ทั้งหกเดินเท้าขึ้นมาถึง้าสำนักเก้าจักยุตกรา
มองไปรอบบริเวณหุบเขาทั้งหมดล้วนเป็เหล่าผู้บำเพ็ญตน เซียน เทวดา
และผู้มีพลังจักราทั้งหมด ขาดเพียงเหล่าทวยเทพจาก์ที่จะลงมาวันสวดจริง
บ้างรวมตัว บ้างนั่งกระจาย เรียงร้อยตามทุกมุมของหุบเขาเตรียมตัวเพื่อร่วมสวดมนต์
“บทสวดส่งิญญา” ในพิธีดวงประทีปนำิญญา
“โห!
สถานที่แห่งนี้ช่างยิ่งใหญ่ ลึกลับ ศักดิ์สิทธิ์ และงดงาม
ข้าเคยได้ยินกิตติศัพท์มาจากผู้ใหญ่แต่ไม่เคยเห็น” เด็กน้อยซีเซียงและหลันอี้
ต่างพากันจ้องตะลึง และขนลุกกับความยิ่งใหญ่อลังการของลานพิธีสำนักเก้าจักยุตกรา
และเหล่าบรรดาผู้วิเศษมากมายที่นั่งเรียงรายกระจายทั่วหุบเขา
เมื่อเดินเข้าไปในปราสาทตรงกลางของสำนักก็พบกงซุนต้าเฉียน
และปินลู่ซีเฉินอยู่พร้อมเหล่าเซียน ผู้ฝึกตน
เทพบางส่วนจาก์กำลังยืนถกอะไรบางอย่าง
“ท่านปินลู่ซีเฉิน
ท่านกงซุนต้าเฉียน” ฮวาเฟยฟาและเ้าวั่งซูคารวะทักทายทั้งสอง
“องค์ชายั คุณชายเ้า
ในที่สุดพวกท่านก็กลับมา
ข้าได้ยินข่าวคราวจากศิษย์ในสำนักหลายคนมาแจ้งข่าวั้แ่พวกท่านเดินทางออกจากหมู่บ้านิหยวน
และไล่แจกโคมนำิญญาเรื่อยมาตลอดทาง
และหลังจากนั้นเหล่าโคมก็ถูกทยอยส่งมาที่นี่เพื่อรอพิธีสวดคืนนี้” กงซุนต้าเฉียนพูดอย่างอ่อนโยน
และภูมิในคนทั้งสอง
“ยินดีที่พวกท่านกลับมาอย่างปลอดภัย
พวกท่านคงเหนื่อยมากสินะ สำหรับการเดินทางที่ยาวนานขนาดนี้
ภารกิจของพวกท่านดูราวกับว่าลุล่วงด้วยดี
ส่วนทางนี้พวกเราได้ประชุมรวบรวมผู้คนที่จะเข้าร่วมคืนนี้และ
รายชื่อที่จะเข้ามาสับเปลี่ยนภายใน 7 วันนี้ เพราะพิธีและจำนวนคน ทั้งหมดจะขาด่ขาดตอนไปไมได้
จะเสี่ยงต่อความส้มเหลว เวลาเริ่มพิธีประมาณ1ทุ่มถ้าผ่านพิธีคืนนี้ทอดยาวไปอีก7ราตรี
โคมทั้งหมดก็จะพร้อมเข้าสู่พิธีปล่อยประทีป” ปินลู่ซีเฉินกล่าว
“ขอบคุณสำหรับความเป็ห่วงใยของท่าน
พวกข้าได้เดินทางที่หมู่บ้านโลงศพแห่งนั้น และ
ค้นพบว่าเหล่าผู้คนใช้ยูหลกโฮ่วทางที่ผิดเรียกคืนิญญาลัดกฎธรรมชาติเกิดความวิปริตทำให้ผู้คนในหมู่บ้านิญญาแปดเปื้อน
และกลายเป็ผีร้ายเกือบทั้งหมด พวกข้าต้องเดินทางไปพบองค์พุทธะซิงซิงเจี่ยเพื่อขอความช่วยเหลือในการขจัดความชั่วร้ายของิญญาที่มาเกาะกินจนพวกชาวบ้านกลับคืนสู่สภาพเดิม
รอพวกเค้าหายดี ถึงได้เริ่มทำโคม” เ้าวั่งซูเล่า
“แล้วได้เจอสิ่งชั่วร้ายที่ข้ากล่าวถึงบ้างไหม”
ปินลู่ซีเฉินกล่าว
“ท่านหมายถึง เย้าหลูกู่
หรือไม่” ฮวาเฟยฟาถาม ความเงียบคลืบคลาน และ
ความตึงเครียดก็ผุดขึ้นบนสีหน้าของทุกคนอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะมีใครตอบอะไร
ก็มีเสียงบทสวดส่งิญญาเริ่มดังบรรเลงขึ้นจากด้านนอก
“คงได้เวลาเริ่มพิธี
บทสวดส่งิญญา พวกเราไปตรงลานพิธีกันเถอะ ทั้งข้า ท่านกงซุนต้าเฉียน
และพวกท่านพวกเราต่างต้องไปช่วยกันดูแลเหล่าิญญามากมายที่มารวมกัน
ถ้ามีการบิดเบี้ยว มนต์พิธีทั้งหมดจะสูญเปล่า
ส่วนเื่การกลับมาของเ้าภพปีศาจนั่น ไว้พวกเราค่อยหารือกันอีกทีหลังจากเสร็จสิ้นพิธีนี้เถิด”
ปินลู่ซีเฉินกล่าว ทั้งหมดพยักหน้าและพากันเดินออกไปลานพิธี
ด้านนอกมีการจุดโคมไฟสว่างไสวปกคลุมไปทั่วหุบเขาเก้ากระจก
และเหล่าเทพจากภพ์ก็ต่างทยอยลงมาประจำตามจุดต่าง และเริ่มร่วมสวดกับคนอื่นๆ
“บทสวดส่งิญญา” เริ่มถูกบรรเลงขึ้นดังก้องไปทั่วทุกทิศทุกนาม
โคมนำิญญานับล้านถูกปล่อยลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือสำนักเก้าจักยุตกราลอยเท้งเต้ง
รับ พลังสวด และทยอยเริ่มเปล่งแสงสว่าง กลิ่นยูหลกโฮ่วลอยคลุ้งทั่วบริเวณ
หมู่ดาวนับหมื่นก็ยังคงส่องแสงเหนือมวลเหล่าโคม รอบๆ
นอกหุบเขามีเหล่าิญญามากมายทั้งิญญาร้าย ิญญาร่อนเร่และิญญาเถื่อน
ต่างกรูเข้ามารุมเกาะค้างพยายามเข้าสู่ลานพิธีเพื่อเข้ายึดโคม แต่ด้วยพลังป้องกัน
ของ กงซุนต้าเฉียน ปินลู่ซีเฉิน เ้าวั่งซู และ ฮวาเฟยฟา
ิญญาเ่าั้ได้แต่ลอยมาออกองติดอยู่ภายนอกหุบเขา ไม่สามารถเข้ามาถึงลานพิธีได้ การสวดดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องวันแล้ววันเล่า
มีเหล่าทวยเทพ เซียน ผู้ฝึกตน พระอรหันต์
สับเปลี่ยนกันไปมาเข้าประจำตำแหน่งเพื่อร่วมสวดอย่างต่อเนื่องยาวนาน
ฮวาเฟยฟาและเ้าวั่งซูสลับกันกลับไปพักที่เรือนจันทร์มืด
และกลับมาทำแนวป้องกันร่วมกับปินลู่ซีเฉิน กับ กงซุนต้าเฉียน
และเหล่าปรมาจารย์แต่ละภพ
พิธีสวดบทสวดส่งิญญาดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แสงสว่าง
เสียงสวด กระจายปกคลุมทั่วหุบเขาเก้ากระจกกินเวลายาวนานล่วงมาคืนที่หก
ก่อนที่พิธีทุกอย่างจะเสร็จสิ้นในคืนที่เจ็ด
โคมหลายล้านดวงที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้าเปล่งแสงว่างเต็มดวง และ ชื่อของผู้ตาย
ดวงิญญาที่เป็เ้าของโคมแต่ละอันเริ่มปรากฏชัดเต็มตัว
“ข้ากำลังจะได้เจอท่านแม่ของข้าแล้วใช่ไหม”
เด็กน้อยซีเซียงยืนอยู่ข้างๆ
กับหลันอี้มองบนท้องฟ้าเหนือหุบเขาที่ปรากฏโคมนับล้านเปล่งแสงและชื่อของผู้วายชนม์
ก็ระลึกถึงแม่ของตน และ น้ำตาคลอ
“อื้อ หลังจากจบพิธีนี้
ดวงประทีปจะนำิญญากลับสู่พระแม่แห่งจิติญญา
และท่านปินลู่ซีเฉินจะคืนร่างให้กับทุกดวงิญญา
และข้าจะส่งทุกคนกลับคืนสู่ภพที่จากมา”
เ้าวั่งซูเดินมาลลูบหัวเด็กน้อยซีเซียงอย่างมีเมตตา
“ข้าอยู่มายาวนานขนาดนี้
เคยเห็นและเข้าร่วมพิธีสวดส่งิญญานี้มาเพียงสองครา คือครานี้ และ
คราก่อนหน้าเมื่อยามเกิดการะเิที่จัตุรัสเฟิงสุ่ย
แต่ตอนนั้นทุกอย่างยุ่งเหยิงพัลวัน และ
เหล่าิญญาก็เข้ารุมโคมพิธีจนพิธีนั้นไม่สำเร็จ อีกทั้งเกิดการแตกออกของเหล่าดวงิญญา
และเข้าแฝงร่าง ผู้วิเศษที่ยังมีชีวิตอยู่แ
ละยังพอมีพลังจักราหลงเหลือจากการต่อสู้ก็พากันรวมพลังกักความโกลาหลนั้นทั้งหมดไว้ที่หมู่บ้านชุนเทียน
หมู่บ้านต้องสาบแห่งนี้ โดยที่มีกระจกทั้งเก้าคอยปกปักป้องกันอาณาเขตนี้ไว้
และนับจากนั้นมาพิธีการนี้ก็ถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์
บทสวดถูกเก็บไว้ส่วนลึกสุดของหอมนต์ตราสววรค์ ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาใช้อีก
แต่ครานี้เหมือนเป็การรื้อประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดขึ้นมาปัดกกวาดใหม่
และดูราวกับว่าทุกอย่างน่าจะไปได้ด้วยดีในครานี้” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน
พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ข้าเคยเห็นก็คือ เคียวของสกุลเ้า
และกระบี่สุสานัชองเ้า แต่ข้าว่าดูแล้วพลังแห่งเ้าภพ
และประทีปนำิญญาที่สามารถส่ง และเรียกกลับิญญาทั้งหมดในทุกภพได้
ข้าเชื่อว่าก็น่าจะยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน” เ้าวั่งซูเอ่ย
“ซูซู เ้าก็คือเ้าภพมนุษย์
เ้าก็ทำได้จริงๆ แล้ว”
“เออ! จริงด้วย
ทำไมข้าไม่เคยรู้สึกถึงพลังพวกนั้นเลย!?”
“นั่นอาจจะเป็เพราะทั้งเ้าและข้า
เราสองคนอาจจะมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ารออยู่” ทั้งสองมองหน้ากันและยิ้มปนสงสัย
ณ ยามค่ำคืน เ้าวั่งซูและฉวาเฟยฟาอยู่บริเวณลานพิธี
และในที่สุดการสวดก็เดินทางมาถึงคืนที่เจ็ดราตรีสุดท้าย
โคมนับล้านลอยอยู่เหนือหุบเขาเก้ากระจก ส่องแสงสว่างไสวระยิบระยับงดงาม
รายชื่อผู้วายชนม์เริ่มโผล่ปรากฏ
เ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟามองผู้คนมากมายที่กำลังพยายามทยอยเบียดเสียดเข้ามาบริเวณลานพิธีโดยที่ปลายแถวนั้นลงจากบันไดยาวไปไกลโพ้น
ทุกคนมายืนรอส่งคนที่ตนรัก เหล่าเทพ เซียน ผู้วิเศษ ผู้ฝึกตน
ที่นั่งกระจายตัวสวดมาจนถึงบทสุดท้าย
บทส่งท้ายเป็คาถาโบราณที่แตกต่างจากบทสวดที่สวดมาตลอดเจ็ดวัน เมื่อเสียงสวดสุดท้ายแ่พลิ้วลอยไปในสายลม
แสงสีทองอ่อนๆ เริ่มแผ่ซ่านจากโคมทุกดวง
โคมเปล่งแสงสว่างสีทองดั่งได้รับพลังจนเต็ม
และเริ่มลดระดับลอยกระจายออกคนละทิศมุ่งตรงไปสู่อ้อมอกคนเป็ที่รัก
แสงจากโคมมากมายลอยกระกระจายไปคนละทิศคนละทางมุ่งตรงสู่ครอบครัว ผู้เป็ที่รักของดวงิญญา
ผู้ที่ผูกพันและหัวใจเพรียกหา
"พวกท่านคิดว่าแม่ของข้าจะมาไหม
หรือท่านจะลืมข้าไปแล้ว?" ซีเซียงถามเบาๆ ขณะมองหาโคมของแม่ตน
เ้าวั่งซูยิ้มอ่อนโยน "ความรักไม่เคยทิ้งเราไปไหน
เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไป
แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่ชั่วคราว...แม่เ้าต้องจำได้และมาแน่นอน"
“นั่นไงได้แล้ว"
เฟยฟากระซิบ จูงมือซีเซียงลงบันไดเดินไปหาโคมดวงหนึ่งลงนามว่า “จางหม่านอวี้”
ทั้งสามเดินผ่านฝูงชน เห็นผู้คนกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนข้อความบนโคม บ้างร้องไห้
บ้างยิ้มน้อยๆ หลายคนกอดโคมไว้แนบอก ราวกับกำลังกอดคนที่พวกเขาคิดถึง
เฟยฟาผายมือเรียวงามเสกปรากฏพู่กันหมึก ส่งให้ซีเซียง
"เ้ามีอะไรอยากบอกท่านแม่ไหม?"
ซีเซียงรับพู่กันมา น้ำตาคลอ
"ข้าคิดถึงท่านแม่ทุกวัน... แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าท่านไม่เคยจากไปไหน
ท่านอยู่ในทุกลมหายใจของข้า ท่านอยู่กับข้าเสมอ"
ซีเซียงเขียนตัวอักษรบนโคม:
"ขอบคุณที่สอนให้ลูกรู้จักรักที่ไร้การยึดมั่นถือมั่น และปล่อยวาง ท่านแม่
ลูกได้พบความรัก และประสบการณ์มากมาย ข้าเติบโตขึ้นแล้ว
แต่ข้าก็ยังคิดถึงการกลับมาของท่านทุกวัน" เสียงร้องไห้สะอื้น พร้อม
มือจรดปลายพู่กัน
เสียงระฆังจากหุบเขาเก้ากระจกดังกังวานขึ้น
ผู้คนเริ่มยกโคมขึ้น ปินลู่ซีเฉินลุกขึ้นยืนและหันมองขึ้นท้องฟ้าทิศเหนือ
พร้อมเปล่งแสงสว่างกลางหน้าผากพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า
เสมือนเรียกและนำทางให้เหล่าประทีป แสงสีทองจากโคมสว่างวาบ
"พร้อมไหม?" เ้าวั่งซูกระซิบ
ซีเซียงพยักหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม "พร้อมแล้ว...
ปล่อยให้พวกเขาได้ไปตามทางแห่งการหลุดพ้น"
ทันใดนั้น ฝูงหิ่งห้อยนับหมื่นก็บินวนเวียนมา
ตามด้วยผีเสื้อราตรีปีกแก้วที่ส่องประกายระยิบระยับ
พวกมันบินเป็วงกลมรอบลานพิธีสำนักเก้าจักยุตกรา ก่อนจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
"ปล่อย!"
เสียงะโดังก้อง
โคมนับล้านจากทุกสารทิศที่ถูกปล่อยจากคนที่รักลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกัน
แสงสีทองผสานกับแสงของหิ่งห้อยและผีเสื้อราตรี
กลายเป็ลำแสงมหึมาพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า
สว่างไสวราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงที่สองผุดขึ้นกลางราตรี
วั่งซูและเฟยฟามองเห็นเงาร่างโปร่งแสงนับไม่ถ้วนลอยขึ้นตามลำแสง
บ้างยิ้มให้ บ้างโบกมือลา ก่อนจะจางหายไปในความสว่าง
"ดูสิ...!" เ้าวั่งซูชี้ไปรอบๆ
ต้นไม้ที่เคยเหี่ยวเฉาของหมู่บ้านชุนเทียนเริ่มผลิใบอ่อน
ดอกไม้ที่เคยร่วงโรยบานสะพรั่ง สายน้ำที่เคยขุ่นข้นใสสะอาด
แม้แต่ผู้คนก็ดูเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวาขึ้น
ราวกับความโศกเศร้าได้ถูกชะล้างไปกับแสงสว่างนั้น
"ความตายไม่ใช่จุดจบ"
ฮวาเฟยฟากระซิบ "แต่เป็การเริ่มต้นใหม่"
เ้าวั่งซูโอบคนรักเข้ามาซบไหล่เขา
มองดูดวงประทีปแต่ละดวงค่อยๆ ลอยหายไปในราตรี
"เช่นเดียวกับพวกเรา...ทุกวันของเราสองก็คือการเริ่มต้นใหม่ที่ดีงามเสมอ"
เวลาผ่านมาเกือบเดือน
ดวงประทีปนำิญญานับล้านยังคงทยอยลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ากว่าทั้งหมดจะเดินทางกลับสู่พระแม่แห่งจิติญญาหมดก็กินเวลาเกินเดือน
ปินลู่ซีเฉินยังคงยืนสง่ามองไปท้องฟ้าทางทิศเหนือรอสัญญาณการกลับมาของเหล่าดวงิญญา
จนเมื่อยามพลบค่ำถัดไปสี่ราตรี มีแสงจากกลุ่มดาวปรากฏสว่างขึ่น
ตาวาววับของปินลู่ซีเฉินวาววับสว่างขึ้น ร่างกายเปล่งแสงสว่างสีขาว
พลังแห่งเ้าภพส่องแสงสว่างขึ้นบนท้องฟ้า
“ไปกันเถอะ
พวกเราต้องข้ามไปภพพืชพันธุ์” ปินลู่ซีเฉินเรียกเ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา
ทั้งสองพยักหน้า และเหาะตามลำแสง
ทั้งสามหายวับไปปรากฏตัวที่ภพพืชพันธุ์ด้านหน้าต้นไม้ให้แห่งชีวิต
และพระแม่แห่งจิติญญาปรากฏเบื้องหน้า ้าคือเหล่าดวงิญญานับล้าน
ที่พร้อมออกเดินทาง
“ลำบากพวกท่านแล้วนะ
ภารกิจนี้ช่างยิ่งใหญ่
เหล่าดวงิญญาที่น่าสงสารเหล่านี้พร้อมแล้วสำหรับการเดินทางกลับ”
เสียงกระซิบจากพระแม่แห่งจิติญญาแทรกเข้ามาใจความคิดทั้งสาม
“เ้าวั่งซู
จงเปิดประตูสู่ภพนำเหล่าดวงวิญาณคืนสู่ภพที่จากมา ข้าจะคืนร่างเดิมให้กลับพวกเค้า”
ปินลู่ซีเฉินกล่าว
เ้าวั่งซูผายมือในอากาศปรากฏเคียวสู่ภพสีทอง
พร้อมตวัดไปมาในอากาศ เกิดลำแสงสีทองพวยพุ่งแทรกแหวกไปตามอากาศ
“ประตูสู่ภพจงเปิดออก”
แสงสว่างวาบเปิดออก ประตูสู่ภพปรากฏขึ้น
ร่างของปินลู่ซีเฉินสว่างวาบขึ้นพร้อมส่องนำทางเปล่งประกายเปลี่ยนถ่ายเหล่าดวงิญญาให้คืนร่างพร้อมผ่านประตูสู่ภพกลับสู่ภพต้นกำเนิด
“ท่านปินลู่ซีเฉิน
ร่างของท่าน” เ้าวั่งซูเอ่ยเมื่อเห็นร่างงามนั้นเริ่มโปร่งแสง
“ไม่ต้องกังวล
ยังไงซะร่างนี้ก็ต้องดับสูญอยู่ดี
อย่าลืมเื่ที่ข้าฝากฝังให้แวะเวียนไปภพุ์บ้าง
ข้าเกรงว่าถ้าไม่มีเ้าภพอย่างข้าอยู่นานไปที่นั่นจะวุ่นวาย
และอีกอย่างห่วงเื่พวกท่านเถอะ การเดินทางหลังจากนี้ไม่ง่าย
พวกท่านอยากรู้สิ่งใดโปรดถามมาเผื่อข้าจะสามารถแนะนำอะไรได้
ก่อนที่ร่างนี้จะหลับใหลไปอีกยาวนาน”
“ปินลู่ซีเฉินเ้าอย่ากังวล
แม้ร่างและดวงิญญาแห่งเ้าภพจะต้องแตกสลายด้วยภารกิจครั้งนี้ แต่ด้วยความดี
และกุศลแห่งความเสียสละที่ทำ ข้าจักรักษาจิตเจตสิกให้ท่าน
และส่งกลับไปยังภพต้นกำเนิด
แต่ท่านอาจจะต้องครองร่างุ์ทั่วไปก่อนจนกว่าพลังในฐานะเ้าภพจะคืนกลับ
ซึ่งข้าเห็นว่าไม่นาน ดังนี้ท่านก็ยังคงสามารถดูแลความสงบในฐานะเ้าภพที่นั่นได้
ภพุ์ที่ข้าสร้างขึ้นคือแหล่งรวมิญญาพเนจรที่ยังไม่ถึงวาระไม่สามารถกอปรร่างขึ้นได้
ภพนั้นสำคัญจะให้เกิดความยุ่งเหยิงดั่งครานี้ไม่ได้” พระแม่แห่งจิติญญากล่าว
“ข้าขอน้อมขอบคุณองค์พระแม่”
ปินลู่ซีเฉินกล่าว
“แต่มีอีกเื่ที่พวกข้ากังวล
และต้องขอคำแนะนำจากท่าน ในฐานะเ้าภพ ทั้งข้า เ้าภพคนอื่นๆ
และเ้าวั่งซูเ้าแห่งภพมนุษย์ และองค์ชายัแห่งภพ์
พวกเราต่างต้องรับรู้ถึงไปิญญาร้ายนี้ในฐานะเ้าภพเช่นกัน
แต่พลังจักราที่ร้ายกาจขนาดนี้ เหมือนมันจะเพิ่มเติมมามากจากเมื่อหลายพันปีก่อน
ข้าคิดว่าการมาครั้งนี้ของเ้าภพปีศาจจะทำให้เกิดหายนะ หรือทุกสรรพสิ่งอาจสูญสิ้น”
“พระแม่แห่งจิติญญา
เย้าหลูกู่ สรุปคือมันคืนชีพกลับมาจริงๆ ใช่ไม๊
หรือนี่คือภัยอันตรายที่ท่านเคยกล่าวถึง
ตอนแรกพวกข้าเข้าใจว่าคือภัยจากภพุ์ที่เป็ภัยร้ายแรงที่สุด” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ภัยอันตรายที่ว่านั้นมีมาสามทาง
ความปรวนแปรในใจของเ้าภพุ์ ความคั่งแค้นของเ้าภพปีศาจ
และคำตอบของการมีอยู่ที่แท้จริงของเ้าทั้งสองคนเ้าวั่งซูผู้ถือเคียวสู่ภพ และ
ฮวาเฟยฟาผู้ถือกระบี่สุสานั ตอนนี้ผ่านไปหนึ่ง เหลือสอง
อย่างสุดท้ายพวกเ้าจะพบคำตอบไม่ช้านานในระหว่างการเดินทาง
ส่วนที่เป็ปัญหาที่ต้องแก้ไขตอนนี้ คือปัญหาที่สองการฟื้นกลับ
และเรืองอำนาจของเ้าภพปีศาจ จิติญญาดวงนั้นจ่ำจมอยู่กับความเกลียดชัง โทสะ
เคียดแค้น และบ่มเพราะมันอยู่ในสถานที่อยู่ก้นบึ้งสุดของจักรวาล
พลังความชั่วร้ายความืดทั้งหมดพยายามวิ่งเข้าหาที่เกาะเกี่ยวจนเ้าภพปีศาจนั้นยามนี้แข็งแกร่ง
และข้าคิดว่าน่าจะเกินตัวข้าและพุทธะไปไกลมากแล้ว”
“ห๊า!
มันร้ายกาจขนาดที่ท่านทั้งสองยังไม่สามารถต่อกรแล้วพวกเราจะไปสู้อย่างไร
ว่าแต่เ้าปีศาจตัวนี้มันเป็ใครกันแน่ใครก็ได้ช่วยบอกข้าที” เ้าวั่งซูเอ่ย
“เป็เพราะเ้ามีชะตาเกิดตายเวียนว่ายในฐานะกายมนุษย์ทุกหนึ่งร้อยปีเพื่อรักษาประตุสู่ภพ
ทำให้ความทรงจำยังกอปรรวมไม่หมดขาดหายสินะ
จึงทำให้เ้าลืมความชั่วร้ายของปีศาจตนนี้ไปหมดสิ้น เ้าวั่งซู” ปินลู่ซีเฉินเอ่ย
