ถังหว่านกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างประเมินสถานการณ์ ผู้คนเริ่มสนใจแต่ยังไม่มีใครล้วงกระเป๋าตังค์ เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแกล้งถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“แหม... พูดตรง ๆ นะคะ เห็นชุดทำงานที่พวกพี่ใส่อยู่แล้วหนูอิจฉาจริงๆ เท่ชะมัด เสียดายที่หนูไม่มีวาสนา...” คำพูดตัดพ้อแกมอวยยศนี้ทำให้เหล่าคนงานยืดอกขึ้นด้วยความภูมิใจ
“ตอนนี้บ้านเมืองเรากำลังพัฒนาเศรษฐกิจ พวกพี่นี่แหละคือกำลังหลักของชาติ หนูนับถือจากใจเลย เอาอย่างนี้ดีกว่า เพื่อตอบแทนคนขยัน... ราคาข้าวเท่าเดิมสามเหมา แต่หนูแถมหมั่นโถวให้อีกสองลูกจุก ๆ ไปเลย”
“เฮ้ย จริงดิ?” คนที่ลังเลเมื่อครู่รีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าทันที
“จริงสิพี่ งานนี้หนูยอมเข้าเนื้อเลยนะเนี่ย” เธอตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จได้อย่างแเี “ใครมาก่อนได้ก่อนนะจ๊ะ บอกเลยว่าราคานี้หนูไม่ได้กำไรสักแดงเดียว”
นี่คือจิตวิทยาการขายชั้นเซียน เธอสร้างภาพลักษณ์ว่า 'ของแพงต้องดี' ในตอนแรก แล้วค่อยทำให้ลูกค้ารู้สึก 'คุ้มค่า' ด้วยของแถม ปิดท้ายด้วยการเยินยอให้ลูกค้ารู้สึกเหนือกว่า จนยอมควักเงินจ่ายด้วยความเต็มใจ
ความจริงแล้ว... ถังหว่านตั้งเป้าจะขายชุดละสองเหมาห้าเฟินอยู่แล้ว
การตั้งราคาสูงแล้วแถมหมั่นโถว ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนได้ลาภลอย ใครล่ะจะปฏิเสธ 'เซตสุดคุ้ม' ที่ดูเหมือนคนขายจะเสียเปรียบแบบนี้?
“เอามาชุดนึง ฉันซื้อ” ความลังเลหายไปจนหมดสิ้น เงินสามเหมาแลกกับกับข้าวราดฉ่ำ ๆ แถมหมั่นโถวลูกโตอีกสองลูก คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
ถังหว่านลอบยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
ทัพพีอลูมิเนียมขนาดใหญ่ตักแกงราดลงไป เพียงทัพพีเดียวก็ปาเข้าไปครึ่งกล่องข้าวแล้ว พอตักซ้ำอีกทีก็เต็มพูนจนแทบล้น กล่องข้าวอัดแน่นทั้งกับทั้งหมั่นโถว สร้างความประทับใจให้ลูกค้าจนยิ้มแก้มปริ
จากที่มุงดูอยู่ไม่กี่คน ตอนนี้แถวเริ่มยาวเหยียด กลิ่นหอมยั่วน้ำลายบวกกับปากต่อปากของเพื่อนร่วมงาน ทำให้ลูกค้ายิ่งหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
ถังเสี่ยวจวินไม่เคยเห็นฝูงคนรุมล้อมขนาดนี้มาก่อน เขากลัวจนตัวสั่นและขยับเข้ามาเบียดน้องสาว ถังหว่านที่มือเป็ระวิงจึงรีบสั่งงาน
“เสี่ยวจวิน ส่งหมั่นโถวให้ลูกค้าเร็วเข้า”
พอมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ความกลัวก็มลายไป เขาก้มหน้าก้มตาใช้สองมือหยิบหมั่นโถวส่งให้ลูกค้าอย่างขะมักเขม้น
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง ถังหว่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตักข้าวไปกี่ชาม รู้แค่ว่าตอนนี้แขนทั้งสองข้างปวดร้าวไปหมด จนกระทั่งเวลาพักเที่ยงใกล้หมดลง ฝูงชนเริ่มซา เธอถึงได้วางมือถอนหายใจอย่างโล่งอก และเพิ่งรู้ตัวว่าท้องร้องประท้วงเสียงดัง
ยุ่งจนลืมหิวไปเลยแฮะ
ถังเสี่ยวจวินยังคงกอดกระเป๋าเงินไว้แน่น ดวงตากลมโตจ้องมองหม้อใบใหญ่อย่างมีความหวัง กับข้าวยังเหลืออยู่บ้าง แต่หมั่นโถวเกลี้ยงหม้อแล้ว น้ำแกงเจือจางลงกว่าตอนแรกเล็กน้อยแต่ก็ยังน่ากิน
“หิวแย่เลยสิพี่รอง รอเดี๋ยวนะ มากินข้าวกัน”
เธอปลดกระเป๋าเงินจากคอของน้องชายมาคล้องคอตัวเอง หยิบกล่องข้าวมาตักเศษเนื้อและน้ำแกงที่เหลือจนเต็ม ส่วนข้าวแป้งที่เธอเตรียมมาเองคือข้าวโพดจี่ ซึ่งผ่านมาหลายชั่วโมงจนแข็งโป๊กแทบจะปาหัวหมาแตก
เธอเอาแผ่นข้าวโพดแข็ง ๆ แช่ลงในน้ำแกงร้อน ๆ ให้นิ่มลง ถังเสี่ยวจวินตักเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ด้วยความหิวโหยจนเกือบสำลัก
“ค่อย ๆ กิน ไม่ต้องรีบ” เธอลูบหลังพี่ชายเบา ๆ พลางนึกโล่งใจ
โชคดีที่เธอไหวพริบดี ขนเสบียงและคูปองอาหารมีค่าติดตัวออกมาหมด ไม่อย่างนั้นป่านนี้ครอบครัวนั้นคงแอบเข้าไปรื้อห้องเธอตอนไม่อยู่แน่ ๆ
หลังจากอิ่มท้อง เธอมองก้นหม้อที่ยังมีกับข้าวเหลือติดอยู่นิดหน่อย ถังหว่านไม่คิดมาก เธอเข็นรถลากมุ่งหน้ากลับเข้าเมือง ชุมชนแถวนี้มักจะมีโรงงานทอผ้าตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานเหล็ก ถ้าดวงดีก็อาจจะขายหมดเกลี้ยง แต่ถ้าดวงกุดก็แค่หิ้วกลับไปกินมื้อเย็น
และโชคก็เข้าข้างถังหว่าน พนักงานโรงงานทอผ้าและโรงงานเหล็กมักเป็สามีภรรยากัน หลายคนจำรถลากและหม้อใบใหญ่ของเธอได้จากที่สามีหิ้วไปฝากเมื่อตอนเที่ยง กับข้าวที่เหลือจึงถูกเหมาไปจนเกลี้ยงในราคาโละขายหนึ่งเหมาห้าเฟิน
แม้จะได้กำไรน้อยกว่ารอบเช้า แต่ก็ดีกว่าเหลือทิ้งเปล่า ๆ
ขากลับ ถังหว่านเดินตัวปลิวเข็นรถเปล่ากลับบ้าน พอถึงหน้าบ้าน หญิงชราข้างบ้านที่คอยจับตามองอยู่แล้วก็รีบปรี่ออกมา พอเห็นหม้อเกลี้ยงเกลา แววตาก็ฉายความอิจฉาตาร้อนวูบหนึ่ง
“โอ้โห ขายเกลี้ยงเลยเหรอ? นังหนูนี่หัวการค้าดีจริง ๆ นะเนี่ย”
ถังหว่านแสร้งยิ้มเจื่อน “คุณย่าอย่าเย้ยหนูเลยค่ะ หม้อเบ้อเริ่มขนาดนี้หนูจะไปขายหมดได้ยังไง เป็มือใหม่กะปริมาณไม่ถูก ทำมาเยอะเกิน สุดท้ายก็ต้องยอมขายขาดทุนโละ ๆ ไปเพื่อให้ได้ทุนคืนบ้างก็แค่นั้นเองค่ะ”
“อ้อ... อย่างนี้นี่เอง” พอได้ยินว่าขายขาดทุน หญิงชราก็สีหน้าดีขึ้นทันตา ของถูกใคร ๆ ก็ชอบ มันก็สมเหตุสมผลอยู่
“แล้วพรุ่งนี้จะไปขายอีกไหม? จะให้ฉันไปช่วยรับซื้อผักจากชาวบ้านให้อีกหรือเปล่า?” นางรีบถามด้วยความหวัง เพราะการเป็นายหน้าหาผักทำให้นางได้ส่วนต่างเข้ากระเป๋าไม่น้อย
ถังหว่านส่ายหน้าอย่างอ่อนล้า “หนูขอคิดดูก่อนนะคะ... เอ่อ คุณย่าคะ แถวนี้มีหนังกลางแปลงฉายบ้างไหม? อย่าหัวเราะหนูนะ คือหนูโตมายังไม่เคยดูหนังเลยสักครั้ง”
หญิงชรามองเหยียดเล็กน้อย ยัยเด็กบ้านนอกเอ๊ย หนังก็ไม่เคยดู
“ในเมืองมีโรงหนังนะ แต่ต้องเสียเงินซื้อตั๋ว แถมตั๋วก็หายาก ส่วนหนังกลางแปลงน่ะมีสิ ปกติเขาฉายตามงานแต่งงาน ลองไปถาม ๆ ดูสิว่า่นี้ใครจะแต่งงานบ้าง”
พอบอกปัดเสร็จ เห็นถังหว่านทำท่าจะชวนคุยต่อ หญิงชราก็รีบหาข้ออ้างปลีกตัวกลับเข้าบ้านไป
ลับหลังยายแก่ขี้อิจฉา ถังหว่านเบะปากใส่ประตูบ้านนั้นทีหนึ่ง ก่อนจะรีบเข้าห้องตัวเอง ลงกลอนประตูแ่า แล้วลากโต๊ะแปดเซียนตัวเก่ามาขวางประตูไว้อีกชั้น
ได้เวลา... นับเงิน
กระเป๋าคาดเอวหนักอึ้งวางลงบนโต๊ะ เสียงเหรียญและธนบัตรกระทบพื้นโต๊ะดังกรุ๊งกริ๊งชวนฟัง เธอเททุกอย่างออกมา กองธนบัตรยับยู่ยี่ เหรียญสารพัดขนาด และคูปองอาหารกองโตปรากฏแก่สายตา
ที่โรงงานเหล็กขายไปได้ราวห้าสิบชาม เป็เงินสิบห้าหยวน ที่โรงงานทอผ้าอีกยี่สิบชาม ได้มาอีกสามหยวน รวมรายรับวันนี้เบ็ดเสร็จสิบแปดหยวน
หักลบต้นทุน... ข้าวหยาบแปดกิโลฯ ข้าวขัดสีสี่กิโลฯ (ไม่รวมคูปอง) ราคาต้นทุนข้าวรวม ๆ แล้วไม่กี่หยวน ค่าหมั่นโถวประมาณหนึ่งหยวนสี่เฟิน เนื้อสัตว์สองกิโลฯ หนึ่งหยวนสี่เฟิน วุ้นเส้น เต้าหู้ ผักต่าง ๆ รวมค่าฟืนไฟและจิปาถะ...
คำนวณคร่าว ๆ ต้นทุนอยู่ที่ราวสี่หยวน
เท่ากับว่าวันนี้วันเดียว... เธอกำไรเน้น ๆ สิบสี่หยวน
สิบสี่หยวนเชียวนะ คนงานโรงงานทำงานหลังขดหลังแข็งทั้งเดือนยังได้เงินเดือนแค่สามสิบถึงสี่สิบหยวน แต่เธอหาเงินเกือบครึ่งเดือนของพวกเขาได้ภายในวันเดียว
หัวใจของถังหว่านพองโตจนแทบคับอก
ถ้าขายดีแบบนี้ทุกวัน เศรษฐีเงินล้านอาจจะไกลไปหน่อย แต่การเป็ 'เศรษฐีเงินแสน' ในยุคนี้ไม่ใช่เื่ฝันกลางวันแน่นอน
ภายใต้แสงตะเกียงสลัว เธอนั่งนับเงินซ้ำอีกรอบด้วยรอยยิ้มที่ไม่สามารถหุบลงได้ แยกธนบัตรหนึ่งเหมา สองเหมา และเหรียญต่าง ๆ เก็บใส่ถุงผ้าแล้วเย็บปิดปากถุงอย่างแ่า
ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม... เริ่มต้นขึ้นแล้ว
