ปฏิกิริยาทางเคมีต้องใช้เวลา หวาชิงเสวี่ยจึงอธิบายวัสดุและขั้นตอนที่จำเป็ในการทำกระจกอย่างละเอียด แล้วทิ้งลูกศิษย์สองคนไว้ดูแล ส่วนตนเองนั้นขอตัวออกไปก่อน
เหลียงเหวินเฉิงและซูเส้าเหวินไม่กล้าละเลยคำสั่งของหวาชิงเสวี่ย ในวันเดียวกันนั้น พวกเขาก็ไปหานายช่างจากโรงงานต่างๆ ในกรมสรรพาวุธ เพื่อหาผู้ช่วยและจัดหาวัสดุต่างๆ
หวาชิงเสวี่ยมีชื่อเสียงอย่างมากในกองทัพ เมื่อทุกคนได้ยินว่านางจะทำสิ่งของบางอย่าง ทุกคนก็กระตือรือร้นกันสุดๆ
ค่ายเครื่องมือเหล็กตีขึ้นรูปอย่างเร่งรีบตลอดทั้งคืน ช่างแกะสลักผู้เชี่ยวชาญทำแผ่นหลังกระจกหลากหลายรูปแบบ ทุกคนในโรงตีเหล็กไม่ว่าจะมีงานหรือไม่มีก็ตาม ต่างก็พากันมามุงดู อยากรู้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะทำอะไรใหม่ๆ ออกมาอีก
ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความฮือฮาพอสมควร แม้แต่ฟู่ถิงเย่ยังรับรู้
เมื่อแม่ทัพใหญ่สอบถาม จึงได้รู้ว่าหวาชิงเสวี่ยกำลังเตรียมของขวัญสำหรับการเดินทางไปเซิ่งจิง เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง นึกขึ้นได้ว่าเมื่อถึงเวลาแล้วคงต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้และองค์ไทเฮา การนำของขวัญติดไปด้วยนับว่าเป็เื่สมควร
ฟู่ถิงเย่โบกมือไปทีหนึ่ง สั่งให้ส่งหีบเงินทองคำและอัญมณีไปให้พวกช่างฝีมือ
ในเมื่อเป็ของขวัญที่จะนำไปถวายในวัง ย่อมต้องเป็เงินหรือทองคำจึงจะดูดีที่สุด หากสามารถประดับด้วยปะการังและหยกได้ก็ยิ่งดี แม้แต่กล่องใส่ของขวัญก็จะต้องเป็ไม้จันทน์แดงเนื้อดี
หวาชิงเสวี่ยไม่มีแิในเื่นี้เลย นางแค่คิดจะทำกระจกสองสามบาน นอกจากเอาไปเป็ของขวัญให้มารดาของฟู่ถิงเย่ได้แล้ว ยังเอาไปให้หลี่จิ่งหนานเล่นสนุกได้ด้วย ถือว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ส่วนเื่วัสดุหรือการห่อหุ้ม นางไม่ได้คิดถึงเลย
หวาชิงเสวี่ยมอบหมายงานทำกระจกทั้งหมดให้เหลียงเหวินเฉิงและซูเส้าเหวิน ส่วนตัวเองก็ไปวุ่นวายอยู่กับการทำสบู่
พอยุ่งอยู่กับงาน เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ใกล้จะถึงวันออกเดินทางแล้ว
วันก่อนออกเดินทางหนึ่งวัน หัวหน้าเสมียนของกรมสรรพาวุธ ใต้เท้าสวี ให้ทุกคนหยุดพักครึ่งวัน และนำกลุ่มช่างฝีมือจำนวนมากมาเยี่ยมชมค่ายอาวุธไฟ
กระจกแก้วไม่ถือว่าเป็อาวุธทางการทหาร คนของค่ายชิงโจวสามารถเข้าชมได้ตามสะดวก
ช่างฝีมือส่วนใหญ่ของค่ายอาวุธไฟนั้นก็ถูกโยกย้ายมาจากกรมสรรพาวุธ ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว อีกทั้งการสร้างกระจกจากแก้วนี้ก็ได้รับความช่วยเหลือจากกรมสรรพาวุธ เมื่อทุกคนได้มาพบกันก็ยิ่งรู้สึกสนิทชิดเชื้อ และถือโอกาสนี้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันไปด้วย
บนพื้นที่โล่งด้านนอกโรงงานทำแก้ว ได้มีการตั้งโต๊ะเตรียมไว้หลายตัว บนโต๊ะมีการจัดแสดงกระจกหลากหลายรูปแบบ ทั้งกระจกแบบถือทรงกลม กระจกตั้งโต๊ะวงรี และกระจกส่องเต็มตัวทรงสูง
ขอบกระจกก็มีหลากหลายแบบ ทั้งไม้ ขอบทองแดง ขอบชุบเงิน และขอบทองคำ เมื่อแสงแดดสาดส่องลงมากระทบ ก็เห็นแต่แสงสีทองสะท้อนไปทั่วทั้งบริเวณ สว่างเจิดจ้ายิ่งนัก
ทุกคนต่างก็อัศจรรย์ใจกับกระจกแบบใหม่
“นี่ทำได้อย่างไร? ชัดกว่ากระจกทองเหลืองมากเลย!”
“ใช่ ชัดเจนมาก! ข้าไม่เคยเห็นตัวเองชัดเจนขนาดนี้มาก่อน!”
“จิ๊จิ๊...ข้าไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองมีไฝตรงนี้...”
“ได้ยินมาว่ากระจกนี้จะส่งไปที่เซิ่งจิง คงจะแพงมากกระมัง?”
“ไม่รู้ว่าในอนาคตพวกเราจะได้ใช้กระจกแบบนี้หรือไม่...”
ซูเส้าเหวินหน้าแดงก่ำบอกทุกคนว่า “ได้ใช้แน่นอนขอรับ...”
แต่เสียงของเขาเบาเกินไป จึงถูกกลบด้วยเสียงชมเชยที่ดังกระหึ่มของทุกคน
ซูเส้าเหวินหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม
เขากำลังลังเลว่าจะพูดเสียงดังขึ้นอีกดีหรือไม่ เหลียงเหวินเฉิงผู้เป็ศิษย์พี่ก็ดูเหมือนจะรู้ถึงความลำบาก จึงยกมือตบไหล่เขาเบาๆ แล้วกล่าวเสียงดังว่า “ทุกคนวางใจได้! อาจารย์ของข้ากล่าวไว้แล้วว่า ตราบใดที่เป็ช่างฝีมือของค่ายอาวุธไฟและกรมสรรพาวุธ ทุกคนจะได้รับกระจกจากแก้วคนละบาน ต่อไปศิษย์น้องของข้าจะเป็หัวหน้าช่างโรงทำแก้ว เื่กระจกจากแก้วนี้ จะอยู่ในความรับผิดชอบของเขา!”
ซูเส้าเหวินกลายเป็จุดสนใจของทุกคนในทันที
“คลื่นลูกใหม่นี่น่ากลัวจริงๆ ...”
“ซือปิงฟูเหรินมีสายตาที่แหลมคมจริงๆ นายช่างเสี่ยวซูจะต้องเป็ลูกศิษย์ที่เหนือกว่าอาจารย์แน่นอน”
“ใช่แล้ว นายช่างซูปีนี้ก็เหมือนจะเพิ่งอายุสิบสี่เองกระมัง? วันหน้าจะต้องเป็ผู้มีอนาคตที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน”
ทุกคนต่างก็กล่าวชมกันไม่หยุดปาก
ซูเส้าเหวินหน้าแดงก่ำไปหมด ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน รู้สึกทำตัวไม่ถูกกับการได้รับความสนใจเช่นนี้
ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็แค่ลูกศิษย์ตัวเล็กๆ ที่ไม่เป็ที่สนใจอะไร เวลาอาจารย์ซ่งถ่ายทอดวิชาไม่เคยนึกถึงเขาเลย ถึงขนาดพูดออกมาตรงๆ ด้วยซ้ำว่าเขาไร้พร์
เขาเข้ามาเป็ลูกศิษย์อยู่หนึ่งปีเต็มแล้ว ทุกวันคอยแต่จะยกน้ำชงชา ทำความสะอาดโรงงาน ไม่มีตัวตนแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้ เขาได้มายืนอยู่ที่นี่ ทุกคนกำลังมองมาที่เขา ทุกคนกำลังกล่าวชื่นชมเขา ซูเส้าเหวินรู้สึกใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น ปลาบปลื้มมากจนแทบจะ...กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
...
หลังจากส่งหัวหน้าเสมียนสวีและช่างฝีมือจากกรมสรรพาวุธกลับไปแล้ว เหลียงเหวินเฉิงก็ยังไม่มีเวลาว่าง
การถลุงดินประสิวและการทำะเิอสนีบาตดำเนินการที่ค่ายอาวุธไฟทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ การปกป้องวัสดุ และเื่อาหารการกินของช่างฝีมือทุกคน เป็ต้น
ค่ายอาวุธไฟเพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ๆ มีคนไม่มากนัก เื่ทุกอย่างจึงตกอยู่ที่เหลียงเหวินเฉิง เื่จุกจิกเหล่านี้ก็ทำให้เขายุ่งเสียจนไม่มีเวลากระดิกตัว
เขาทำงานวุ่นวายอยู่พักใหญ่ แล้วกลับมาที่โรงทำแก้ว แต่กลับไม่เห็นร่างของซูเส้าเหวิน
เหลียงเหวินเฉิงรู้สึกแปลกใจ
ความขยันขันแข็งของซูเส้าเหวินนั้นเป็ที่รู้กันดีของคนทั้งค่ายอาวุธไฟ ทั้งๆ ที่โรงทำแก้วมีเพียงเขาคนเดียว ต่อให้เขาจะแอบี้เี ก็ไม่มีใครรู้ แต่ซูเส้าเหวินกลับตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมาสู้รบตบมือกับแก้วทุกวัน
แล้วเหตุใดตอนนี้เขาถึงไม่อยู่ที่เตาหลอมกัน?
เหลียงเหวินเฉิงคิดว่าซูเส้าเหวินไม่มีทางี้เี เป็ไปได้หรือไม่ว่าเขาไม่สบาย? และกลับไปพักผ่อนที่ห้องแล้ว?
เขารู้สึกกังวลใจ เตรียมตัวจะไปหาซูเส้าเหวินที่ที่พักของช่างฝีมือในค่ายอาวุธไฟ เมื่อหันหลังเดินออกไปได้ก้าวหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงแปลกๆ จากในโรงงาน
เหลียงเหวินเฉิงชะงักเท้า หันกลับไปมองด้วยความสงสัย
มองไปรอบๆ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ
ในขณะนั้นเอง เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง แ่เบา เหมือนมีคนกำลังสะอื้น
เหลียงเหวินเฉิงเดินเข้าไปข้างในอีกไม่กี่ก้าว จึงพบว่ามีคนนั่งยองๆ อยู่ใต้หน้าต่าง เพราะย้อนแสงเนื่องจากแสงที่ส่องมาจากด้านหลัง ทำให้เมื่อครู่เขาไม่ทันได้สังเกตเห็น
“เส้าเหวิน เ้ามาหลบอยู่ตรงนี้ทำไม?” เหลียงเหวินเฉิงเดินเข้าไปดึงเขาขึ้นมา
ซูเส้าเหวินเอามือปิดตาตัวเอง ก้มหน้างุด ไม่พูดอะไร
เขาตัวเล็ก และยังก้มหน้าอยู่แบบนี้ เหลียงเหวินเฉิงต้องก้มตัวลงไปจึงจะมองเห็นใบหน้าของเขา
บนใบหน้าของซูเส้าเหวินยังมีรอยคราบน้ำตา
“ร้องไห้ทำไม?” เหลียงเหวินเฉิงรู้สึกขำปนสมเพช “ลูกผู้ชายอกสามศอก มีน้ำตาต้องกลั้นไว้ เ้าอายุสิบสี่แล้วนะ ยังจะร้องไห้อีกหรือ?”
“ศิษย์พี่...” ซูเส้าเหวินหลบหน้าหันหลังไป ถูตาอย่างแรง “ข้า...ข้ากลั้นไว้ไม่ไหว...”
“ทำไมอยู่ดีๆ ถึงร้องไห้ล่ะ?” เหลียงเหวินเฉิงรู้สึกว่าซูเส้าเหวินเหมือนเด็กน้อยที่หวั่นไหวได้ง่าย จึงยื่นมือลูบศีรษะเขา แล้วตั้งใจล้อเขา “หรือว่าทำกระจกแตกอีกแล้ว?”
“ไม่ใช่” ซูเส้าเหวินสูดน้ำมูก “ข้าแค่รู้สึกว่า...ทุกคนดีกับข้ามากเกินไป...”
เหลียงเหวินเฉิงคิดไม่ถึงว่าจะเป็เหตุผลนี้ จึงหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ...”
“ศิษย์พี่” ซูเส้าเหวินถูกล้อเลียน จึงเรียกเขาด้วยเสียงแ่เบา ใบหน้าขาวใสของเขาเริ่มขึ้นสีแดงจางๆ ดูเหมือนเด็กสาวที่ขี้อาย
“...แค่กๆ แค่กๆๆๆ!” เหลียงเหวินเฉิงไม่กล้าหัวเราะต่ออีก ศิษย์น้องของเขานี่ช่างแปลกประหลาดจริงๆ บางทีมองผ่านๆ ไปแล้วก็เหมือนสาวน้อย
“เ้าเป็ศิษย์น้องคนเล็กของอาจารย์ ทุกคนก็ต้องดีกับเ้าเป็ธรรมดา เอาล่ะ เลิกคิดมากได้แล้ว...” เหลียงเหวินเฉิงปลอบประโลม
ซูเส้าเหวินกะพริบตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาแล้วพยักหน้า มองเหลียงเหวินเฉิงด้วยความเชื่อใจและยึดเหนี่ยวเป็ที่พึ่งพิง เหลียงเหวินเฉิงเห็นแล้วก็รู้สึกแปลกๆ ในใจ คล้ายกับว่ามีอะไรผิดปกติ
“...ข้า ข้าไปทำงานก่อนนะ เดี๋ยวข้ากลับมาหาใหม่”
ซูเส้าเหวินตอบอย่างเชื่อฟัง “อืม ศิษย์พี่อย่าลืมพักผ่อนด้วยนะ อย่าให้ร่างกายเหนื่อยล้าเกินไป”
ช่างเป็เด็กดีจริงๆ
เหลียงเหวินเฉิงคิดเช่นนี้ แล้วออกจากโรงทำแก้วไป
...
วันรุ่งขึ้น หวาชิงเสวี่ยจะเดินทางมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงกับฟู่ถิงเย่
ฟู่ถิงเย่สั่งให้ทหารองครักษ์ติดตามไปหนึ่งร้อยนาย ขบวนยาวเหยียดดูสง่างาม
เหลียงเหวินเฉิงและซูเส้าเหวินเป็ผู้บรรจุกระจกแก้วใส่รถด้วยตนเอง
รถม้าสั่นะเื และกระจกแก้วแตกง่าย พวกเขาจึงต้องห่อหุ้มด้วยผ้าฝ้ายหลายชั้น และยัดฝ้ายใส่ไว้ในกล่องจนเต็ม
หวาชิงเสวี่ยกำชับทั้งสองคนอย่างละเอียด ถือว่าได้มอบหมายความรับผิดชอบทั้งหมดในค่ายอาวุธไฟให้ลูกศิษย์ทั้งสองดูแลแล้ว หลังจากนั้นก็ขึ้นรถม้าด้วยความเศร้าสร้อย
เซิ่งจิงไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับนาง เมื่อนึกถึงระยะทางที่ยาวไกล นางก็รู้สึกปวดหัว ไม่รู้สึกสนุกกับการเดินทางเลยแม้แต่น้อย
ทิวทัศน์ระหว่างทางอาจจะสวยงามและแปลกใหม่ แต่จะให้ดูทิวทัศน์ไปได้นานแค่ไหนกัน?
ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีคอมพิวเตอร์ นางต้องนั่งอยู่ในรถม้าวันแล้ววันเล่า จนร่างกายแทบจะเน่าเปื่อยไปหมดแล้ว
ฟู่ถิงเย่กลับมีความอดทนอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีอะไรทำ เขาก็จะหยิบกระดานหมากออกมาเล่นคนเดียว หรือไม่ก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน
แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับหวาชิงเสวี่ย ภาษาจีนยุคโบราณสำหรับนางแล้วยากเกินกว่าจะเข้าใจ แม้จะเป็แค่นิยายหรือบทละคร นางก็อ่านไม่เข้าใจ
หวาชิงเสวี่ยเริ่มคิดถึงวันคืนที่นางทำสบู่และแก้วอยู่ที่เมืองผานสุ่ย...
นางเบื่ออยู่ในรถม้าสามสี่วัน ในที่สุดก็ทนไม่ไหว นั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามกระดานหมากของฟู่ถิงเย่
ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ในดวงตาปรากฏรอยยิ้ม “อยากให้ข้าสอนเ้าเดินหมากหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยส่ายหน้า หมากล้อมนั้นต้องใช้ความคิดมาก นางเรียนมาหลายครั้งก็ไม่เข้าใจ
“ท่านแม่ทัพ เรามาเล่นเดินหมากแบบอื่นกันดีกว่า?”
ฟู่ถิงเย่วางหมากในมือลง “เล่นหมากอะไร?”
หวาชิงเสวี่ยชวนฟู่ถิงเย่เล่นเกมเรียงห้า [1]
กฎกติกาง่าย เข้าใจได้ง่าย
หวาชิงเสวี่ยเล่นอย่างมีความสุขและชนะไปสามเกมติดๆ กัน อารมณ์ที่หดหู่มาหลายวันก็รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว
แต่ั้แ่เกมที่สี่เป็ต้นมา ฟู่ถิงเย่เหมือนจะจับทางได้ จึงเริ่มโจมตีกลับทันที!
หวาชิงเสวี่ยเริ่มพ่ายแพ้อย่างน่าเวทนา...
แพ้จนถึงท้ายที่สุด นางถึงกับรู้สึกอายที่จะเล่นต่อไป...
“ท่านแม่ทัพ...เรามาเล่นหมากแบบอื่นอีกดีหรือไม่?” นางกล่าวอย่างเขินอาย
ฟู่ถิงเย่คงจะเบื่อหน่ายกับการชนะแล้ว จึงพยักหน้า “เอาสิ เล่นอะไรดี?”
หวาชิงเสวี่ยวาดกระดานหมากแบบใหม่ สอนฟู่ถิงเย่เล่นหมากข้าม
กฎกติกาใหม่ หวาชิงเสวี่ยจึงเริ่มชนะติดต่อกันอีกครั้ง ฟู่ถิงเย่ก็ยินดีที่ได้เล่นกับนาง แม้จะแพ้ตลอดก็ไม่มีท่าทีขุ่นเคืองเลย
เล่นหมากข้ามอยู่สองวัน พอถึงวันที่สาม หวาชิงเสวี่ยก็เริ่มชนะต่อไปไม่ได้อีกแล้ว...
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าการวางแผนของฟู่ถิงเย่ช่างร้ายกาจเหลือเกิน ดูเหมือนว่าเกมที่ต้องใช้กลวิธีเฉพาะมากเกินไปจะไม่เหมาะกับตัวนาง
“ท่านแม่ทัพ เรามาเล่นเดินหมากแบบอื่นอีกดีหรือไม่” ในวันที่สี่ หวาชิงเสวี่ยยังคงกล่าวเช่นนี้
พวกเขาเริ่มเล่นหมากเครื่องบิน [2] ...
การเล่นหมากเครื่องบินสองคนนั้นไม่สนุก ฟู่ถิงเย่จึงเรียกทหารองครักษ์มาเล่นด้วยสองคน
หมากที่มีสัญลักษณ์แตกต่างกันสี่แบบ ต่อสู้กันบนกระดานด้วยลูกเต๋า สถานการณ์ดุเดือด!
สุดท้ายหวาชิงเสวี่ยก็แพ้ ฟู่ถิงเย่ก็แพ้ กลับกลายเป็ทหารทั้งสองคนนั้นที่ชนะไม่หยุด
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจ ‘เห็นที ข้าคงจะต้องงัดไม้ตายออกมาแล้ว’
——————————————————————
[1]เกมเรียงห้า(五子棋)โดยทั่วไปจะเล่นบนกระดานหมากล้อมโดยใช้ตัวหมากดำและหมากขาว เป็อุปกรณ์ในการเล่น แต่เกมนี้จะเล่นโดยใช้กระดาษและปากกาเขียนเอาก็ได้ เพราะไม่มีการขยับตัวหมากเมื่อลงไปแล้ว ฝ่ายใดเรียงหมากของตัวเองได้ครบ 5 ตัวก่อนก็เป็ฝ่ายชนะ ได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียง
[2]หมากเครื่องบิน(飞行棋)เป็เกมกระดาน แบบไขว้และวงกลมของจีน โดยมีเครื่องบินเป็ตัวหมากแทนที่จะเป็เบี้ย ต้องทำให้เครื่องบินของตนบินเข้าสู่ฐานตรงกลาง ผู้เล่นคนแรกที่นำเครื่องบินทั้ง 4 ลำ มาไว้ตรงกลางกระดานได้สำเร็จก่อนเป็ผู้ชนะ
