ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือเก็บประทับพลิกฟ้าเอาไว้ --- เอาเถอะ ในสภาพเช่นนี้ก็เรียกเ้าว่าก้อนอิฐเถอะ เมื่ออยู่ในสถานะพิเศษจึงค่อยเรียกว่า‘ประทับพลิกฟ้า’
เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้าก็พบว่าใกล้จะถึงยามเที่ยงแล้ว ไป๋หยุนเฟยจึงะโลงจากต้นไม้ก่อนจะเริ่มเดินทางกลับ
ระหว่างที่วิ่งผ่านป่าทึบอยู่นั้น จู่ๆมันก็ฉุกคิดเื่หนึ่งขึ้นมาได้
ก้อนอิฐสามารถควบคุมให้เหินบินได้ดั่งใจทั้งยังขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นได้ --- หากขึ้นไปยืนสักคนคงไม่มีปัญหากระมัง? ไม่ทราบสามารถใช้พาข้าเหาะเหินไปในอากาศได้หรือไม่?
แต่ว่าหลังจากไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง กลับส่ายหน้ากล่าวกับตนเองว่า “ล้มเลิกความคิดจะดีกว่า... ผู้อื่นขี่กระบี่ ขี่ดาบ ขี่โล่เหินบินไปในอากาศ ส่วนข้ากลับขี่ก้อนอิฐ มันน่าขบขันเกินไป!”
“จริงสิ ด้วยพลังฝีมือข้าในยามนี้ไม่ทราบจะสามารถหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาเหินบินได้หรือไม่ หากมีโอกาสเมื่อใด ข้าต้องหลอมสักชิ้นออกมาให้ได้!”
……
ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆไป๋หยุนเฟยก็เลิกคิ้วขึ้น ที่แท้มันััได้ว่ามีคนเข้ามาใกล้จึงเงยหน้าขึ้นมองไปเบื้องหน้า
“เอ๊ะ? ศิษย์น้องไป๋ เ้ามาทำอะไรที่นี่?”
เมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งมาถึง พร้อมกันนั้นก็ได้ยินเสียงเอ่ยถามด้วยความสงสัย --- ที่แท้ก็เป็ศิษย์พี่ใหญ่ซ่งหลิน
ไป๋หยุนเฟยชะงักเท้าลงก่อนจะค้อมศีรษะเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวว่า “ข้าเพิ่งฝึกฝีมือเสร็จกำลังจะกลับที่พัก ไม่ทราบศิษย์พี่ใหญ่จะไปที่ใด?”
“เมื่อครู่ข้าััได้ว่าทิศทางนั้นมีการสั่นกระเพื่อมอันรุนแรงของพลังธาตุ ดังนั้นจึงคิดจะไปตรวจสอบดู” ซ่งหลินชี้นิ้วไปยังด้านหลังของไป๋หยุนเฟย แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้จึงถามด้วยความตระหนก “หรือว่า... เป็ฝีมือของศิษย์น้องไป๋?”
“เอ่อ...” ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบจะทำตัวอย่างไรจึงได้แต่ยิ้มแย้ม จากนั้นจึงกล่าวว่า “หากจุดที่ศิษย์พี่ใหญ่ชี้คือด้านหลังห่างออกไปราวหกลี้ นั่นเป็ฝีมือข้าเอง...”
ซ่งหลินเผยแววตาประหลาดพิกล “การกระเพื่อมของพลังธาตุที่รุนแรงเช่นนี้ คาดว่าศิษย์น้องไป๋คงกำลังทดสอบพลังของวัตถุิญญาอยู่กระมัง?”
“โอ? ศิษย์พี่ใหญ่ช่างร้ายกาจนัก แม้แต่เื่นี้ก็คาดเดาได้?”
“ฮ่า ฮ่า ไม่ใช่เื่น่าแปลกอันใด ผู้ที่เหมือนกับเ้าซึ่งออกมาเพื่อทดสอบพลังของวัตถุิญญาเช่นนี้ ในสำนักช่างประดิษฐ์เราก็มีอยู่บ่อยครั้ง” ซ่งหลินยิ้มขึ้น จากนั้นจึงถามด้วยความสงสัย “แต่ว่า... การทดสอบของศิษย์น้องไป๋ช่างเหนือธรรมดา มิน่าเล่าจึงต้องลำบากออกมาไกลถึงเพียงนี้ ไม่เช่นนั้นศิษย์ทั้งหมดบนยอดเขาประจิมทั้งหมดคงต้องเกิดความแตกตื่นวุ่นวายแน่ หรือว่าการทดสอบวัตถุิญญาครั้งนี้ของเ้าจะเป็การทดสอบ‘วัตถุเชื่อมโยงชีวิต’ชิ้นนั้น?”
เมื่อเป็ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักช่างประดิษฐ์เช่นซ่งหลิน ย่อมเป็ธรรมดาที่จะทราบว่าไป๋หยุนเฟยหลอมประดิษฐ์วัตถุเชื่อมโยงชีวิตออกมาได้
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าตอบ “อืม ใช่แล้ว”
ซ่งหลินถอนหายใจแ่เบาก่อนจะกล่าวว่า “มิน่าเล่า... ศิษย์น้องไป๋ เ้าเข้าสำนักมาเพียงสามเดือน แต่เื่ที่เ้ากระทำนั้น แม้แต่ข้าก็ยังละอายที่ไม่อาจเทียบเ้าได้”
ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบว่ารู้สึกไปเองหรือไม่ มันพบว่าแววตาของซ่งหลินที่มองมานั้นราวกับแฝงบางอย่างเอาไว้ --- อิจฉา?!
ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างถ่อมตนว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ชมเกินไปแล้ว ข้าเพียงโชคดีเข้าสู่สภาวะจิตตะวัตถุเท่านั้น...”
“โชคดี...” ซ่งหลินสั่นศีรษะเล็กน้อย “‘โชคดี’เช่นนี้ใช่ว่าทุกคนจะมีได้ แต่เ้ากลับได้รับโชคนั้น นั่นแสดงว่าเ้ามีบางอย่างที่พิเศษ ดังนั้นไม่จำเป็ต้องถ่อมตัวจนเกินไป”
เห็นท่าทางคับข้องใจของอีกฝ่าย ไป๋หยุนเฟยก็ไม่คิดจะเอ่ยถึงเื่นี้อีก มันจึงเอ่ยปากเปลี่ยนหัวข้อ “ศิษย์พี่ใหญ่ ยามนี้คงไม่ต้องไปตรวจสอบที่นั่นแล้วกระมัง? ถ้าเช่นนั้นพวกเรากลับไปพร้อมกันเถอะ”
“อืม ดี” ซ่งหลินพยักหน้าก่อนจะหันกายเดินกลับไปพร้อมกับไป๋หยุนเฟย แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆมันก็นึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้จึงกล่าวออกมา “จริงสิ ศิษย์น้องไป๋ ข้ามีเื่หนึ่งต้องบอกให้เ้าทราบ สองวันจากนี้ ในยามเช้าจะมีการเรียกประชุมใหญ่ของสำนัก เ้าต้องจดจำให้ดี อย่าได้คร่ำเคร่งฝึกปรือจนลืมเวลานัดหมาย”
“ประชุมใหญ่สำนัก?” ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วขณะ “จะประกาศเื่ใด?”
ซ่งหลินพยักหน้า “ท่านอาจารย์บอกว่ามีเื่สำคัญที่ต้องประกาศ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงรายละเอียด คงต้องรอให้ถึงเวลาจึงจะทราบ”
“อ้อ ตกลง ข้าจำได้แล้ว”
ไป๋หยุนเฟยแม้จะพยักหน้า แต่ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ “หลังจากนี้สองวัน... นั่นก็พอดีครบกำหนดสามเดือน หรือว่าจะประกาศเื่ที่ข้าจะได้เป็ศิษย์สายตรง? แต่เป็ไปไม่ได้ที่จะจัดประชุมเอิกเกริกถึงเพียงนั้น... แล้วจะเป็เื่ใดได้อีก?”
…………
ตลอดสองวันหลังจากนั้น ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้ออกไปไหนอีก เพียงเก็บตัวอยู่ภายในห้องเพื่อปรับพลังให้มั่นคงหลังจากที่บรรลุด่านมาได้
สองวันถัดมาในยามเช้า ไป๋หยุนเฟยเสร็จสิ้นการฝึกปรือั้แ่เช้าตรู่ มันจึงออกเดินทางไปยังยอดเขาประมุขพร้อมกับสหายข้างห้องซือคงเสียน
ตลอดเส้นทางก็พบเจอกับศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์หลายคน แต่ละคนเมื่อพบหน้าไป๋หยุนเฟยก็แสดงท่าทีนอบน้อมเรียกหามันเป็ศิษย์พี่ไป๋ ในยามนี้ทั้งหมดล้วนยอมรับนับถือทั้งกายและใจ --- เพราะเื่น่าแตกตื่นที่ไป๋หยุนเฟยทำเมื่อห้าวันก่อน ทุกคนจึงให้การยอมรับต่อมัน --- สามารถะเิหน้าผาหลอมประดิษฐ์หายไปครึ่งแถบโดยที่ตนเองไม่ได้รับาเ็แม้แต่น้อย ทุกคนล้วนทราบกระจ่างดีว่า ต่อให้ตนเองพัฒนาขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ยังทำเช่นไป๋หยุนเฟยไม่ได้ มิหนำซ้ำยังได้ยินข่าวลืออีกว่าศิษย์พี่ไป๋ผู้นี้ทะลวงผ่านคอขวดก้าวเข้าสู่ด่านบรรพิญญาได้แล้ว แม้ว่านี่จะยังเป็เพียงข่าวลือ แต่คนส่วนใหญ่ก็ปักใจเชื่อแล้วว่าเป็เื่จริง
ที่สำคัญการเรียกประชุมใหญ่สำนักในวันนี้ ก็ประจวบเหมาะกับกำหนดสามเดือนของไป๋หยุนเฟย เื่นี้ทำให้ศิษย์จำนวนมากอดคาดเดาไปต่างๆนานาไม่ได้...
เมื่อเดินต่อไปก็ได้พบกับม่อเสี่ยวเซียน ซีเหยียน จางซานเสียนและคนอื่นๆ ทั้งหมดจึงรวมกลุ่มเดินไปยังยอดเขาประมุขร่วมกัน
“เอ๊ะ? นั่นคือ... พี่หญิง! นั่นพี่หญิงไม่ใช่หรือ!”
ขณะเดินไปถึงบริเวณที่ยอดเขามากัน ม่อเสี่ยวเซียนที่เดินมาด้วย จู่ๆก็ร้องขึ้นด้วยความยินดี
“พี่หญิง?” ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วครู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองกลับต้องสงสัยยิ่งกว่าเดิม “นั่นไม่ใช่... นั่นไม่ใช่ซินหยุนหรอกหรือ?”
ที่ทางแยกซึ่งห่างออกไปหลายร้อยวานั้น มีหญิงสาวในชุดขาวกำลังยืนด้วยท่วงท่างามสง่าสนทนากับศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์อีกคนหนึ่ง --- เป็ถังซินหยุน
“เสี่ยวเซียน ซินหยุนเป็ญาติผู้พี่ของเ้าหรือ?” ไป๋หยุนเฟยถามด้วยความใ “ไฉนก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินเ้าเอ่ยถึงมาก่อน?”
“เอ๊ะ? ข้าไม่ได้เล่าให้พี่ไป๋ฟังหรือ?” ม่อเสี่ยวเซียนชะงักงุนงง จากนั้นจึงนึกขึ้นได้ “อ้อ จริงสิ ครั้งก่อนผู้คนสับสนวุ่นวายจึงไม่ได้บอกเื่นี้ต่อท่าน”
มันหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า “ข้าเองก็เพิ่งทราบในวันนั้น คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอพี่หญิงที่นี่ มารดาข้ากับมารดานางเป็ลูกพี่ลูกน้องกัน แม้ความสัมพันธ์จะห่างไปบ้าง แต่ก็ยังนับเป็ลูกพี่ลูกน้องกันได้ ครอบครัวของพวกเรามีความสัมพันธ์ต่อกันไม่เลว ข้าเคยไปที่ตระกูลของนางหลายครั้ง พี่หญิงกับท่านป้าฉู่เป็คนในตระกูลถังที่พูดคุยด้วยง่ายที่สุด อีกอย่างทั้งคู่ก็ดีต่อข้ามาก... อ้อ ท่านป้าฉู่คือมารดาของพี่หญิง”
“เป็เช่นนี้เอง” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า เมื่อเห็นถังซินหยุนพบเห็นกลุ่มของตนแล้วจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ จะได้ร่วมทางกันขึ้นเขาไปด้วยกัน”
……
“ศิษย์พี่ถัง ท่านยังไม่เคยไปทีู่เาหงเฟิงที่อยู่ทางตะวันตกของเขาชีเสียกระมัง ข้าคิดว่าท่านน่าจะชอบที่นั่น... หรือไม่ก็ไปที่เมืองชีเหยียนก็ได้ ข้ารู้จักเหลาที่มีชื่อเสียงไม่เลวอยู่แห่งหนึ่ง ปลาหิมะเมฆมรกตของที่นั่นถือเป็ที่สุดของมณฑลผิงชวน เชื่อว่าท่านต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน... จริงสิ ข้ายังรู้จักโรงละครแห่งหนึ่งในเมือง...
“ศิษย์น้อง... เฉิน ขอบคุณในความหวังดีของเ้ามาก ข้ายังอยู่ในระหว่างคร่ำเคร่งฝึกปรือจึงไม่อาจออกไปข้างนอกได้ชั่วคราว” ถังซินหยุนใช้สีหน้าอับจนปัญญามองดูชายหนุ่มที่กล่าววาจาไม่หยุดปาก นางจึงได้แต่ปฏิเสธอย่างอ้อมค้อม
“ศิษย์พี่ถังอย่าได้เห็นข้าเป็คนอื่นไกล ท่านเพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นาน อาจจะยังไม่ทราบเื่ราวในสำนักเท่าใดนัก ท่านสอบถามข้าได้ทุกเื่ ตามกฎของสำนักแล้วข้าไม่มีทางเลือกต้องเรียกท่านว่าศิษย์พี่ แต่ที่จริงแล้วข้าอายุมากกว่าท่านไม่น้อย พวกเราถือว่าเป็ศิษย์หลักของสำนักช่างประดิษฐ์ การช่วยเหลือกันและกันถือว่าเป็เื่ที่สมควร หากว่ามีปัญหาในการฝึกปรือก็สามารถมาปรึกษาข้าได้ สองวันที่แล้วข้าเพิ่งบรรลุด่านบรรพิญญา เื่การฝึกปรือจึงพอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง” ชายหนุ่มกล่าวอย่างยิ้มแย้ม แม้คำพูดจะแสร้งกล่าวอย่างปลอดโปร่ง แต่ประโยค่ท้ายกลับแฝงความอวดโอ่ลำพอง
เ้าผู้นี้จะเป็ใครหากไม่ใช่เฉินหวงฮัวซึ่งก่อนหน้านี้ถูกไป๋หยุนเฟยใช้เป็หินรองเท้า เพื่อให้เหล่าศิษย์ของยอดเขาประจิมหวาดหวั่นยำเกรง
เพียงแต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันจึงแสดงท่าทีราวกับ‘สนิทสนม’กับถังซินหยุนเช่นนี้ มิหนำซ้ำเมื่อฟังจากคำพูดของมันเมื่อครู่ --- เมื่อสองวันก่อนมันถึงกับบรรลุด่านบรรพวิญาณได้แล้ว!
“ข้าคิดว่าคงไม่จำเป็... การฝึกปรือระหว่างนี้ยังไม่มีที่ติดขัด อีกทั้งยังมีศิษย์พี่หญิงคอยชี้แนะ คงไม่ต้องรบกวนศิษย์น้องเฉินแล้ว” ถังซินหยุนขมวดคิ้ว ยามนี้นางเริ่มใกล้จะหมดความอดทนแล้ว เพียงแต่ด้วยนิสัยอ่อนโยน จึงไม่อยากหักหน้าปฏิเสธเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะเสียหน้า
“ไม่ลำบาก ไม่ลำบาก ข้า...” เฉินหวงฮัวราวกับไม่ทราบถึงความหมายในวาจาของถังซินหยุน ยังคงหน้าด้านไม่นำพา และขณะที่จะเอ่ยปากกล่าวต่อ ก็เห็นถังซินหยุนตาเป็ประกายพร้อมกับมองไปด้านหลังของมัน จากนั้นใบหน้านางก็เผยรอยยิ้มออกมา
“ศิษย์น้องเฉิน สหายข้ามาถึงแล้ว ไว้โอกาสหน้าค่อยสนทนากันใหม่” ถังซินหยุนกล่าวต่อเฉินหวงฮัวด้วยมารยาท จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินผ่านข้างกายมันไปหากลุ่มของไป๋หยุนเฟย “หยุนเฟย เสี่ยวเซียน พวกท่านมาแล้ว”
“พี่หญิง” ม่อเสี่ยวเซียนยิ้มพลางกล่าวทักทาย “ไฉนท่านจึงมาเพียงลำพัง เหตใดจึงไม่มีศิษย์พี่หญิงคนอื่นมาด้วย?”
ถังซินหยุนพยักหน้าให้แก่มันก่อนจะกล่าวว่า “พวกศิษย์พี่ขึ้นเขาไปก่อนแล้ว ข้ามีเื่ต้องกระทำจึงมาสาย...”
กล่าวจบนางก็หันไปหาไป๋หยุนเฟย จากนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “หยุนเฟย ท่านไม่เป็ไรแล้วกระมัง?”
“อืม ไม่เป็ไรแล้ว ขอบคุณที่เป็ห่วง” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงเหลียวมองซ้ายขวาก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า ศิษย์น้องหญิงไม่ได้มาด้วยหรือ?”
ถังซินหยุนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “เสี่ยวรุ่ยอยู่ร่วมกับท่านอาจารย์ ยามนี้น่าจะอยู่ที่โถงใหญ่แล้ว พวกเราขึ้นไปกันเถอะ”
“อืม ถ้าเช่นนั้นพวกเรา...”
“ศิษย์พี่ไป๋ พวกเราพบกันอีกแล้ว” จู่ๆก็มีน้ำเสียงน่าขนลุกจากด้านข้างดังขึ้นแทรกคำพูดของไป๋หยุนเฟย
ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วครู่ เมื่อหันไปมองก็เห็นเฉินหวงฮัวที่มองมาด้วยสายตาผิดปกติ แววตามันคล้ายจะมีความประสงค์ร้ายแฝงอยู่
“อ้อ ที่แท้เป็ศิษย์น้องเฉิน...” ไป๋หยุนเฟยคิดไม่ถึงว่าผู้ที่ถังซินหยุนสนทนาด้วยจะเป็มัน จากนั้นจึงปรายตาไปยังถังซินหยุน คล้ายจะถามว่า ให้เรียกมันร่วมทางไปด้วยหรือไม่?
ถังซินหยุนส่ายหน้าด้วยท่าทีอับจนปัญญา ไป๋หยุนเฟยก็เข้าใจได้ทันที มันจึงหันไปกล่าวต่อเฉินหวงฮัวว่า “ฮ่า ฮ่า ประชุมใหญ่ของสำนักใกล้จะเริ่มแล้ว พวกเราค่อยสนทนากันภายหลังเถอะ ยามนี้รีบขึ้นเขาก่อนจะดีกว่า ศิษย์น้องเฉินโอกาสหน้าค่อยสนทนากันใหม่”
จากนั้นจึงเรียกหาคำหนึ่ง เหล่าสหายก็เดินเฉียดข้างกายเฉินหวงฮัวขึ้นเขาไป
ม่อเสี่ยวเซียนเดินถึงข้างกายถังซินหยุน จากนั้นจึงกล่าวว่า “พี่หญิง ข้าเตรียมจะเข้าเมืองชีเหยียนเพื่อเที่ยวเล่นสักสักพัก ท่านอยากร่วมทางไปด้วยหรือไม่?”
ถังซินหยุนนิ่งไปชั่วครู่ หลังจากครุ่นคิดก็พยักหน้าตอบ “เช่นนั้นก็ดี ข้าเองก็้าไปซื้อของเช่นกัน”
ม่อเสี่ยวเซียนหันหน้าไปกล่าวว่า “พี่ไป๋ท่านจะไปด้วยกันหรือไม่? ข้านัดกับจงซูหาวและคนอื่นๆไว้แล้ว ยังมีศิษย์พี่เย่จือชิวก็ไปด้วย พวกเราไปด้วยกันทั้งหมดดีหรือไม่?”
ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดเล็กน้อยก็กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ดี ข้าไปด้วย”
แล้วผู้คนทั้งหมดก็พูดคุยหยอกเย้าพร้อมกับเดินออกไป...
