บทที่ 2: ล้างอาถรรพ์ไส้หมูและศิลปะแห่งน้ำตาลเคี่ยว
"เ้าบ้าไปแล้วรึ! นั่นมันไส้หมู! ของสกปรกโสโครกที่มีแต่พวกขอทานกับสุนัขเท่านั้นแหละที่กิน!"
เสียงของสาวใช้คนหนึ่งร้องลั่นเมื่อเห็นโอวหยางรั่วซีเดินเข้าไปหิ้วถังไม้ที่เต็มไปด้วยไส้หมูกองพะเนิน กลิ่นเหม็นคาวคลุ้งจนทุกคนต้องยกมือปิดจมูก
รั่วซียกยิ้มมุมปากภายใต้หน้ากากผ้าที่นางฉีกแขนเสื้อมาปิดหน้าเอาไว้ "ในเมื่อพวกพี่สาวรังเกียจ ข้าก็ขอรับมันไว้จัดการเองนะเ้าคะ จะได้ไม่ต้องลำบากคนงานเอาไปทิ้งไกลๆ"
"เอาไปเลย! เอาไปให้พ้นๆ หน้าข้า!" แม่ครัวหวังโบกมือไล่เหมือนไล่แมลงวัน "แต่น้ำมันกับฟืนในครัวมีจำกัด ข้าไม่ให้เ้าเบิกไปต้มขยะพวกนี้หรอกนะ!"
"ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้าจะใช้เตาเล็กหลังเรือนกับเศษฟืนเหลือๆ เอง"
รั่วซีแบกถังไส้หมูที่หนักอึ้งเดินอ้อมไปหลังเรือนครัวอย่างทุลักทุเล ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจริงๆ แค่เดินไม่กี่ก้าวก็หอบแล้ว แต่ความปรารถนาในโปรตีนและไขมันเพื่อฟื้นฟูร่างกายมีมากกว่า
นางวางถังลงข้างบ่อน้ำ ลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมลงมือ ไส้หมูพวกนี้เหม็นเพราะเมือกและแบคทีเรียที่สะสมอยู่ภายใน คนยุคนี้ล้างด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียว กลิ่นเหม็นจึงไม่หายไป แต่สำหรับนักวิจัยอาหารอย่างนาง... นี่คือเื่กล้วยๆ
ขั้นตอนที่ 1: ขจัดเมือกด้วยหลักการดูดซับ (Adsorption) รั่วซีแอบจิ๊ก 'แป้งหมี่' ก้นถุงที่ขึ้นรานิดหน่อยซึ่งแม่ครัวหวังทิ้งแล้วมาหนึ่งกำมือ นางโรยแป้งลงไปบนไส้หมู ขยี้แรงๆ ให้ทั่ว ‘แป้งมีความสามารถในการดูดซับของเหลวและจับตัวกับเมือกสกปรกได้ดีเยี่ยม’ นางคิดในใจขณะนวดเฟ้นไส้หมู
ขั้นตอนที่ 2: ฆ่าเชื้อและดับกลิ่นด้วยกรดและเกลือ นางเทน้ำส้มสายชูหมัก (ที่มีกรด Acetic) และเกลือเม็ดหยาบลงไปขัดต่อ กรดจะช่วยทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย และเกลือจะช่วยขัดเอาสิ่งสกปรกที่ฝังลึกออก
ขั้นตอนที่ 3: กำจัดตอมน้ำเหลือง นี่คือเคล็ดลับสำคัญที่สุด! รั่วซีกลับด้านไส้หมูออกมา แล้วดึงก้อนไขมันเล็กๆ ที่มีเม็ดสีขาวๆ ฝังอยู่ออกจนเกลี้ยง "ต่อมน้ำเหลืองพวกนี้แหละตัวการของกลิ่นสาบที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้"
หลังจากล้างน้ำสะอาดสามรอบ ไส้หมูที่เคยส่งกลิ่นเหม็นเน่าก็เปลี่ยนเป็สีขาวอมชมพู สะอาดสะอ้าน ไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์
รั่วซีจุดไฟในเตาอั้งโล่เก่าๆ นางไม่มีซีอิ๊วดำราคาแพงเพื่อแต่งสี แต่เื่นั้นไม่ใช่ปัญหา นางตักน้ำตาลทรายแดงก้อนเล็กๆ ใส่ลงไปในกระทะเปล่า เติมน้ำมันเล็กน้อย แล้วผัดด้วยไฟอ่อน
สาวใช้ที่เดินผ่านมาเห็นเข้าก็หัวเราะเยาะ "ดูนั่นสิ! นางคงหิวจนตาลาย เอาขนมหวานมาผัดน้ำมันกินแล้ว!"
รั่วซีไม่ตอบโต้ สายตาจับจ้องไปที่กระทะ น้ำตาลเริ่มละลาย... เดือดปุดๆ ... เปลี่ยนจากสีทองเป็สีน้ำตาลเข้ม... และเริ่มมีควันลอยขึ้นมาเล็กน้อย ‘ตอนนี้แหละ! Caramelization Process!’
นางรีบเทน้ำร้อนใส่ลงไป ซู่! น้ำในกระทะกลายเป็สีน้ำตาลแดงเข้มสวยงามโดยไม่ต้องพึ่งซีอิ๊ว นี่คือภูมิปัญญาการทำ "น้ำตาลเคี่ยว" (Tang Se) ที่เชฟยุคโบราณอาจจะยังไม่แพร่หลาย
รั่วซีใส่เครื่องเทศเท่าที่หาได้... โป๊ยกั๊กหักๆ สองดอก, อบเชยแท่งเล็กๆ , ขิงแก่ และกระเทียมบุบ แล้วโยนไส้หมูลงไปเคี่ยว กลิ่นหอมของน้ำตาลไหม้ผสมกับเครื่องเทศพะโล้เริ่มทำงาน... จากกลิ่นเหม็นเน่าที่ใครก็รังเกียจ ตอนนี้มันกลายเป็กลิ่นหอมยั่วน้ำลายที่ลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณหลังเรือนครัว
...
ณ อีกฟากหนึ่งของกำแพงจวน
บุรุษร่างสูงโปร่งในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มยืนเอามือไพล่หลัง ใบหน้าหล่อเหลาแต่งแต้มด้วยความเ็าและเบื่อหน่าย ดวงตาคมกริบกวาดมองอาหารเหลาเลิศรสบนโต๊ะหินอ่อนในศาลาพักร้อน
"ท่านอ๋อง... เอ้ย คุณชายเฮ่อเหลียน อาหารวันนี้ไม่ถูกปากหรือขอรับ?" พ่อบ้านประจำจวนสกุลหลี่เอ่ยถามอย่างนอบน้อมเหงื่อตก
'เฮ่อเหลียนอี้เฉิน' ปรายตามองจานเป็ดอบน้ำผึ้งและปลานึ่งซีอิ๊วตรงหน้า แล้ววางตะเกียบลง "จืดชืด... ไร้รสชาติ"
เขาไม่ได้พูดเกินจริง ลิ้นของเขาถูกพิษเย็นเล่นงานมาสามปี รสหวาน เค็ม เปรี้ยว แทบจะแยกไม่ออก สิ่งที่เขารับรู้ได้มีเพียงรสัั (Texture) และ 'กลิ่น' จางๆ เท่านั้น
"ยกออกไปให้หมด ข้ากินไม่ลง"
ทันใดนั้นเอง... สายลมพัดเอากลิ่นหอมประหลาดลอยข้ามกำแพงมา จมูกที่ไวต่อกลิ่นเป็พิเศษของอี้เฉินกระตุกเล็กน้อย มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ของสตรี ไม่ใช่กลิ่นแป้งร่ำ แต่เป็กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ที่ถูกเคี่ยวกับเครื่องเทศและ... กลิ่นหวานขมที่ซับซ้อนอย่างน่าประหลาด
"นั่นกลิ่นอะไร?" อี้เฉินถามเสียงเรียบ แต่แววตามีประกายความสนใจ
พ่อบ้านสูดจมูกฟุดฟิด "เอ่อ... น่าจะมาจากเรือนครัวคนใช้ขอรับ คงจะเป็พวกบ่าวไพร่ทำอาหารกินกัน กลิ่นแรงจนมารบกวนคุณชาย ข้าจะรีบไปสั่งให้พวกมันดับไฟเดี๋ยวนี้!"
"ไม่ต้อง" อี้เฉินยกมือห้าม ร่างสูงลุกขึ้นยืน "ข้าจะไปดูเอง"
"ตะ...แต่ว่า แถวนั้นมันสกปรก..."
อี้เฉินไม่ฟังคำทัดทาน เขาเดินตามกลิ่นนั้นไปราวกับต้องมนต์สะกด กลิ่นนี้มันกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะที่หลับใหลมานานของเขาเริ่มทำงาน มันเป็กลิ่นที่ให้ความรู้สึก 'มีชีวิตชีวา' อย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเขาเดินอ้อมกำแพงมาถึงหลังเรือนครัว ภาพที่เห็นคือเด็กสาวผอมแห้งคนหนึ่งในชุดสาวใช้เก่าซอมซ่อ กำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าเตาไฟเล็กๆ แสงไฟสีส้มจับใบหน้าที่เปื้อนเขม่าควันของนาง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสุกสกาวสดใสยิ่งกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า
นางใช้ตะเกียบคีบวัตถุดิบชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากหม้อ เป่าเบาๆ แล้วส่งเข้าปาก "อื้ม~" เสียงครางในลำคอด้วยความฟินของนาง ดังชัดเจนในความเงียบ
อี้เฉินเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่นางกิน... รูปร่างมันดูคุ้นๆ เหมือนไส้หมูที่เขาเคยเห็นคนโยนทิ้ง แต่มันกลับมีสีน้ำตาลแดงแวววาว ชุ่มฉ่ำ และส่งกลิ่นหอมจนท้องของเขาร้องประท้วงออกมา
โครก...
เสียงท้องร้องของบุรุษผู้สูงศักดิ์ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบ รั่วซีสะดุ้งโหยง หันขวับมามองต้นเสียง พร้อมกับไส้หมูชิ้นโตที่คาอยู่ในปาก
สายตาของทั้งสองสบประสานกัน... คนหนึ่งคือสาวใช้ก้นครัวปากมันแผล็บ อีกคนคือคุณชายผู้สูงส่งที่กำลังหิวโซ
"นะ... นั่นเ้ากินอะไร?" อี้เฉินถามเสียงแข็งเพื่อกลบเกลื่อนความอาย รั่วซีกลืนไส้หมูลงคอ เอียงคอมองบุรุษแปลกหน้า "ไส้หมูตุ๋นน้ำตาลเคี่ยวเ้าค่ะ... ท่านอยากลองสักชิ้นไหม?"
นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะ... เอ้ย วาสนา ที่จะเปลี่ยนชีวิตของนางไปตลอดกาล!
