะไรกับแมวตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง?
“อืม ตายแล้ว แมวขาวสองวันแรกนั้นเชื่องมากและยังเกาะติดองค์ชายอยู่โดยตลอด พอเข้าวันที่สามจู่ๆ แมวขาวก็เปลี่ยนเป็ดุร้าย ข่วนกัดมั่วไปทุกที่ ผ่านไปไม่นานก็ตาย” กุ่ยเม่ยยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น ยามนี้ดูเหมือนจะพิสูจน์ได้แล้วว่าเป็ปัญหาที่แมวขาวตัวนั้น
บัดนี้มู่จื่อหลิงมีความมั่นใจถึงร้อยส่วนแล้ว ถามต่อไปว่า “ยามนี้แมวขาวนั่นอยู่ที่ใด?”
“องค์ชายห้าสั่งให้ขันทีน้อยนำไปฝังทีู่เาด้านหลังไม่ไกลขอรับ หากเป็ปัญหาของแมวขาวนั่นจริงๆ ข้าน้อยจะไปหาทีู่เาด้านหลังเดี๋ยวนี้” กุ่ยเม่ยลุกขึ้นอย่างกะทันหัน ทำท่าทางจะขอตัวไปก่อน
มู่จื่อหลิงถลึงตาใส่กุ่ยเม่ยอย่างอารมณ์เสีย “บนตัวแมวขาวนั่นต้องมีหนอนกู่หลงเหลืออยู่แน่ ตลอดทั้งตัวเ้าล้วนมีาแ คิดจะไปหาที่ตายหรือ? เสี่ยวไตกูมิอาจกินหนอนกู่ได้มากมายเพียงนั้นแล้ว จะท้องแตกตายเอา”
เอื้อก! ได้ยินเช่นนี้กุ่ยเม่ยก็ฝืนใจหุบปาก เพราะจู่ๆ เขาก็นึกถึงฉากน่าสยดสยองที่เสี่ยวไตกูกินหนอนกู่ในวันนี้ขึ้นมาได้
แม้เขาไม่กลัวเืไม่กลัวเจ็บ แต่ฉากน่าคลื่นไส้นั่นกลับตราตรึงในความทรงจำไม่ลืม จู่ๆ ก็อดที่จะตัวสั่นขึ้นมาไม่ได้
“ตอนนี้ฟ้าใกล้จะสว่างแล้ว เ้าส่งคนไปแจ้งใต้เท้าเสิ่นสักคำ เปิ่นหวางเฟยจะเข้าวัง นำขันทีที่ฝังแมวผู้นั้นไปค้นหาก่อน” มู่จื่อหลิงเดินไปดูสีท้องฟ้าด้านนอก เปิดปากสั่งกุ่ยเม่ย
ยามนี้มีเบาะแสที่ชัดเจนแจ่มแจ้งก็สืบได้ง่ายดายขึ้นมาเยอะแล้ว ในเมื่อรู้ว่าปัญหาอยู่ที่ตัวแมว เช่นนั้นก็ต้องรีบไปหาออกมา หลีกเลี่ยงมิให้เวลายืดเยื้อออกไปแล้วเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้น!
ฮองเฮาอดทนไม่ไหวจนเป็สุนัขจนตรอกแล้วจริงๆ วันนี้ส่งนักฆ่ามาก็ยังมิอาจกำจัดนางให้แดดิ้นได้
หากฮองเฮารู้ว่านางยังไม่ตาย และยังสืบเจอแมวขาวอีก ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดเื่ที่เลยเถิดไปมากกว่านี้ออกมาก็ได้
มีครั้งแรกแล้วย่อมมีครั้งที่สอง ยามนี้นางถูกฮองเฮาจับตาดูอย่างมาดร้ายแล้ว คิดว่าถ้าฮองเฮากำจัดเข็มในตาเช่นนางไม่ได้คงไม่ยอมรามือโดยง่ายแน่
ไม่ว่าต่อไปจะเป็เช่นใด วันนี้ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองเสียก่อน แล้วนางจะได้ไปสวนจิ้งซินอย่างวางใจ เพียงแต่เล่อเทียนทางนั้น...
ทว่าเมื่อคิดมาถึงเื่นี้ ในใจมู่จื่อหลิงพลันอารมณ์เสียขึ้นมา มองไปที่ประตูบางบานนั้นด้วยสีหน้าเคียดแค้น ตกลงหมอนั่นได้พูดกับเล่อเทียนหรือไม่?
