ทำไมเฉาลี่หยางจะต้องคิดเล็กคิดน้อยกับเด็กนักเรียนจนๆ คนหนึ่งด้วย?
เฉาลี่หยางที่กำลังนั่งอยู่ในห้องส่วนตัวของบาร์ม่านเหยาที่มีชื่อเสียงของเมืองหรงเฉิงคนนี้ไม่ได้ดูเหมือนกับคนที่สุภาพอ่อนโยนต่อหน้าเจิงเทียนเลยแม้แต่น้อยใบหน้าของเขาประดับไปด้วยความก้าวร้าวทะนงตนในแบบฉบับของเด็กวัยรุ่น
คนที่มีอายุยี่สิบห้าปีอย่างเขาส่วนมากก็เพิ่งจะเดินออกมาจากสถานศึกษาได้เพียงปีสองปีบางคนก็อาจจะกำลังย้ายไปมาเพื่อหางานที่เหมาะสมให้กับตัวเองหรือว่าอาจจะกำลังเริ่มมีชีวิตที่มั่นคง เริ่มที่จะคิดเก็บเงินซื้อบ้าน แต่งงานอะไรแบบนี้
ส่วนเฉาลี่หยางน่ะเหรอ?
เขาเพิ่งจะมีอายุแค่ยี่สิบห้าปีแต่ก็มีหน้าที่การงานที่ดีในบริษัทเจิงชื่อแล้ว งานนั้นก็เป็งานสบายๆแต่กลับมีระดับ แม้ว่าเขาจะอายุยี่สิบห้าปี แต่ก็มีห้องในนามของตัวเองอยู่สองที่แล้วและมีรถมาเซราตีคันหนึ่ง มีรถเบนซ์อีกคันหนึ่งรวมทั้งยังมีหุ้นในบาร์แห่งนี้อีกด้วย และก็สามารถพูดได้ว่าแม้ว่าเฉาลี่หยางจะไม่ทำอะไรต่อไปในชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาเขาก็สามารถใช้ชีวิตอย่างมีระดับในสายตาของคนอื่นได้แล้ว
แม้ว่าพ่อของเขานั้นจะเป็เพียงผู้จัดการของบริษัทย่อยในเครือเจิงชื่อของเมืองหรงเฉิงแต่เพราะก่อนหน้านี้เขามีสายตาที่เฉียบคมทำให้พอจะมีหุ้นในบริษัทเจิงชื่ออยู่บ้างและเพราะว่าตอนนี้ราคาของบ้านที่พักต่างก็พุ่งสูงขึ้นทำให้ส่วนแบ่งที่ได้รับในทุกๆ ปีต่างก็เป็จำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นแล้วการเป็ลูกชายของผู้จัดการระดับสูงคนหนึ่ง เฉาลี่หยางถึงได้สบายแบบนี้
แน่นอนว่าในสายตาของคนอื่นนั้น แม้จะเป็เฉาลี่หยางแต่เมื่อมาเทียบกันกับเจิงเทียนแล้ว ก็ไม่ได้อะไรนัก
คนหนึ่งเป็ลูกชายของเ้านายใหญ่ อีกคนหนึ่งเป็ลูกชายของผู้ก่อตั้งบริษัททั้งสองเป็เพื่อนในสมัยเด็กกัน เมื่อได้พบกันอีกครั้งเฉาลี่หยางถูกสังคมขัดเกลาให้เปลี่ยนไปแล้ว อีกทั้งยังเป็หัวหน้าในบริษัทอีกเมื่อเทียบกันกับเจิงเทียนที่เรียนมหาลัยมาหกปีแล้ว แต่ก็ยังไม่จบในสายตาของคนภายนอก เฉาลี่หยางจึงดูมีข้อดีกว่ามากถ้าหากว่าสถานะของทั้งสองสามารถสับเปลี่ยนกันได้เฉาลี่หยางก็จะเห็นด้วยกับคำพูดเหล่านี้มากขึ้น
สรุปง่ายๆ ก็คือ สิ่งที่ทำให้เฉาลี่หยางรู้สึกไม่ชอบใจก็คือการมาเยือนของเจิงเทียน ทำให้เขาััได้ถึงความกดดันความกดดันที่รู้สึกราวกับว่าแสงไฟที่เฉิดฉายบนตัวเขากำลังจะหายไป
ยอมเป็หัวหมา ดีกว่าเป็หางราชสีห์
เดิมทีเฉาลี่หยางก็เป็คนที่มีแวดวงสังคมที่ดีและมีตำแหน่งที่สูงในสังคมเ่าั้อยู่แล้วแต่ว่าเมื่อเจิงเทียนมาที่เมืองหรงเฉิงเขาอย่างก็กลายเป็ผู้ติดตามไปโดยปริยาย...แม้ว่าเขาจะเกลียดการถูกเจิงเทียนแย่งพื้นที่ของเขาไปแต่เขาก็ยังคงหวังว่าจะสามารถตามเจิงเทียนไปในสังคมที่ดีกว่านี้ได้ความรู้สึกในใจที่ขัดแย้งกันในใจ ทำให้เขามักจะมีอารมณ์รุนแรงแม้จะเป็เพียงเื่เล็กๆ ก็ตาม เดิมทีเขาก็เป็คนที่ทำอะไรไม่เกรงกลัวอยู่แล้วและตอนนี้มันก็ยิ่งหนักมากขึ้นไปอีก
และนี่ก็เป็สาเหตุแห่งความซวยของหรงตงหลินในครั้งนี้
ตามหลักการแล้ว คนหนึ่งเป็ลูกของหัวหน้าใหญ่อีกคนหนึ่งเป็ลูกชายของผู้ก่อตั้งบริษัทการที่เฉาลี่หยางจะเป็ผู้ติดตามของเจิงเทียนก็เป็เื่ปกติอยู่แล้วแต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่พอใจก็เป็เพราะ หากย้อนไปเมื่อยี่สิบปีก่อนเขาและเจิงเทียนยังคงเล่นดินเล่นทรายอยู่ด้วยกัน และกินข้าวด้วยกันอยู่เลยอีกทั้งตอนนั้นพ่อของเจิงเทียนก็ยังเป็เพียงลูกน้องของพ่อเขาด้วย...หากว่าไม่ใช่เพราะว่าพ่อของเจิงเทียนลาออกมาเพื่อทำธุรกิจเสียก่อนความจริงแล้ว เฉาลี่หยางคิดว่าตำแหน่งของเขาและเจิงเทียนในวันนี้นั้นควรที่จะสลับกัน
แน่นอนว่าเฉาลี่หยางไม่ได้รู้สึกเลยว่า ความคิดนี้ของตัวเองมันแย่แค่ไหนตอนที่เขาอยู่ต่อหน้าเจิงเทียน เขาก็จะยังคงเป็เพื่อนในสมัยเด็กคนเดิมแต่ว่าลับหลังเจิงเทียน เขาก็ได้แต่เอา ‘ความโกรธเกลียด’ ที่เก็บสะสมมาเป็ระยะเวลานานเหล่านี้มาระบายลงกับพวกคนอย่างพวกหรงตงหลิน...คนอ่อนแอก็ต้องแพ้พ่ายให้กับคนที่แข็งแกร่งกว่าอยู่เสมอสำหรับเฉาลี่หยางแล้ว การที่เขามีเงินและมีอำนาจมากกว่าทำให้การที่พวกเขาจะเหยียบย่ำพวกเด็กนักเรียนจนๆ พวกนี้นั้น เป็เื่ปกติทั่วไป
เนื่องจากท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มมืดลง ทำให้ยังไม่มีลูกค้าเข้ามาบาร์แห่งนี้หรงตงหลินถูกผลักเข้ามาในบริเวณตัวร้านบรรดาหญิงสาววัยรุ่นที่แต่งหน้าจัดและแต่งตัวโชว์เนื้อโชว์ตัวต่างก็พากันมองมาที่เขาด้วยความใเมื่อเธอเห็นพวก ‘พี่ชาย’ เดินเข้ามาเธอก็รู้ได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
บางทีอาจจะมีใครไปยั่วโมโหคุณชายเฉาอีกล่ะมั้ง?
สถานการณ์แบบนี้ก็พบเจอได้ไม่น้อย เพื่อที่จะรักษาการงานเอาไว้ทุกคนจึงได้แต่ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นกับเื่ที่เกิดขึ้น
หลังจากที่หรงตงหลินถูกลากเข้าไปในห้องส่วนตัวได้ไม่นานนักหนุ่มสาวคู่หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นบริเวณหน้าร้าน ผู้ชายคนนั้นถือไม้กระบองเอาไว้ในมือช่างดูน่าขัน ส่วนผู้หญิงกลับเปล่งประกายความสวยงามออกมาภายใต้แสงไฟ
แม้ว่าเมื่อทั้งคู่เมื่อมารวมตัวกันแล้ว จะดูน่าประหลาดแต่ว่าพวกพนักงานก็ไม่ได้มีความคิดที่เมื่อมีลูกค้ามาก็จะไม่ต้อนรับดังนั้นพวกเธอก็ยังคงต้อนรับทั้งสองด้วยความสุภาพ พวกเขาไม่ได้สงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าหญิงสาวกับเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนนั้นจะมาหาเื่อะไรเพราะกระบองไม้ในมือของเขา เมื่อมองดูแล้วก็ดูไม่ได้มีความสามารถในการโจมตีอะไรเลย
หญิงสาววัยรุ่นเป็คนบอกว่าเธอ้าห้องพิเศษแม้ว่าห้องนั้นจะบังเอิญเป็ห้องข้างๆ ห้องของเฉาลี่หยางแต่พวกคนเหล่านี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก ด้วยที่ทั้งคู่ต่างก็ดูดีทำให้ผู้คนต่างก็วางใจ
“สาวสวย นี่เมนูเครื่องดื่มครับ...” ในระหว่างที่เด็กเสิร์ฟกำลังคิดว่าจะแนะนำอะไรดีหญิงสาววัยรุ่นท่าทางดีคนนี้ก็ชี้ลงไปบนเมนูอย่างลวกๆ ซึ่งเมนูที่เธอเลือกมาทั้งสองเมนูต่างก็เป็ของที่มีราคาแพงทั้งนั้น
ดีจริงๆ แค่นี้ก็ได้เปอร์เซ็นต์ไม่น้อยแล้ว เด็กเสิร์ฟรู้สึกดีใจมากจนทำให้ท่าทางของเขาดูกระตือรือร้นเป็กันเองเป็พิเศษ
“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าทั้งหมดมากันกี่ท่าน...”
“สองคน!” เหยียนเฟิงยกนิ้วขึ้นมาสองนิ้วจำนวนเหล้านำเข้าจากนอกสองขวดสำหรับสี่คนทำเอาเขาปวดหัวขึ้นมาเขาเคยมาที่บาร์แห่งนี้กับเพื่อนแล้ว แต่ว่าก็เคยแต่นั่งอยู่ที่ด้านนอกและไม่เคยเข้ามาในโซนห้องส่วนตัวแบบนี้ เหล้าสำหรับสี่คนนี้แม้ว่าที่บ้านเขาเองก็มีกิจการเล็กๆ แต่หากว่าเขากล้าที่จะดื่มแบบนี้ก็คงจะถูกพ่อเคาะหัวกะโหลกตาย
ไม่นานนักเหล้าที่สั่งก็ถูกนำมาเสิร์ฟน้ำสีเหลืองอำพันประกายใสแวววาวภายใต้แสงอยู่ในแก้ว เมื่อเห็นว่า ‘ดอกฟ้า’ มีท่าทางเหมือนกับว่ากำลังฟังเสียงจากห้องข้างๆอยู่ เหยียนเฟิงเองก็เอาหูเข้าไปแนบที่กำแพง เพื่อที่จะฟังบ้างแต่เป็เพราะว่าห้องแห่งนี้เก็บเสียงได้ดี ทำให้เขาแปลกใจว่า ‘ดอกฟ้า’ ฟังรู้เื่ไปได้อย่างไร
เมื่อนึกไปถึงว่าอีกสักพักคงจะต้องมี ‘การต่อสู้รุนแรง’ ขึ้น อย่างไรก็สั่งเหล้าพวกนี้มาแล้วก็ดื่มเข้าไปเพื่อเพิ่มความกล้าสักหน่อยก็น่าจะดี เหยียนเฟิงไม่ได้สนใจว่าจะต้องนำมันไปผสมกับอะไรเพื่อทำให้เจือจางก่อนหรือเปล่าเขาก็ยกขวดขึ้นมาดื่มโดยตรงทันที
จนกระทั่งในตอนที่หลินลั่วหรานได้กลิ่นเหล้าคลุ้งขึ้นมาเธอก็พบว่าเพื่อนร่วมห้องของหรงตงหลินคนนี้ ยกขวดเหล้าตีเข้าไปที่กำแพงก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างโง่งี่เง่า “ฮี่ๆ ดอกฟ้า...”
“ว่าไงเพื่อน เจอกันอีกแล้ว”
เมื่อเห็นหรงตงหลินถูกผลักเข้ามาจนเกือบจะล้มไปที่พื้นเฉาลี่หยางก็ยกแก้วเหล้าขึ้นมาทักทาย ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก
ผู้ชายตัวอ้วนหัวล้านที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสักพูดขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะ “คุณชายเฉา พวกผมพาเขามาให้แล้วให้พวกผมออกไปหรือว่า...” การจัดการคนพวกนี้มีอยู่สองประเภทอย่างแรกก็คือ เ้าตัวจะลงมือทำด้วยตัวเอง ส่วนอีกอย่างก็คือให้พวกเขาจัดการแทนชายที่เต็มไปด้วยรอยสักนั้นทำงานได้ดีอยู่เสมอ
เฉาลี่หยางสะกิดคู่ควงที่นั่งอยู่ข้างๆ “ไปไปนั่งดื่มเป็เพื่อนพี่เป้าสักพัก”
เขาไม่ได้สนใจว่าคู่ควงสาวของเขาอยากจะไปร่วมดื่มกับพี่เป้าคนนี้ไหมในตอนที่เขาทิ้งสายตาลงไปยังตัวของหรงตงหลิน เขาก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา
ที่แท้พวกนักเรียนพวกนี้ก็ดูเหมือนว่าจะยังมีความดิ้นรนอยู่บ้างไม่เหมือนกับพวกพนักงานกินเงินเดือนพวกนั้น...
“เพื่อนหรง นายน่าจะเห็นใบเสร็จแล้วใช่ไหม แสนสี่นั่นนายจะคืนให้ยังไงดีเหรอ?”
หรงตงหลินเหยียดรอยยิ้มเย้ยหยันที่หาได้ยากออกมาคนพวกนี้พร้อมจะจัดการเขาได้เสมอ อย่าว่าแต่เขาไม่มีเลย ต่อให้เขามีเงินเขาก็ไม่ยอมจ่ายเงินแสนสี่นี่เด็ดขาด
“ฉันไม่มีเงิน แล้วก็ไม่ได้ติดเงินนายด้วย...” หรงตงหลินพยายามบังคับให้ตัวเองมองจ้องตรงไปยังสายตาของเฉาลี่หยางเขารู้ดีว่าการทำตัวแบบนี้ไป ก็อาจจะไม่ทำให้ชนะแต่หากว่าเขายอมก็คงจะต้องแพ้เพียงอย่างเดียว...อย่างมากคนพวกนี้ก็คงจะต่อยตีเขาแม้ว่าจะไปหายืมเงินแสนสี่มาได้ เขาก็ไม่มีทางจะตอบตกลงเด็ดขาด
เฉาลี่หยางหัวเราะออกมา ก่อนที่จะสาดเหล้าในมือลงบนหน้าของหรงตงหลิน
“ฉันให้โอกาสนายแล้ว แต่นายก็ไม่รับ...พี่เป้า จัดการมันเลย!”
คนที่ลงมือจัดการกับหรงตงหลินคือลูกน้องของพี่เป้าคนหนึ่งในตอนที่หรงตงหลินยังคงไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า เขาไปทำอะไรให้คุณชายคนนี้โกรธถึงได้ต้องมาข่มขู่เอาเงินแสนสี่จากเขาโดยไม่มีสาเหตุแบบนี้ใบหน้าของเขาก็ถูกต่อยลงมาสองหมัดแล้ว
เวลาที่ได้รังแกคนอื่น เขาก็จะรู้สึกถึงความสุขอันบิดเบี้ยวขึ้นมาโดยเฉพาะตอนที่เขาเห็นหรงตงหลินถูกเหยียบให้ล้มลงไปที่พื้นความสุขเหล่านี้ก็พุ่งทะยานขึ้นไปถึงขีดสุด
“ความจริงแล้ว ฉันก็ไม่ได้อยากได้เงินแสนสี่ของนายนักหรอกถ้านายยอมก้มหัวคำนับลงไปที่พื้นสามครั้งฉันจะไม่เอาเงินพวกนี้ก็ได้...ได้ยินมาว่าน้องสาวนายเพิ่งจะเริ่มเข้าเรียนมัธยมวันนี้นี่นายเข้าใจความหมายที่ฉัน้าจะบอกใช่ไหม?”
หรงตงหลินดิ้นรนต่อไปก็ไม่ได้อะไรนิ้วมือของเขาจับแน่นลงบนพรมสีแดงของห้อง ที่แท้คนพวกนี้ก็ว่างมากถึงได้มาหยอกล้อเล่นกับเขาเพื่อความสนุก...เป็เหตุผลที่ช่างน่าขันสิ้นดีนอกจากจะข่มขู่เขาแล้ว ก็ยังสืบหาไปถึงคนในบ้านของเขาด้วย!
การก้มหัวคำนับสามครั้ง...มันเป็เพียงเื่ของศักดิ์ศรี!
ฝั่งหนึ่งก็ศักดิ์ศรี อีกฝั่งหนึ่งก็คือคนในครอบครัวถูกข่มขู่หรงตงหลินรู้สึกว่า่เวลาในตอนนี้ ทุกๆ ชั่ววินาทีต่างก็ถูกทำให้ช้าลงกลิ่นคาวเืคละคลุ้งขึ้นมาในปาก เขาเพิ่งจะโดนต่อยไปเพียงแค่สองหมัดแต่ดูเหมือนว่าฟันของเขาจะเริ่มโยกแล้ว
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากบนหัวของเขาหรงตงหลินรู้สึกเวียนหัวและตาพร่าเลือนไปหมด ภายในห้องส่วนตัวแห่งนี้แสงไฟที่สลัวๆทำให้เขารู้สึกราวกับจะมีภูตผีปีศาจโผล่ออกมา...แต่สิ่งที่สกปรกน่ากลัวเสียยิ่งกว่าพวกผีปีศาจก็คือใจของคนพวกนี้
ดูเหมือนว่าเขาจะถูกกระทืบอีกครั้ง เขาเวียนหัวขึ้นมาเหยียนเฟิงน่าจะไปแจ้งตำรวจแล้วใช่ไหม น่าเสียดายนะพวกตำรวจชอบโผล่มาในตอนสุดท้ายเหมือนกับในละครอยู่เสมอ
นี่ก็เป็เหมือนกับฉาก Slow Motion ในภาพยนตร์อยู่ๆ ประตูห้องก็ถูกใครคนหนึ่งถีบเข้ามาโดยที่เสียงหัวเราะเฉาลี่หยางไม่ทันได้หยุดลงด้วยซ้ำ
น้ำเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างราบเรียบ “นายเองก็ก้มคำนับลงมาสามครั้ง แล้วเื่ในวันนี้จะจบแค่นี้”
หรงตงหลินรู้สึกว่าน้ำเสียงนี้ช่างดูคุ้นหูเมื่อเขาพยายามเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความยากลำบากก็พบว่าคนที่พูดอยู่ก็คือพี่สาวของลั่วตงที่เคยพบกันบนรถไฟนั่นเองเขานึกไปถึงลายมือสวยงามเ่าั้ และตัวอักษรที่เขียนเอาไว้ว่า ‘หลินลั่วหราน’ เธอมาที่นี่ได้อย่างไร?
“ใช่ รีบ...ก้มหัวคำนับ...สามครั้ง...” เหยียนเฟิงชูกระบองไม้ในมือขึ้นมาดวงตาทั้งสองเขาเต็มไปด้วยความแดงก่ำ ก่อนที่จะเดินโซเซไปมาเขายืนอยู่ที่ประตูด้วยความมึนงง จากอาการของเขาทำให้เห็นได้ว่าเหล้าน่าจะขึ้นหัวเขาจนกลายเป็แบบนี้ไปแล้ว
เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือหนุ่มสาววัยรุ่นคู่หนึ่งอีกทั้งผู้หญิงคนนั้นยังมีหน้าตาที่สวยงาม เมื่อมองดูแล้วก็ดูเป็กันเองไม่ได้ดูน่ากลัวเลยแม้แต่น้อยและนั่นก็ทำให้เฉาลี่หยางหัวเราะออกมาโดยที่ไม่ได้โมโหอะไร “เพื่อนหรง คนรักของนายมาช่วยแล้วเหรอ...พี่เป้า พี่ดูยังไงของพี่ถึงได้มีคนเข้ามาแบบนี้ นี่มันแย่เกินไปแล้วไม่ใช่หรือไง?”
เมื่อพูดจบเฉาลี่หยางก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทำไมหญิงสาวและชายหนุ่มคู่นี้ถีบประตูเข้ามาแต่พวกพนักงานเสิร์ฟภายนอกหรือพวกผู้รักษาความปลอดภัยต่างไม่มีใครเข้ามาขัดขวางมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
พี่เป้าหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง ก่อนที่จะเดินเข้ามา และยื่นมือเข้าไปจับตัวของหลินลั่วหรานโดยไม่ได้เอาจริงเอาจังนัก “สาวสวยตัวน้อย เธอมาหาพี่ใช่ไหม...”
หลินลั่วหรานหลบออกมาอย่างว่องไว ก่อนที่จะมองไปที่เขาด้วยสายตาเยือกเย็น “ปากนายนี่มันแย่เกินไปแล้ว คำนับลงมาสามครั้งแล้วฉันจะไม่คิดอะไรกับเื่นี้”
เฉาลี่หยางรู้สึกว่ามันช่างน่าขัน “ถ้าแบบนั้นพวกเรามาดูกันเถอะ ว่าสุดท้ายใครจะต้องเป็ฝ่ายก้มหัว...พี่เป้าผู้หญิงคนนี้อวดดีมากเลย ดูเหมือนว่าทุกคนจะต้องเล่นกับเธอสักหน่อยแล้วล่ะ”
ในตอนนั้นพี่เป้าเองก็กำลังรู้สึกเสียหน้าอยู่เป็อย่างมาก เมื่อได้ยินดังนั้นพวกลูกน้องของเขาก็หัวเราะออกมา ก่อนที่พวกผู้ชายร่างใหญ่จะเข้ามารุมล้อมตัวของเธอหลินลั่วหรานดึงเหยียนเฟิงเข้ามา พร้อมกับปิดประตูลง
“นายไม่เป็ไรใช่ไหม?” เมื่อดูจากท่าทางของหรงตงหลินแล้วหลินลั่วหรานก็พอจะรู้ว่า เขาน่าจะถูกกระทืบลงมาหลายครั้ง เป็เพราะเพื่อนของเขาคนนี้นั่นแหละที่คอไม่ค่อยจะแข็ง แต่ก็ยังดื่มเข้าไปเยอะขนาดนั้นถ้าไม่ใช่เพราะเขามัวแต่ไปอาละวาดอยู่ที่ห้องโถงใหญ่หรงตงหลินก็คงไม่ถูกกระทืบขนาดนี้
“ไปเถอะ...พวกเรารีบออกไปจากที่นี่...” หรงตงหลินพยายามพูดขึ้นจนจบแม้ว่าพี่สาวของลั่วตงจะสามารถทนได้ แต่ตอนนี้มีเพียงแค่พวกเขาและเธอก็เป็เพียงสาวน้อยที่บอบบาง ไม่ว่าเขาจะโง่มากแค่ไหนเขาก็พอจะเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เฉาลี่หยางเหยียดนิ้วมือออกไป ก่อนที่จะนั่งลงบนโซฟาตอนนี้เพิ่งคิดอยากจะออกไปเหรอ สายไปแล้ว แต่ว่าผู้หญิงคนนี้ก็สวยมากจริงๆสวยกว่าผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ นี่มากทีเดียวในหัวของเขาเกิดความคิดที่ไม่ดีนักลอยเข้ามา ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ในห้องแห่งนี้ อยู่ๆหลินลั่วหรานก็เผยรอยยิ้มออกมา
วันนั้นมีกระทู้หนึ่งที่น่าสนใจบอกว่า นักฝึกศาสตร์ระดับพื้นฐานคนหนึ่งถูกนักเลงรุมล้อมอยู่ในบาร์ม่านเหยา นี่มันน่าสนุกจริงๆ...
