บทที่ 10 แถลงการณ์สะท้านกรุงปักกิ่ง
บรรยากาศหน้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอท ปักกิ่ง ในเช้าวันนี้เต็มไปด้วยความโกลาหลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รถข่าวจากทุกสำนักพิมพ์ ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ และปาปารัสซี่สายธุรกิจ ต่างพากันมาจับจองพื้นที่จนล้นออกมานอกตัวอาคาร ทุกคนต่างตั้งคำถามเดียวกันว่า
“อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ตระกูลหลิน มหาเศรษฐีผู้หยิ่งยโส ต้องออกมาจัดงานแถลงข่าวขอโทษอดีตสะใภ้ที่ถูกตราหน้าว่าคบชู้มาตลอดสิบแปดปี?”
บรรยากาศในห้องรับรองระดับวีไอพีเต็มไปด้วยความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สมาชิกตระกูลหลินเกือบทั้งหมดมารวมตัวกันตามคำสั่งด่วนของ หลินเจิ้นเทียน ที่นับวันร่างกายยิ่งทรุดโทรมลงอย่างน่าประหลาด
บนเก้าอี้หนังแท้ตัวใหญ่ หลินเจิ้นเทียนนั่งหอบหายใจถี่ มือที่เหี่ยวย่นกำหัวไม้เท้าทองคำแน่นจนเส้นเืปูดโปน ใบหน้าที่เคยน่าเกรงขามบัดนี้ซีดเผือด แววตาที่เคยฉายแววเผด็จการกลับวูบไหวด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็น ทุกครั้งที่เขารู้สึกแน่นหน้าอกราวกับถูกคีมเหล็กรัด หัวใจของเขาจะเต้นรัวด้วยความหวาดผวา ภาพใบหน้าเ็าและคำเตือนเื่ เจ็ดวัน ของหลินชิงเซียนวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนคำสาปแช่ง
“มันเป็แค่เื่บังเอิญ! ท่านพ่อ อย่าไปหลงกลนังเด็กนั่น!” หลินกัวเซิ่ง อารองผู้มีใบหน้าดุดันตวาดขึ้นพร้อมกับทุบโต๊ะเสียงดัง ปัจจุบันเขาคือรักษาการประธานบริหารที่กุมอำนาจเกือบทั้งหมดในมือ ความมักใหญ่ใฝ่สูงทำให้เขาดูโเี้กว่าใคร โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงวีรกรรมที่เขาเคยขับไล่เว่ยหลาน แม่ของชิงเซียนออกไปเมื่อ 18 ปีก่อนเพื่อฮุบสมบัติพี่ชาย
“มันก็แค่เล่นาประสาท หมอเก่งๆ มีตั้งเยอะแยะ จะไปกลัวอะไรกับคำขู่ของคนอย่างมัน!”
“จริงค่ะท่านพ่อ” ฟางเม่ยหลิง อาสะใภ้รองรีบเสริมพลางจีบปากจีบคอขยับผ้าพันคอแบรนด์เนม
“นังเด็กนั่นมันก็แค่ตัวซวยเหมือนแม่มันนั่นแหละค่ะ ปากเสียแช่งผู้ใหญ่แบบนี้ น่าจะให้คนไปจัดการสั่งสอนให้เข็ดหลาบ จะได้เลิกมาปั่นหัวคนในตระกูลเราเสียที”
หลินเชี่ยวอวิ๋น ที่ยืนอยู่ข้างแม่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง แววตาของนางเต็มไปด้วยความริษยา
“นังชิงเซียนมันก็แค่เรียกร้องความสนใจค่ะท่านปู่ มันคงแค้นที่หนูได้ทุกอย่างที่เคยเป็ของมัน แม้แต่กัวฟงก็ยังเลือกหนู มันเลยกุเื่ขึ้นมาต้มตุ๋นพวกเรา!”
ขณะที่สมาชิกคนอื่นๆ กำลังรุมประณามชิงเซียน หลินเจ๋อยวี่ นายน้อยใหญ่ผู้ฉลาดแกมโกงกลับนิ่งเงียบ เขายืนกอดอกมองดูอาการของปู่ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ในฐานะทายาทอันดับหนึ่งที่ถูกวางตัวไว้ เขาไม่ได้มองชิงเซียนเป็แค่เด็กปากเสีย แต่มองว่านางคือ หนามยอกอก ที่ต้องรีบถอนทิ้งก่อนจะมาสั่นคลอนเก้าอี้ประธานของเขา
ในมุมมืดของห้อง หลินซู่ฉาง อาสามนั่งนิ่งไม่ยอมสบตากับใคร เขาถอนหายใจเบาๆ ด้วยความระอาต่อการแย่งชิงอำนาจ แตกต่างจาก หลินเฉิน ลูกชายวัยรุ่นของเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ
หลินเฉินไม่ได้สนใจบทสนทนาที่ดุเดือดนัก นิ้วเรียวของเขากำลังรัวคีย์บอร์ดบนแท็บเล็ตส่วนตัวอย่างรวดเร็ว แสงสีฟ้าจากหน้าจอสะท้อนในดวงตาขี้เล่นของเขา เขาเพิ่งจะแฮกเข้าไปดูไฟล์ประวัติการรักษาของท่านปู่และข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวกับเหตุการณ์รถชน
“เฮ้อ พวกผู้ใหญ่เนี่ยนะ” หลินเฉินพึมพำเบาๆ ก่อนจะเหลือบมองรูปชิงเซียนในหน้าจอค้นหา
“ถ้าพี่ชิงเซียนทำได้จริงอย่างที่พูดล่ะก็ ตระกูลหลินได้บันเทิงกันถ้วนหน้าแน่ๆ”
เขายิ้มที่มุมปาก ในใจลึกๆ เขารู้สึกทึ่งในตัวพี่สาวคนนี้ และเป็คนเดียวในรุ่นหลานที่กล้าเรียกนางว่า พี่สาวในใจอย่างเต็มภาคภูมิ
“เงียบ!!!” หลินเจิ้นเทียนะโสุดเสียงจนไอโขลกออกมา
“พวกแกไม่ได้เป็คนโดนเอง พวกแกไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกเหมือนความตายมาเยือนมันเป็ยังไง!”
“คุณปู่คะ เราต้องทำถึงขนาดนี้จริงๆ หรือคะ?” หลินเชี่ยวอวิ๋นกระซิบถามพลางดึงผ้าคลุมหน้าให้แน่นขึ้น ตุ่มหนองบนใบหน้าของนางเริ่มคันยิบๆ ราวกับมีหนอนชอนไช
“ถ้าไม่ทำ ฉันก็ตาย! และตระกูลหลินก็จะพินาศไปพร้อมกับฉัน!” หลินเจิ้นเทียน ตวาดเสียงต่ำ
“นังเด็กนั่นมันไม่ใช่คนธรรมดา แกเห็นสิ่งที่มันทำกับกัวฟงแล้วไม่ใช่หรือไง?”
พูดถึงกัวฟง บัดนี้เขาถูกควบคุมตัวโดยบอดี้การ์ดส่วนตัวของหลินเจิ้นเทียน เพื่อเตรียมส่งตัวให้ตำรวจทันทีที่จบการแถลงข่าว กัวฟงนั่งคอตก ใบหน้าเหลืองซีดดุจซากศพ
เวลา 10:00 น. ตรง
ประตูห้องโถงจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ถูกเปิดออก แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดส่องราวกับพายุสายฟ้า เมื่อร่างของหญิงสาวสองคนเดินเข้ามาในห้อง บรรยากาศที่เคยเสียงดังเซ็งแซ่กลับเงียบกริบลงทันทีราวกับมีใครกดปุ่มปิดเสียง
เว่ยหลานเดินนำเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามเกินบรรยาย นางสวมชุดกี่เพ้าผ้าไหมสีมรกตปักลวดลายหงส์ทองคำที่ดูประณีต ผิวพรรณของนางขาวนวลกระจ่างใสประดุจหยกชั้นเลิศ ใบหน้าของนางที่เคยถูกความทุกข์กัดกิน บัดนี้กลับดูอ่อนเยาว์และงดงามจนเหล่านักข่าวต่างพากันอ้าปากค้าง หลายคนถึงกับขยี้ตาเพราะไม่อยากเชื่อว่านี่คือ “หญิงแพศยาในสลัม” ที่เคยเห็นในข่าวลือ
ข้างๆ นางคือหลินชิงเซียน ในชุดสูทสตรีสีขาวตัดเย็บเข้ารูปที่ดูเรียบหรูทว่าทรงพลัง ดวงตาหงส์ของนางกวาดมองไปทั่วห้องด้วยสายตาที่สงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ที่สบตาต้องก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว
“นั่น นั่นคือเว่ยหลานจริงๆ หรือ? ทำไมเธอถึงดูเหมือนนางฟ้าขนาดนี้!” นักข่าวคนหนึ่งพึมพำ
หลินเจิ้นเทียน ลุกขึ้นจากที่นั่งประธาน เดินตรงเข้าไปหาเว่ยหลาน ท่ามกลางสายตาของคนนับล้านที่ชมผ่านการถ่ายทอดสด ชายชราผู้ยิ่งใหญ่แห่งปักกิ่งค่อยๆ โน้มตัวลงแล้วคุกเข่าลงต่อหน้าผู้หญิงที่เขาเคยไล่ออกจากบ้านอย่างทารุณ!
เพล้ง! เสียงแฟลชดังรัวไม่หยุด
“ในนามของตระกูลหลิน ฉันหลินเจิ้นเทียน ขอประกาศต่อหน้าสื่อมวลชนและบรรพบุรุษว่า สิบแปดปีก่อน ตระกูลหลินได้ทำผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่เชื่อคำลวงของคนชั่ว ใส่ร้ายป้ายสีสะใภ้ที่ดีอย่างเว่ยหลาน และหลานสาวของฉัน หลินชิงเซียน” เสียงของเขาสั่นเครือ
“เว่ยหลานไม่เคยคบชู้ นางคือผู้หญิงที่บริสุทธิ์และมั่นคงต่อลูกชายของฉันมาตลอด วันนี้ฉันขอคืนความยุติธรรม คืนเกียรติยศ และคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกนางควรได้รับ พร้อมทั้งกราบขอขมาด้วยชีวิตของฉัน!”
คำสารภาพของหลินเจิ้นเทียน ทำให้โลกโซเชียละเิออกทันที แฮชแท็ก #ความจริงตระกูลหลิน และ #นางฟ้าเว่ยหลาน พุ่งขึ้นอันดับหนึ่งภายในไม่กี่นาที
เว่ยหลานยืนมองชายชราที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มของนาง แต่มันคือน้ำตาแห่งการหลุดพ้น นางยื่นมือไปประคองหลินเจิ้นเทียน ขึ้นมาเบาๆ
“เกียรติยศที่เสียไป เงินทองเท่าไหร่ก็ซื้อกลับมาไม่ได้ค่ะท่านประมุข แต่เพื่ออนาคตของชิงเซียน ฉันยอมรับคำขอขมานี้” เสียงของเว่ยหลานนุ่มนวลแต่เด็ดขาด
ในขณะนั้นเอง เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อกัวฟงถูกลากตัวออกมาท่ามกลางวงล้อมของตำรวจ
“นี่คือผู้บงการที่จ้างวานอุบัติเหตุและกุเื่ใส่ร้าย!” หลินเจิ้นเทียน ชี้นิ้วไปที่กัวฟง “ส่งตัวเขาไปรับโทษตามกฎหมาย!”
“ไม่! ผมไม่ได้ทำคนเดียว! ท่านปู่! เชี่ยวอวิ๋น! พวกท่านก็รู้เห็น!” กัวฟงะโอย่างเสียสติ แต่ไม่มีใครรับฟังเขา ตำรวจลากตัวเขาออกไปทันที
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเอง ประตูห้องแถลงข่าวก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ นำโดยชายชราที่ดูองอาจและน่าเกรงขามจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นมาทันที
“นั่น ท่านนายพลเซินเทียนหยาง!” นักข่าวาุโร้องอุทานออกมา
นายพลเซินเดินตรงไปที่เวทีแถลงข่าว เขาไม่ได้มองหลินเจิ้นเทียน ด้วยซ้ำ แต่มุ่งตรงไปหาหลินชิงเซียนพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความนับถือ
“คุณหนูหลิน วันนี้เป็วันมงคลของเธอ ฉันเซินเทียนหยางคงปล่อยให้เธอเผชิญหน้ากับเื่พวกนี้เพียงลำพังไม่ได้” นายพลเซินกล่าวเสียงกังวาน ก่อนจะหันไปทางกล้องสื่อมวลชน
“ทุกคนฟังให้ดี! หลินชิงเซียนคือหมอเทวดาผู้ช่วยชีวิตฉันจากเงื้อมมือมัจจุราช ใครก็ตามที่คิดจะรังแกนาง หรือใส่ร้ายนางกับคุณแม่เว่ยหลาน ให้ถือว่ามันผู้นั้นเป็ศัตรูกับกองทัพและฉัน เซินเทียนหยาง โดยตรง!”
คำประกาศของนายพลเซินเปรียบเสมือนการสถาปนาอำนาจใหม่ในปักกิ่ง ทันใดนั้น ฐานะของหลินชิงเซียนและเว่ยหลานก็ไม่ได้เป็เพียง อดีตเหยื่ออีกต่อไป แต่พวกนางกลายเป็ บุคคลระดับสูง ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง!
หลินชิงเซียนมองไปที่นายพลเซินแล้วยิ้มบางๆ
“ขอบคุณท่านนายพลมากค่ะที่มาร่วมเป็สักขีพยาน”
หลินเจิ้นเทียน ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น เขาเพิ่งรู้ว่าหลินชิงเซียน ไม่ได้มีเพียงวิชาหมอปีศาจ แต่ยังมีเส้นสายที่ทรงพลังที่สุดในประเทศอยู่ในมือ!
หลังจากจบงานแถลงข่าวที่ะเืโลกธุรกิจ หลินชิงเซียนพาแม่กลับไปยังวิลล่า ในรถที่เงียบสงบ เว่ยหลานกุมมือลูกสาวไว้แน่น
“ชิงเซียน ขอบใจมากนะลูกที่ทวงทุกอย่างคืนมาให้แม่ แต่แม่กลัว กลัวว่าอำนาจพวกนี้จะทำให้ลูกเหนื่อย”
“แม่คะ หนูไม่ได้้าอำนาจค่ะ หนู้าเพียงแค่ให้แม่ได้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขในแบบที่แม่ควรจะเป็” ชิงเซียนเอ่ย
“ส่วนเื่อื่นๆ หนูมีทางจัดการของหนูเองค่ะ”
เมื่อกลับถึงวิลล่า ชิงเซียนก็เริ่มทำตามสัญญา นางเรียกหลินเจิ้นเทียน ที่แอบตามมาอย่างเงียบๆ เข้าไปในห้องทำงาน
“ดื่มนี่ซะ” ชิงเซียนส่งแก้วน้ำที่มีของเหลวสีเขียวมรกตให้
“นี่คือ โอสถสกัดพิษปรอท มันจะทำลายลิ่มเืในหัวใจท่าน แต่กระบวนการมันจะเ็ปหน่อยนะ”
หลินเจิ้นเทียน ไม่ลังเลเขาคว้าแก้วมาดื่มรวดเดียวจบ ทันใดนั้น เขาก็ล้มลงไปชักดิ้นชักงอที่พื้น ร้องโหยหวนด้วยความทรมานเหมือนมีเข็มนับหมื่นเล่มแทงเข้าไปที่หน้าอก ชิงเซียนยืนมองเฉยๆ ด้วยสายตาเรียบเฉย
“ความเ็ปนี้ ยังไม่ถึงหนึ่งในร้อยที่แม่ฉันได้รับตอนถูกไล่ออกจากคฤหาสน์ในคืนฝนตกหรอกนะท่านปู่”
ผ่านไปสิบนาที ความทรมานก็สิ้นสุดลง หลินเจิ้นเทียนลุกขึ้นยืน เขารู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวเหมือนวัยหนุ่ม อาการแน่นหน้าอกหายไปเป็ปลิดทิ้ง และผิวพรรณที่เคยเหี่ยวหย่นก็ดูเต่งตึงขึ้นอย่างประหลาด
“ขอบใจ ขอบใจจริงๆ ชิงเซียน” เขาแทบจะกราบแทบเท้าลูกหลานที่เขาเคยดูแคลน
“จำไว้ ชีวิตท่านอยู่ในกำมือฉัน ถ้าวันไหนฉันเห็นท่านทำตัวไม่ดีต่อแม่ฉัน หรือคิดจะกลับมาฮุบทรัพย์สินที่คืนให้แม่ฉันไป หัวใจท่านจะะเิออกทันทีโดยไม่ต้องใช้เข็มเงินด้วยซ้ำ”
“ปู่ไม่กล้า! ปู่ไม่กล้าแน่นอน!” หลินเจิ้นเทียน รีบรับคำและถอยออกไปอย่างนอบน้อม
เมื่อความแค้นในโลกมนุษย์เริ่มคลี่คลาย หลินชิงเซียนก็เริ่มกลับมาโฟกัสที่เป้าหมายที่แท้จริงของนาง นั่นคือการบ่มเพาะพลังเพื่อฟื้นฟู ร่างเทพธิดาโอสถ
นางเข้าไปในห้องส่วนตัวและเข้าสู่ มิติโอสถนิรันดร์ อีกครั้ง บัดนี้ ด้วยพลังปราณที่นางสะสมมาและจากการที่นางทำความดีช่วยชีวิตคน รัศมีสีทองในมิติเริ่มขยายกว้างขึ้น ต้นไม้วิเศษบางต้นเริ่มมีใบอ่อนสีเขียวงอกออกมา
‘แผ่นศิลานิลกาฬบงบอกว่า ในโลกนี้ยังมีสถานที่ที่มีพลังปราณหนาแน่นอยู่’ ชิงเซียนตรวจสอบลายแทงในศิลา
‘หุบเขาเมฆาหมอก ทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน ที่นั่นน่าจะมีสมุนไพรทิพย์ที่ชื่อว่า หญ้าจิติญญาดารากระจ่าง ซึ่งเป็ส่วนประกอบสำคัญในการหลอม โอสถทะลวง์’
นางรู้ดีว่า ร่างกายมนุษย์ในปัจจุบันของนางยังอ่อนแอเกินไป แม้จะใช้เนตรัและฝังเข็มได้ แต่นางยังไม่สามารถสู้กับศัตรูในระดับสูงได้ หากศัตรูในแดนเซียนรู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ พวกมันต้องส่งคนข้ามมิติมาล่าสังหารนางแน่นอน
“ฉันต้องแข็งแกร่งกว่านี้!”
ในขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ของนางดังขึ้น เป็ข้อความจากศาสตราจารย์มู่
“คุณหนูหลินครับ ผมเพิ่งได้รับแจ้งว่า ในงานประมูลสมบัติลับประจำปีที่เมืองเซี่ยงไฮ้ สัปดาห์หน้า จะมีการนำ หม้อปรุงยาโบราณ ที่ขุดได้จากสุสานราชวงศ์ฮั่นมาประมูลด้วย ผมเห็นภาพแล้ว มันดูคล้ายกับหม้อที่อยู่ในตำราที่คุณเขียนให้ผมช่วยหาเลยครับ!”
ดวงตาของชิงเซียนเปล่งประกายสีม่วงเข้ม
‘หม้อปรุงยา! ถ้าฉันได้หม้อคุณภาพดีมาปรุงโอสถ การบ่มเพาะของฉันจะรวดเร็วขึ้นเป็สิบเท่า!’
“แม่คะ!” ชิงเซียนร้องเรียกแม่จากในห้อง
“เตรียมตัวนะคะ สัปดาห์หน้าเราจะไปเซี่ยงไฮ้กัน!”
นางหันไปมองทิศทางของเมืองเซี่ยงไฮ้ เมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีและเงาดำแห่งการแย่งชิง
‘ใครก็ตามที่ขวางทางข้าในการได้หม้อปรุงยาใบนั้น เตรียมตัวรับมือกับพิษที่ร้ายแรงที่สุดที่ข้าเคยปรุงไว้ได้เลย!’
หงส์เพลิงได้สยายปีกขึ้นแล้ว และคราวนี้ นางกำลังจะบินไปสู่เวทีระดับโลกที่ใหญ่กว่าเดิม โดยมีปักกิ่งเป็เพียงจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ที่กำลังจะถูกเขียนด้วยเืและโอสถ!
