หลี่ชิงหยุน นาหลันเสี่ยวฉีและกู่หลิงหลงเดินออกจากห้องรับแขกพลันสนทนาระหว่างทาง รอยยิ้มที่งดงามดุจดั่งบุปผาบานสะพรั่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกู่หลิงหลงในยามนี้
เมื่อทั้งสามเดินออกมาก็ต้องพบเจอกับสองพี่น้องในชุดสีเขียวยืนรออยู่เบื้องหน้า
"เฮ้~ น้องชายรูปงาม"
เสียงสตรีลอยล่องคล้อยสู่โสตประสาทของหลี่ชิงหยุนกะทันหัน เขาแทบจะตกอยู่ในภวังค์อันสวยงามจากเสียงอันน่าหลงใหลนี้
สตรีที่มีใบหน้างดงามประดุจเทพยดาปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ร่างกายที่เพรียวบางปรากฏเห็นสัดส่วนเด่นชัดผ่านอาภรณ์รูปรัด ส่งกลิ่นกายหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นกล้วยไม้ นางก้าวเข้าหาหลี่ชิงหยุนด้วยสีหน้าเย้าแหย่ อกอัศจรรย์คู่นั้นเต็มอิ่ม ั์ตาของนางดุจดั่งปกคลุมด้วยม่านหมอกสีม่วงพลันส่งรอยยิ้มที่น่าหลงใหลในยามนี้
หลี่ชิงหยุนที่ได้ยินน้ำเสียงนั้นร่างก็อ่อนระทวยในฉับพลัน ราวกับจิติญญาของตนหลุดลอยไปไกลแสนไกล ก่อนจะหันไปมองในทิศทางของหญิงสาวดุจดั่งต้องมนต์สะกดบางอย่างที่ตนมิอาจละสายตาออกไปได้
ในวินาทีเดียวกันนั้นหลี่ชิงหยุนเปล่งพลังิญญาจางๆออกมาทลายม่านหมอกสีม่วงที่บดบังสายตา ก่อนจะมีรอยยิ้มฝืดๆบนใบหน้าในเวลาต่อมา
สีหน้าของสตรีชุดสีเขียวแปรเปลี่ยนเป็ประหลาดใจในขณะนั้น
ไม่นานนักหลี่ชิงหยุนถอนหายใจยาวเมื่อตนหลุดพ้นจากม่านหมอกไปได้ "ไม่คาดคิดว่าสตรีผู้นี้จะมีทักษะวาจาเสน่ห์ลึกล้ำถึงเพียงนี้"
นาหลันเสี่ยวฉีเหลือบมองเขาอย่างสงสัย "อาหยุน วาจาเสน่ห์คือสิ่งใด?"
หลี่ชิงหยุนมองไปยังสตรีตรงหน้าก่อนจะตอบกลับ "วาจาเสน่ห์คือทักษะิญญาประเภทหนึ่ง บางคนมีสิ่งนี้ติดตัวั้แ่กำเนิดเนื่องจากรูปลักษณ์ที่อ่อนช้อย ทว่าวาจาเสน่ห์เป็การก่อเกิดของทักษะพิเศษโดยการควบคุมพลังิญญาและความนึกคิดของผู้อื่นได้ดั่งใจ ผู้ที่เกิดมามีร่างกายเสน่ห์จะเปี่ยมล้นไปด้วยความงดงามและความดึงดูดต่อทุกผู้คนจึงจะฝึกฝนวาจาเสน่ห์ได้อย่างไม่ยากเย็น สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับทักษะประเภทนี้คือการล้างสมองและออกคำสั่ง สตรีผู้นี้นับว่าเป็กรณีที่หายากมาก"
นาหลันเสี่ยวฉีอ้าปากอย่างงุนงง "เช่นนั้นหมายความว่าสตรีผู้นั้นสามารถควบคุมทุกคนได้ทั้งหมดงั้นหรือ?"
แต่หลี่ชิงหยุนกลับส่ายหัวเล็กน้อย "วาจาเสน่ห์นั้นทำงานโดยการแทรกซึมพลังิญญาเข้าสู่โสตประสาทเพื่อควบคุมความนึกคิดก็จริง แต่ทว่าหากอีกฝ่ายมีระดับพลังิญญาที่สูงพอ วาจาเสน่ห์ก็มิอาจมีผลกระทบได้ และมีบางกรณีที่วาจาเสน่ห์จะนำมาใช้เข้ากับทักษะเสน่ห์ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสมดุลในการควบคุมพลังิญญาได้อย่างละเอียดอ่อนมากขึ้น"
"สตรีผู้นั้นต้องเป็ผู้นี้น่าหวั่นกลัวอย่างมาก" นาหลันเสี่ยวฉีอดไม่ได้ที่จะลอบตระหนักไปเอง
ทว่าหลี่ชิงหยุนส่ายหัวอีกครา "ความน่าสะพรึงของวาจาเสน่ห์นั้นกำหนดได้เพียงครั้งละจำนวนน้อยเท่านั้น ทว่ามันถือว่าเป็ความสามารถที่ใช้ในการเอาตัวรอดหรือหลอกลวงได้เป็อย่างดี และเหมาะสำหรับการสืบค้นหรือค้นหาข้อมูลลับเสียส่วนใหญ่ สตรีประเภทนี้ต้องทำหน้าที่ในการสืบสวนจึงจะเกิดประสิทธิผลดีที่สุด"
เมื่อเขาพูดจบ สตรีในชุดสีเขียวอ่อนมาปรากฏตรงหน้าด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
"น้องชายตัวน้อย ไม่คาดคิดว่าเ้าจะหลีกเลี่ยงทักษะเสน่ห์ของพี่สาวไปได้ คิกคิก ข้าชักจะสนใจเ้าเข้าให้แล้ว" สตรีในอาภรณ์สีเขียวอ่อนเดินเข้าหาหลี่ชิงหยุนอย่างเชื่องช้า ทุกท่วงท่าเต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางเพศยากจะต้านทาน ทุกอิริยาบถของนางสามารถทำให้บุรุษทั้งหลายยอมศิโรราบได้อย่างไม่ยากเย็น กระทั่งยังปรากฏส่วนเว้าส่วนโค้งเด่นชัดสะกดสายตาได้ทุกขณะ
ครานี้เหงื่อเย็นๆเริ่มไหลจากหน้าผากหลี่ชิงหยุน เขารู้สึกลำบากมากเมื่อต้องรับมือกับหญิงสาวประเภทนี้
"ไฉนเ้าไม่กล่าวอะไรบ้าง? หรือว่าพี่สาวไม่งดงามงั้นหรือ?" สีหน้าของสตรีอาภรณ์สีเขียวอ่อนปรากฏร่องรอยเศร้าโศกฉับพลันเมื่อเห็นหลี่ชิงหยุนเงียบงันไปชั่วครู่
"มะ-มิใช่เช่นนั้น แน่นอนว่าแม่นางงดงามมาก" หลี่ชิงหยุนผงกศีรษะอย่างต่อเนื่องราวกับไก่จิกเมล็ดข้าว ริมฝีปากอดไม่ได้ที่จะกระตุกเบาๆ
เขารู้สึกไม่คุ้นชินเมื่อต้องเอ่ยคำเลี่ยนๆพวกนี้ แต่หากไม่กล่าวเกรงว่านางคงไม่ยอมรามือง่ายๆ
[ให้ตายเถอะ! นี่มันมารเสน่ห์ชัดๆ]
"คิกคิก" มารเสน่ห์เบื้องหน้าพลันเอามือเรียวบางหัวเราะป้องปากด้วยท่วงท่ายั่วยวน
นาหลันเสี่ยวฉีด้านข้างยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
"เฮ้! พี่สาวเหตุใดท่านจึงหว่านเสน่ห์แก่น้องชายเช่นนี้ ภรรยาของเขาก็ยืนหัวโด่อยู่เคียงข้าง ท่านไม่เห็นหรืออย่างไร?" ทันใดนั้นบุรุษชุดสีเขียวอ่อนวิ่งหน้าแจ้นอย่างว่องไวเร่งรุดหมายจะหยุดสิ่งที่พี่สาวตนกำลังกระทำ
"ฮึ่ม! ไม่ใช่กงการอะไรของเ้า" มารเสน่ห์เบ้ปากอย่างเฉยเมย
กู่หลิงหลงเดินเข้ามาแทรกระหว่างพวกเขา นางหันไปหาหลี่ชิงหยุนพร้อมกับกล่าวแนะนำด้วยรอยยิ้ม "ชิงหยุน เสี่ยวฉี ข้าขอแนะนำให้เ้ารู้จัก พี่สาวผู้นี้คือหนิงฉุ่ย และน้องชายของนางหนิงหยาง ทั้งสองคือลูกชายและลูกสาวผู้นำตระกูลหนิงที่อยู่ภายใต้ตระกูลกู่ซ้ำยังเป็ตระกูลที่ให้การสนับสนุนตระกูลของเรามาเนิ่นนาน และทั้งสองก็เป็ผู้ร่วมเดินทางกับพวกเราในครั้งนี้ด้วย"
กู่หลิงหลงทำหน้าที่ประสานงานเป็อย่างดี นางพลันแนะนำหลี่ชิงหยุนด้วยท่าทีสนิทสนม
"ข้าน้อยหลี่ชิงหยุน ยินดีที่ได้รู้จักแม่นางหนิง นายน้อยหนิง" หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีประสานมืออย่างสุภาพพลันกล่าวด้วยรอยยิ้ม รูปลักษณ์ที่สุภาพของเขาสะกดสายตาหนิงฉุ่ยได้ไม่ยากเย็นนัก
"น้องชายน้อย เรียกข้าว่าพี่สาวดีกว่า มิเช่นนั้นเ้าอาจจะถูกพี่สาวลงโทษเอาได้นะ" นิ้วที่เรียวบางของหนิงฉุ่ยเคลื่อนผ่านหน้าอกของหลี่ชิงหยุนอย่างเย้ายวนส่งผลให้เขาตัวสั่นระริก ริมฝีปากชมพูพลันส่งยิ้มอันน่าหลงใหลในขณะเดียวกัน
"พะ-พี่สาวหนิง" น้ำเสียงของหลี่ชิงหยุนเริ่มติดขัด เขาพลันถอยร่นก้าวเท้ากลับหลังอย่างเชื่องช้า
ด้วยความที่เกรงกลัวว่าจะถูกมารเสน่ห์ผู้นี้กินไปทั้งตัว นี่เป็ครั้งแรกที่หลี่ชิงหยุนต้องรับมือกับทักษะเสน่ห์ในชีวิตใหม่ของเขา ทำเอาเขารู้สึกไม่คุ้นเคย ซ้ำยังสลายทักษะเสน่ห์ได้ยากมาก
"พี่สาวจะไม่แกล้งเ้าแล้ว คิกคิก" หนิงฉุ่ยหันร่างชดช้อยพลันหัวเราะหยุมหยิมก่อนจะหันหลังจากไป
หนิงหยางเบื้องหน้าทำได้เพียงลูบหัวอย่างเขินอาย "น้องชายน้อยอย่าไปถือสานางเลย พี่สาวเป็เช่นนี้ตลอดเมื่อต้องพบเจอกับบุรุษที่พึงใจนาง"
หลี่ชิงหยุนยกยิ้มมุมปากอย่างช่วยไม่ได้
จากนั้นกู่หลิงหลงเดินนำทางพวกเขาไปยังบุรุษชุดสีแดงที่เอนร่างพิงกระบี่ประดุจดั่งภรรยาที่เก้าอี้ใต้ร่มเงาต้นไม้
ก่อนนางจะกล่าวแนะนำ "หลี่ชิงหยุน นี่คือพี่ชายโจว โจวหลันฮุ่ย เขามีทักษะกระบี่ที่เก่งกาจอย่างมาก ในวัยเดียวกันไม่มีผู้ใดสามารถล้มเขาลงได้แม้แต่ผู้เดียว หากเป็เื่กระบี่จะเรียกว่าไร้พ่ายก็ไม่มากเกินไป เขาเองเป็ผู้ช่วยของตระกูลกู่ในครานี้เช่นกัน"
หลี่ชิงหยุนเหลือบมองโจวหลันฮุ่ยด้วยสายตาจดจ้อง รอบกายของบุรุษผู้นี้ปรากฏให้เห็นรัศมีความเฉียบแหลมประดุจกระบี่ที่ไม่ย่อท้อ เมื่อมองปราดเดียวตนรับรู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้ไม่แตกต่างจากเสี่ยวฉินสักเท่าใด
คนผู้นี้เป็คนประเภทที่ทุ่มเททุก่เวลาให้แก่กระบี่ และเป็ผู้ฝึกฝนที่มีจิตใจหลอมรวมกับกระบี่ดั่งเป็จิติญญาเดียวกัน แม้แต่ยามหลับก็จะมีกระบี่ติดกายไว้เสมอๆ ด้วยสัญชาตญาณของหลี่ชิงหยุนก็รับรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้ได้ผ่านการเข้าสู่สภาวะเต๋ามาแล้วเป็แน่
หลี่ชิงหยุนกล่าวอย่างยิ้มแย้มแก่โจวหลันฮุ่ย "พี่ชายโจว หากท่านมีเวลาว่าง ช่วยประมือกับข้าได้หรือไม่?"
โดยมิได้มีการเอ่ยทักทายแบบตีรอบพุ่มไม้ แต่หลี่ชิงหยุนกลับใช้ประโยคนี้ในการทักทายแทน
ทุกคนที่นั่นตะลึงลานในคำพูดของเขา หลี่ชิงหยุนกล้าหาญที่จะท้าประมือกับโจวหลันฮุ่ยผู้นี้ ผู้คนส่วนมากต่างก็เกรงกลัวในทักษะกระบี่ของเขาจนไม่กล้าจะเข้าไปทักทายด้วยซ้ำ ทว่าหลี่ชิงหยุนกลับเอ่ยคำเช่นนี้ออกมาั้แ่แรกพบ
และสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่อโจวหลันฮุ่ยเบิกตาอย่างเชื่องช้าพลันต้องมองหลี่ชิงหยุนชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหัวเบาๆและยิ้มอย่างเป็กันเอง "ทักษะของเ้าไปไกลเกินกว่าข้าหลายขุมแล้ว การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากผู้ใหญ่รังแกเด็ก หากจะต้องตัดสินผลแพ้ชนะ เกรงว่าข้าจะต้องพ่ายแพ้แก่เ้าอย่างแน่นอน แต่ทว่าหากได้แลกเปลี่ยนคำแนะนำด้วยกัน คงจะน่าสนุกมิใช่เล่น"
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาญอันหาญกล้า โจวหลันฮุ่ยผู้นี้กลับเปิดปากพูดคุยกับคนนอกอย่างเป็กันเองเยี่ยงนี้ ส่งผลให้คนรอบข้างต่างตะลึงกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า
"นี่ใช่พี่ใหญ่หลันฮุ่ยจริงๆหรือ? เหตุใดวันนี้เขาจึงพูดมากเช่นนี้?" หนิงหยางเกาหัวอย่างสงสัย ปกติแล้วโจวหลันฮุ่ยจะใช้คำพูดแค่ไม่เกินสิบคำต่อวันเท่านั้น ทว่ายามนี้เขากลับพูดยาวเฟื้อยเช่นนี้ แตกต่างบุคลิกปกติโดยสิ้นเชิง
แม้แต่กู่หลิงหลงยังต้องประหลาดใจเมื่อมองไปยังหลี่ชิงหยุน 'พี่โจวกล่าวว่าทักษะกระบี่ของชิงหยุนเยี่ยมยุทธ์ยิ่งกว่างั้นหรือ? แต่จะเป็ไปได้อย่างไรในเมื่อเขาเพิ่งอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น? แม้แต่การฝึกั้แ่ในครรภ์มารดาก็ไม่สามารถเก่งกาจลึกล้ำได้ถึงระดับนี้มิใช่หรือ?'
"แน่นอน ข้าเองก็อยากประมือกับผู้ที่เดินบนวิถีแห่งกระบี่เช่นกัน" รอยยิ้มสนุกสนานพลันปรากฏขึ้นมุมปากหลี่ชิงหยุน การหาคู่ต่อสู้ที่มีทักษะทัดเทียมกันนั้นช่างหายากยิ่งนัก ซ้ำยังเป็ผู้ใช้กระบี่ด้วยแล้ว น้อยคนนักที่จะเข้าใจวิถีแห่งกระบี่ั้แ่อายุยังน้อยเช่นนี้
หากโจวหลันฮุ่ยผู้นี้ได้รับคำแนะนำจากปรมาจารย์ยุทธ์ด้านกระบี่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าภายภาคหน้าเขาจะต้องเป็ตัวตนที่น่าสะพรึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โจวหลันฮุ่ยพลันหลับตาลงอีกคราก่อนจะเอนพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน
"ครืน!"
ทันใดนั้นเงาจากบางสิ่งบางอย่างปรากฏบดบังอาคารทั้งหลังจนมืดครึ้ม กู่หลิงเจี้ยนปรากฏตัวขึ้นเหนือน่านฟ้าตระกูลกู่พร้อมกับสิ่งประดิษฐ์ขนาดใหญ่ที่มีรูปลักษณ์คลับคล้ายกับเรือเหาะสีทอง เื้ัของเขาปรากฏให้เห็นชายชราอีกสองคน คนแรกคือกู่เย่ซึ่งเป็ผู้าุโลำดับที่สองจากก่อนหน้านี้ ซ้ำยังตามมาด้วยกู่ิผู้ฝึกฝนดาบบริสุทธิ์
"ถึงเวลานัดรวมตัวแล้ว พวกเ้าขึ้นมาได้แล้ว" กู่หลิงเจี้ยนะโจากเรือเหาะก่อนจะลงจอดต่ำเหนืออาคารเพื่อให้ทุกคนขึ้นเรือเหาะ
หลี่ชิงหยุนและอีกสี่คนพยักหน้าแก่กันก่อนจะะโขึ้นเรือเหาะอย่างพร้อมเพรียง
ที่พวกเขากำลังขี่อยู่คือเรือเหาะที่เป็สิ่งประดิษฐ์ระดับสูงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่ราชวงศ์ ทว่าการสร้างและการใช้งานมีเงื่อนไขและลำดับขั้นตอนที่ยากยิ่งนัก ซ้ำยังมีราคาสูงลิ่ว ดังนั้นแล้วหากไม่มีเหตุการณ์สำคัญ ราชวงศ์จะไม่นำสิ่งนี้ออกมาใช้เป็แน่
เรือเหาะนี้ใช้พลังงานจากพลังปราณและพลังิญญาเพื่อเป็ตัวขับเคลื่อนแทนน้ำมันและพลังงานทดแทนต่างๆ ดังนั้นแล้วต้องมีผู้ควบคุมสองคนที่ต้องคอยส่งพลังปราณและพลังิญญาให้สมดุลกันก่อนจะใช้งานเรือเหาะได้
สิ่งที่เด่นชัดอีกประการคือความเร็วในการเดินทาง ซึ่งเปรียบได้กับการเหาะเหินเดินอากาศของผู้ฝึกฝนในระดับลมปราณลึกซึ้งทุกประการ
กู่หลิงเจี้ยนพยักหน้าเมื่อเห็นว่าทุกคนขึ้นเรือเหาะเป็ที่เรียบร้อย เขาหันไปหากู่เย่และกู่ิก่อนจะกล่าว "ผู้เฒ่าเย่ ผู้เฒ่าิ ออกเดินทาง"
กู่เย่และกู่ิพยักหน้า ทั้งสองพลันยื่นมือไปยังแผงควบคุมเรือเหาะด้วยพลังปราณและพลังิญญาของตน
เรือเหาะลอยชึ้นเหนือน่านฟ้าและหมู่เมฆอีกคราก่อนจะเกิดเสียง "ครืน~"
"ฟู่!"
วินาทีต่อมาเรือเหาะออกเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด
เป้าหมายของเรือเหาะคือทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองต้าเฉียน ณ ถ้ำหยวนหยาง
. . .
~ บนเรือเหาะสีทอง ~
กู่หลิงเจี้ยนเดินมายังระเบียงที่หลี่ชิงหยุนกำลังพักผ่อน ก่อนจะกล่าวเรียก "น้องชาย นี่คือสิ่งที่เ้าร้องขอมา"
กระบี่สีเงินพร้อมกับฝักที่งดงามปรากฏขึ้นในมือพร้อมกับส่งให้แก่หลี่ชิงหยุน
หลี่ชิงหยุนในยามนี้ไร้อาวุธยุทโธปกรณ์ติดตัว ดังนั้นเขาจึงวานให้กู่หลิงเจี้ยนหากระบี่ให้เขาสักเล่มเพื่อใช้แก่ขัดไปเสียก่อน แต่ตนไม่คาดคิดว่ากระบี่ที่กู่หลิงเจี้ยนนำมาจะเป็กระบี่ที่ลือค่าเช่นนี้
หลี่ชิงหยุนยิ้มเบาบางก่อนจะรับกระบี่ด้วยสีหน้าตื่นเต้น
"นี่คือ【กระบี่ัฟ้าคราม】เป็กระบี่เก่าของข้าั้แ่วัยเยาว์ ข้าเลิกใช้มันไปเมื่อสิบปีก่อน ทว่าในเมื่อเ้าเป็ผู้ฝึกฝนกระบี่ ข้าเชื่อว่ากระบี่เล่มนี้คงจะยินดีเป็แน่หากเ้าใช้มัน" กู่หลิงเจี้ยนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะอธิบายอย่างภาคภูมิ ยามนี้เขาไว้ใจหลี่ชิงหยุนถึงขั้นมอบกระบี่ลือค่าของตนให้ด้วยซ้ำ
หลี่ชิงหยุนมองไปยังกระบี่ในมือก่อนจะดึงออกจากฝัก "ชริ้ง!" ปรากฏให้เห็นใบกระบี่ยาวสองเมตรที่เรียบบางแต่กว้างนัก ทั้งยังแกะสลักกลางใบกระบี่ดุจดั่งรูปลักษณ์ัเริงระบำ ความคล่องแคล่วในการหยิบจับเหมาะกับมือของตนอย่างยิ่ง
ด้วยกวาดสะบัดข้อมือเบาๆ เสียงลมหวีดหวิวจากกระบี่ส่งเสียงดัง "ฟู้ว!" แทบจะตัดผ่านชั้นบรรยากาศได้ในขณะนั้น
"กระบี่เล่มนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!" หลี่ชิงหยุนได้แต่ลูบกระบี่อย่างเบามือ สีหน้ายามนี้ของเขาปรากฏร่องรอยตื่นเต้นก่อนจะตวัดข้อมือกวัดแกว่งกระบี่เพื่อให้คุ้นชินกับการใช้งาน
กู่หลิงเจี้ยนเอามือไพล่หลังก่อนจะกล่าว "ฮ่าๆๆ นี่คือกระบี่ระดับ 7 ขั้นสูง เป็ธรรมดาแน่นอนที่จะคล่องมือเช่นนี้"
หลี่ชิงหยุนเหลือบมองกลับไป "พี่กู่ ข้า้าแค่กระบี่ธรรมดาเท่านั้น ไฉนท่านจึงนำสิ่งของมีค่าเช่นนี้มาให้ข้ากัน?"
แต่กู่หลิงเจี้ยนกลับส่ายหัวเบาๆ "ข้าได้เห็นทักษะกระบี่ของเ้าเป็ประจักษ์แล้ว การที่เ้าจะใช้กระบี่ธรรมดานับว่าเป็การดูถูกฝีมือของเ้าเกินไป... ทว่าน้ำหนักของกระบี่เล่มนี้อาจมากเกินจากค่าเฉลี่ยเล็กน้อย คนที่ร่างผอมบางเช่นเ้าอาจจะใช้งานได้ไม่คล่องมือนัก"
ร่างกายที่สูงกำยำของกู่หลิงเจี้ยนนับว่าเหมาะสมหากเขาได้ใช้กระบี่เล่มนี้ ทว่าร่างของหลี่ชิงหยุนกลับดูผอมบางเกินไป กระบี่เล่มนี้ยาวกว่าส่วนสูงของเขาด้วยซ้ำ
แต่หลี่ชิงหยุนไม่ได้คิดเช่นนั้น "แม้จะมีน้ำหนักเกินไปเล็กน้อย ทว่าแรงเหวี่ยงของกระบี่เล่มนี้ช่างรวดเร็วผิดแผกกับลักษณะภายนอกโดยสิ้นเชิง ข้าชักชอบมันเข้าให้แล้ว"
ระหว่างกล่าวเขายังคงกวัดแกว่งกระบี่ราวกับเด็กที่เห่อของเล่นชิ้นใหม่
"ซ้ำยังมีการถ่วงดุลระหว่างน้ำหนักใบกระบี่และด้ามจับได้อย่างเหมาะสม กระบี่เล่มนี้ต้องถูกสร้างโดยช่างตีกระบี่ที่มีฝีมือลึกล้ำเป็แน่" หลี่ชิงหยุนอดไม่ได้ที่จะเชยชมกระบี่ที่ละลานตาเล่มนี้
หลังจากร่ายกระบี่จนพอใจแล้ว หลี่ชิงหยุนสวมกระบี่กลับคืนฝักก่อนจะประสานมืออย่างนอบน้อม "ขอบคุณมากพี่กู่ เมื่อเสร็จสิ้นจากภารกิจนี้ ข้าจะคืนกลับให้ท่าน"
"ไม่ต้องใส่ใจไป ข้าเองก็ไม่ได้ใช้กระบี่เล่มนี้มานานแล้ว ป่านนี้กระบี่คงจะลืมเลือนรสชาติของโลหิตไปเสียแล้ว" กู่หลิงเจี้ยนหัวเราะพร้อมโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
จากนั้นกู่หลิงเจี้ยนจึงกล่าวต่อ "ยังพอมีเวลาอยู่บ้าง เ้าควรจะปรับสภาพร่างกายเสียก่อน การต่อสู้ในครานี้ มีการปรากฏตัวของอัจฉริยะจากเมืองต่างๆมากมายนัก ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้ที่อยู่ที่ระดับลมปราณฟ้าเฉกเช่นเดียวกับโจวหลันฮุ่ยขณะนี้"
