คำพูดนั้นทำลายหัวใจของฉิงคงอย่างสิ้นเชิง น้ำตาที่นางกลั้นไว้อยู่นานพลันไหลลงมาอีกครั้ง ราวกับร่างทั้งร่างกำลังจะพังทลาย นางร้องไห้จนตัวสั่นเทา
แสงแดดแผดเผา จักจั่นส่งเสียงร้อง ทว่าพวกมันมิอาจสู้เสียงร่ำไห้ราวจะแตกสลายของนางได้
ฮวาเหยียนมิได้พูดอันใดสักคำ เพียงรอให้นางหยุดร่ำไห้
โดยปกติแล้วฮวาเหยียนสามารถยืนยันตัวตนของนางได้ สาวรับใช้ประจำกายมู่อันเหยียน ทว่านางไม่กล้าที่จะเชื่อใจสตรีตรงหน้า ทำได้เพียงรอให้นางคร่ำครวญให้เสร็จ ฮวาเหยียนถึงค่อยมอบผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมแก่นาง “ร้องไห้พอแล้วก็พูดออกมาเถิด”
ดวงตาของฉิงคงไม่เพียงแดง ทว่ายังบวมเป็ลูกเหอเถา [1] นางสะอื้นไห้ “คุณหนูใหญ่ ท่าน้าให้ข้าน้อยพูดเื่อันใด?”
“ก็คำถามที่ข้าถามเมื่อสักครู่อย่างไรเล่า แต่ก่อนข้าเคยเชื่อใจเ้ามากหรือ?”
ฮวาเหยียนถามขึ้นมาอีกครั้ง ในแววตาปรากฏความขบขันอยู่เล็กน้อย
หญิงสาวตรงหน้ามีท่าทางหมดเรี่ยวหมดแรง พยักหน้าหงึกหงัก “ข้าน้อยกับคุณหนูใหญ่เติบโตมาด้วยกัน ข้าน้อยเป็ข้ารับใช้ประจำกายอันดับหนึ่งของคุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่ช่วยชีวิตข้าน้อย มีบุญคุณต่อข้าน้อย ทั้งยังมอบนามให้ข้าน้อยว่า ฉิงคง”
นางกล่าว
“โอ้? ข้าเป็ผู้มอบนามแก่เ้าหรือ?”
ฮวาเหยียนถามย้ำอีกครา
ฉิงคงพยักหน้า ยามนี้นางได้รับการยืนยันแล้วว่าคุณหนูใหญ่ของนางสูญเสียความทรงจำจริงๆ ไม่ว่าเื่อันใดล้วนจำไม่ได้ทั้งนั้น อีกทั้งนางยังลืมตนไปจนหมดสิ้น ตอนนี้นางอยากจะร้องไห้ขึ้นมาอีกคราเสียแล้ว
“เ้าค่ะ... คุณหนูใหญ่บอกว่านามฉิงคงนั้นทำให้คิดถึงท่านพ่อและท่านพี่ที่อยู่ชายแดน ท่านแต่งกวีออกมาหนึ่งบท และตั้งชื่อกวีบทนั้นว่าฉิงคง ยามนั้นข้าน้อยมิได้ร่ำเรียนหนังสือ ไม่รู้จักตัวอักษร ทว่ากลับจำกลอนบทนั้นได้อย่างแม่นยำ นามนี้ก็จดจำไว้อย่างลึกซึ้งในหัวใจเช่นกันเ้าค่ะ...”
“กวีอันใด?”
ฮวาเหยียนถามต่อ
เห็นเพียงดวงตาของฉิงคงที่แวววาวไปด้วยหยาดน้ำตา นางค่อยๆ กล่าวออกมาทีละคำ ทีละคำ “ใบไม้ร่วงบอกผ่านสายลมพัด ส่งความรักไปถึงยังชายแดน ใบไม้หล่นจากลำไม้ล้วนแห้งแล้ง มองลอดผ่านเห็นฟ้าแจ้งแสนแจ่มใส”
“ในชีวิตนี้ สองสิ่งที่ทำให้ฉิงคงมีความสุขมากที่สุดก็คือการได้พบคุณหนูใหญ่ และการได้รับนามนี้มาเ้าค่ะ...”
ฉิงคงสูดจมูก เปิดปากกล่าว ในดวงตาของนางมีแววตาแห่งความคนึงถึง ในน้ำเสียงแฝงแววถวิลหา
ฮวาเหยียนหรี่ตาของนาง และเมื่อนางได้ยินคำพูดของฉิงคง ในสายธารแห่งความคิดของนางพลันปรากฎรูปลักษณ์ท่าทางของมู่อันเหยียน นางสามารถจินตนาการถึงภาพที่นางมองไปไกลแสนไกล ร้อยเรียงผ่านบทกวี
ความรักและความห่วงใยฉายในดวงตาของนาง
ในยามนั้น คงจะเป็ฤดูใบไม้ร่วง นางส่งความคิดถึงคะนึงหาไปยังชายแดน ไม่ทราบว่าท่านพ่อและท่านพี่ยังสบายดีอยู่หรือไม่ นางคิดถึงพวกเขายิ่งนัก มองเห็นสายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านใบไม้บนต้นไม้ นางเงยหน้ามองลอดผ่านกิ่งก้านที่แตกระแหงจนเห็นท้องฟ้าที่สดใสไกลสุดลูกหูลูกตา
ในตอนนั้น จิตใจของนางคงรู้สึกเศร้าโศกเล็กน้อย
ทว่าอย่างไรก็ตาม บทกวีสองบรรทัดสุดท้ายกลับเปลี่ยนความเศร้าโศก แสดงถึงเจตคติที่กระตือรือร้นทะเยอทะยาน
กวีบทนี้ ไม่เพียงแต่แสดงออกถึงสภาพจิตใจของนางเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงความใจกว้างของนางด้วย ในขณะเดียวกันก็บ่งบอกถึงความปรารถนาของนางที่มีต่อท้องฟ้าอันแจ่มใส
...
ฉิงคงปาดน้ำตา กัดริมฝีปากพูดว่า “ข้าน้อยชอบนามนี้มาก ข้าน้อยไร้บิดามารดามาั้แ่ยังเยาว์ เติบโตท่ามกลางเหล่าขอทาน เป็ท่านที่มอบโอกาสให้ชีวิตแก่ข้าน้อย พาข้าน้อยกลับจวนตระกูลมู่ สอนข้าน้อยดีดฉิน หมากรุก พู่กัน วาดภาพ คุณหนูใหญ่ ชีวิตของข้าน้อยเป็ท่านที่มอบให้เ้าค่ะ”
นางเปิดปากล่าวช้าๆ พร้อมน้ำตาที่ไหลริน
คำพูดล้วนมาจากใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง
หัวใจของฮวาเหยียนเองก็สั่นสะท้านเช่นกัน
หลังจากผ่านมาสี่ปี นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้เรียนรู้เกี่ยวกับมู่อันเหยียนจากปากของคนที่มีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนาง มู่อันเหยียน สตรีคนนั้นที่หายลับไปกับท้องนภา
สาวรับใช้ข้างกายของนาง ฉิงคง!
ช่างเป็นามที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
เพียงแค่นามของสาวรับใช้ผู้นี้ สามารถมองเห็นได้ว่าจิตใจของนางกว้างใหญ่เพียงใด สตรีผู้มีพร์เปี่ยมล้น สมความภาคภูมิที่ถึงเป็สตรีอันดับหนึ่งแห่งต้าโจว
เมื่อนึกถึงสาวใช้สองคนในเรือนชิงเฟิง นามเสี่ยวหง เสี่ยวลวี่ ยามนั้นพลันรู้สึกว่าเป็นามที่ดาษดื่นยิ่งนัก ยามที่ต้องมอบนาม นางคิดอยู่เป็นาน ก็คิดออกแค่ ฮวาหงกับหลิ่วลวี่
หากไม่เปรียบเทียบก็ย่อมไม่ทราบ ทว่าเมื่อมีการเปรียบเทียบก็สามารถเห็นถึงความแตกต่างราวฟ้ากับเหว
ดูอันเหยียนแห่งตระกูลมู่คนนั้นสิ “ใบไม้ร่วงบอกผ่านสายลมพัด ส่งความรักไปถึงยังชายแดน ใบไม้หล่นลำไม้ล้วนแห้งแล้ง มองลอดผ่านเห็นฟ้าแจ้งแสนแจ่มใส”
ช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยท่วงทำนองและวาทะศิลป์
ฮวาหง หลิ่วลวี่ ช่างไร้รสนิยมยิ่งนัก?
เป็ครั้งแรกที่ฮวาเหยียนรู้สึกละอายใจ
นางผู้มีความหยิ่งทะนงและความภาคภูมิใจลึกถึงกระดูก เคยหรือไม่ที่ยามผู้ใดกล่าวถึงการยกย่องเชิดชูสองคำนี้แล้ว จะไม่พูดยกย่องสักคำให้แก่มู่อันเหยียน
ทว่าคนที่ยอดเยี่ยมปานนั้น กลับต้องพบจุดจบเช่นนั้น ดวงตาของฮวาเหยียนเต็มไปด้วยความเวทนา มิอาจทนไหว นางยื่นมือออกมาดึงคิ้วของตนเอง รู้สึกหนักอึ้งอยู่ในใจ
นางอยากรู้เื่ราวที่เกี่ยวข้องกับมู่อันเหยียนแห่งตระกูลมู่มาโดยตลอด ไม่ใช่แค่เบาะแสเกี่ยวกับบิดาผู้ให้กำเนิดของหยวนเป่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางเมื่อสี่ปีก่อนด้วย ตกลงแล้วเมื่อสี่ปีก่อนเกิดเื่ราวอันใดขึ้นกันแน่? นางใช้ชีวิตแทนมู่อันเหยียน เข้ามาอยู่ในจวนของนาง สืบทอดทุกสิ่งทุกอย่างจากนาง ดังนั้นนางจึงควรทำกระไรสักอย่าง
สตรีผู้มีพร์อันดับหนึ่งแห่งต้าโจว ไม่ควรมีรอยแปดเปื้อนในชีวิตของนาง
ยามที่นางเพิ่งหวนกลับมายังเมืองหลวง นาง้าตามหาสาวใช้ประจำกายของมู่อันเหยียน ทว่าน่าเสียดายที่พวกเขาทั้งหมดล้วนถูกขับออกจากจวน ไม่เหลือเลยแม้แต่ผู้เดียว
ทว่าในตอนนี้ สาวรับใช้ประจำกายของนางหวนกลับมาแล้ว
นับได้ว่ามาได้ทันเวลาพอดี ดั่งเช่นยามหนาวได้ผ้านวม ยามง่วงได้หมอนหนุน
ส่วนเื่ที่สาวรับใช้ผู้มีนามว่าฉิงคงคนนี้จะจริงใจเต็มร้อยส่วนหรือไม่ ย่อมเป็เื่ที่ต้องจับตามองต่อไป
“ผ่านไปไม่กี่ปี เหตุใดถึงได้กลายเป็เช่นนี้เล่า?”
ฮวาเหยียนเปิดปากกล่าว น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไป ถามต่อ
หลังจากที่นางพูดจบ นางบีบองุ่นแล้วใส่เข้าปากของตน มันหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย แต่มันชุ่มฉ่ำเหลือเกิน
ทันทีที่สิ้นคำพูดนั้น ฉิงคงก็กัดริมฝีปากของนางอย่างรุนแรง พยายามเก็บกลั้นน้ำตาเอาไว้ นางตระหนักได้ว่าคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่ที่สูญเสียความทรงจำไปผู้นี้ มีความน่าเกรงขามแผ่ออกจากร่างของนาง
“คุณหนูใหญ่ ข้าน้อยรอคอยการกลับมาของท่านมาโดยตลอด ทว่าเมื่อสี่ปีก่อนมีคนหมายชีวิตข้าน้อย ข้าน้อยโชคดีที่รอดมากได้ ทว่ามิกล้ากลับมาที่จวนตระกูลมู่อีกแล้ว จึงได้แต่ปลอมตัวเป็ขอทาน ขอทานเพื่อให้มีชีวิตรอด เมื่อไม่กี่วันก่อนได้ข่าวว่าคุณหนูใหญ่หวนกลับมาแล้ว จึงรีบกลับมาเ้าค่ะ”
ฉิงคงพูดถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อสี่ปีที่แล้ว ยามที่พูดถึงการถูกหมายหัว ดวงตาของนางยังคงฉายแววหวาดกลัว
คิ้วตาของฮวาเหยียนทอประกายเ็า ที่แท้แล้วสาวรับใช้ผู้นี้รู้เื่ราวเมื่อสี่ปี่ที่แล้วดียิ่งนัก
“เื่ราวเมื่อสี่ปีที่แล้ว เ้ารู้มากน้อยเพียงใด?”
ฮวาเหยียนถาม
เสียงถามสิ้นสุดลง ราวกับมีสายลมเย็นพัดผ่านท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว พาให้ซึ่งฉิงคงสั่นสะท้านอย่างมิอาจควบคุม
นางกัดริมฝีปาก ดวงตาแดงก่ำ ส่ายหัว กล่าวอย่างสะอึกสะอื้นว่า “คุณหนูใหญ่ ท่านลืมเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อสี่ปีที่แล้วไปสิ้น เื่ราวเ่าั้มิใช่เื่ที่ดี เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เ้าคะ พวกเราอย่าพูดถึงมันอีกเลย”
ฉิงคงกล่าว
ฮวาเหยียนเหลือบสายตามองไปที่นาง ส่งเพียงเสียงเ็ากล่าวว่า “พูด”
เพียงหนึ่งคำ ทว่าเปิดเผยบรรยากาศจริงจังอย่างไม่ต้องสงสัย
สายตานั้นทำให้ฉิงคงตัวสั่น และไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับคุณหนูใหญ่ดั่งเช่นเมื่อก่อนอีก
“คุณหนูใหญ่ ท่านอยากทราบเื่อันใดเ้าคะ?”
ฉิงคงถามเสียงสั่น
ฮวาเหยียนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ เชิดคางขึ้น ดวงตาเสมองผ่านอากาศที่ว่างเปล่า ได้ยินเพียงเสียงของนางที่กล่าวว่า “ข้าอยากรู้ เื่ราวเมื่อสี่ปีก่อน ข้าเข้าไปอยู่ในหอนางโลมได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น?”
นางถาม น้ำเสียงแ่เบา ทว่าเ็าไร้สิ่งใดเปรียบ
ร่างกายของฉิงคงสั่นสะท้าน กัดริมฝีปากแน่น คำเพียงคำเดียวก็มิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้
ฮวาเหยียนมองดูนางอย่างไม่รีบร้อน “เ้าซ่อนตัวมาสี่ปี ผ่านชีวิตและความตายมาหลายหน มิใช่เพื่อรอข้ากลับมาหรือ? ยามนี้มิง่ายเลยที่จะได้พบข้า ข้าถามเ้า เ้ายังต้องกังวลอะไรอีกหรือ?”
ตึง
เมื่อได้ยินคำพูดของฮวาเหยียน ฉิงคงพลันคุกเข่าลง นางกัดฟัน ราวกับจะรวบรวมความกล้าหาญไว้มากมาย ในแววตานั้นแฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่สิ้นหวัง “คุณหนูใหญ่ ข้าน้อยเป็เพียงสาวรับใช้คนหนึ่ง อีกทั้งท่านยังจำฉิงคงมิได้แล้ว หากข้าน้อยพูดไป ท่านจะเชื่อข้าน้อยหรือไม่?”
“หากเ้ามิกล่าว แล้วจะรู้ได้เยี่ยงไรว่าข้าเชื่อใจเ้าหรือไม่?”
เชิงอรรถ
[1] เหอเถา 核桃 หมายถึง วอลนัต
