เหนียนยวี่ขมวดคิ้ว เอ่ยถามข้ารับใช้ในเรือนพำนักเป็อย่างแรก จากนั้นเดินไปยังห้องของฉางหงเยียน ทว่าก็เป็เช่นเดียวกับในโถงรับรอง ข้างในไม่มีแม้แต่เงาร่างของคนทั้งสอง
ฉางหงเยียนคงจะรู้ว่า ยามที่ตนกลับมาไม่เห็นจ้าวอี้ จะต้องค้นหาทุกหนแห่งแน่ ดังนั้นนางจึงเลี่ยงสถานที่ทุกแห่งที่ผู้คนจะคาดเดาได้อย่างนั้นหรือ?
และสถานที่ซึ่งผู้คนทั่วไปไม่อาจคาดเดา...
ครั้นเหนียนยวี่นึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบเร่งฝีเท้าไปยังทิศทางหนึ่งทันที
ณ ห้องครัวของเขตพำนักทางใต้ หลังจากงานเลี้ยงจบลง บรรดาแม่ครัวต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน ในห้องครัวยามนี้ไร้ซึ่งเงาร่างของผู้คน
ทว่าในห้องฟืน กลับเหมือนว่าจะมีร่องรอยการเคลื่อนไหวบางอย่าง
ฉางหงเยียนปูพรมสีขาวผืนหนึ่งบนพื้น พรมสีขาวราวหิมะแผ่กว้างภายใต้ชุดสีแดงระหงของนาง ประหนึ่งจุดแต้มสีชาดภายใต้แสงจันทร์ แลดูแปลกประหลาด
บนผืนพรมสีขาว มือของบุรุษยกหนุนศีรษะ แก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ ดวงตาทั้งสองพร่ามัว มิอาจควบคุมสติของตนเองได้
“เปิ่นหวางเมาแล้วงั้นหรือ?” จ้าวอี้เอ่ยปาก ในมือถือไหสุรา จากนั้นเงยหน้าดื่มสุราเข้าปาก สตรีชุดแดงซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขา จ้องมองบุรุษอย่างยั่วยวน พลางยิ้มแย้มเย้ายวนใจ “ท่านอ๋องมู่เพคะ ท่านเมาแล้วจริงๆ ทว่าท่านอ๋องวางใจเถิด หงเยียนมียาดีช่วยแก้เมาได้นะเพคะ”
ฉางหงเยียนค่อยๆ คุกเข่าลงบนพื้น โน้มตัวเข้าหาจ้าวอี้ เพราะการเคลื่อนไหวของนาง ส่วนโค้งนูนอวบอิ่มบริเวณทรวงอกก็ยิ่งยกสูงขึ้น
“ยาดี?” ั์ตาของจ้าวอี้มิอาจบอกได้ว่าคนตรงหน้าเป็ใคร มันเป็สิ่งที่มิอาจอธิบาย ในใจรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังดึงความปรารถนาในร่างกายเขาออกมา แม้แต่ถ้อยคำที่เอ่ยออกมา ยังแฝงแววเ้าชู้ “ยาดีอันใด?”
“อีกประเดี๋ยวท่านก็จะได้รู้แล้วเพคะ” ฉางหงเยียนขยิบดวงตาหยาดเยิ้ม นางวางมือลงบนหน้าอกของจ้าวอี้ ซึ่งมีเสื้อผ้ากั้นกลาง ทว่ายังคงสามารถััได้ถึงอุณหภูมิของร่างกายกำยำ ดวงตาของฉางหงเยียนเป็ประกาย และกัดริมฝีปาก นางเคยฝึกการยั่วยวน ระหว่างที่ฝึก นางได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งยั่วยวนมากมาย แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์ระหว่างบุรุษสตรีจริงๆ ทว่าเื่ของบุรุษสตรี นางมิได้ด้อยไปกว่าสตรีออกเรือน
ฉางหงเยียนเหลือบมองความไม่เรียบร้อยของห้องฟืนพลันขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ จากนั้นกล่าวออกมาอย่างแ่เบาว่า “หากมิใช่เพราะเหนียนยวี่ พวกเราคงหาสถานที่ดีๆ สักแห่งได้ มิใช่มาจัดการอย่างลวกๆ ในห้องฟืนนี่”
“เหนียนยวี่? เสี่ยวยวี่เอ๋อร์...” จ้าวอี้ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินชื่อนี้
ฉางหงเยียนพลันตระหนักอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงรีบขยับร่างกายเข้าไปใกล้จ้าวอี้ “ท่านอ๋องมู่เพคะ ท่านดื่มสุรา...”
ฉางหงเยียนยื่นมือออกไปหยิบจอกสุราในมือของจ้าวอี้ และเคลื่อนเข้าไปใกล้ริมฝีปากเขา
ทว่าจ้าวอี้กลับคว้าข้อมือของนางในทันใด ก่อนที่ฉางหงเยียนจะตอบสนอง จ้าวอี้หันพลิกกลับ ด้วยแรงนั้นทำให้นางถูกกดอยู่ใต้ร่างเขา
ฉางหงเยียนจ้องมองบุรุษ ซึ่งกำลังคร่อมร่างของตน นางคิดว่าชายหนุ่มมิอาจระงับอารมณ์ได้อีกต่อไป มุมปากของฉางหงเยียนจึงยกยิ้ม จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงดึงดูดจิตใจผู้คน “ท่านอ๋องมู่ ท่านจะทำอันใดเพคะ?”
กระแสอารมณ์อันพลุ่งพล่านในร่างกายของจ้าวอี้รุนแรงปั่นป่วน มิรู้เพราะเหตุใด เขาที่รู้สึกพร่ามัวเล็กน้อยเมื่อครู่นี้ดูเหมือนจะกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาเล็กน้อย
“ท่าน...จะทำอันใด?” จ้าวอี้ยังคงกุมมือและข้อมือของนางอย่างออกแรงต่อไป
ฉางหงเยียนสังเกตเห็นว่า เขาดูเหมือนจะอยู่ภายใต้การควบคุมของกลิ่นหอมรัญจวนจิตอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นนางจึง้าลุกขึ้น เพื่อให้กลิ่นหอมบนร่างกายของนางเข้าใกล้จ้าวอี้มากขึ้นกว่าเดิม ทว่าจ้าวอี้กลับกดนางลง นางจึงมิอาจขยับเขยื้อนได้
“ท่านอ๋องมู่เพคะ ท่านทำให้หม่อมฉันเจ็บ” ฉางหงเยียนแสร้งทำเป็โกรธ หากเป็บุรุษอื่นได้ยินเสียงดูโกรธเกรี้ยวเช่นนี้ เกรงว่าคงจะมีท่าทีเงอะงะไปแล้ว ทว่าฤทธิ์ของดอกเทียนเซียงมีผลต่อร่างกายของจ้าวอี้ในยามนี้ เป็ธรรมดาที่เขามิอาจต้านทาน
ในใจของฉางหงเยียนเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทว่านางกลับมิคาดคิดว่า คิ้วของจ้าวอี้จะขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม เขายกสะบัดมืออีกข้าง ไหสุราในมือถูกเขวี้ยงลงจนเกิดเสียงดัง ‘เพล้ง’ แตกกระจายไปทั่วพื้น
เสียงนั้นดูเหมือนจะทำให้อารมณ์ของจ้าวอี้ได้สติกระจ่างแจ้งขึ้นมาเล็กน้อย ฉางหงเยียนขมวดคิ้ว จ้าวอี้ผู้นี้...หรือปริมาณยาที่นางใส่วันนี้จะไม่พอที่จะทำให้จ้าวอี้หลงใหล?
หากเป็เช่นนั้น...
ฉางหงเยียนหยิบขวดกระเบื้องเคลือบลายครามสีแดงออกมาจากอกเสื้อ หากฤทธิ์ยาไม่พอ เช่นนั้นนางจะเพิ่มอีก คืนนี้ไม่ว่าอย่างไร นางจะต้องบรรลุเป้าหมายให้จงได้
ทว่าก่อนที่นางจะได้เปิดขวดกระเบื้องเคลือบลายคราม ประตูกลับถูกเปิดออกจนเกิดเสียงดัง ‘ปัง’ สายลมยามราตรีพัดผ่านกระทบร่างกายของจ้าวอี้จนตัวสั่นสะท้าน ทั้งสติยังกระจ่างแจ้งขึ้นมาอีกเล็กน้อย
“ยวี่...ยวี่เอ๋อร์?” จ้าวอี้จ้องมองประตู ดวงตาราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านบาง ไม่ว่าอย่างไรก็ดูไม่ออกถึงคนที่เข้ามา และฉางหงเยียน ซึ่งถูกจ้าวอี้กดคร่อมร่างกาย ครั้นเห็นเหนียนยวี่เดินเข้ามา รวมถึงอวี่เหวินหรูเยียนด้านหลังนาง ใบหน้าของฉางหงเยียนพลันแปรเปลี่ยน
เหนียนยวี่มาได้อย่างไรกัน?
ทั้งยังมีอวี่เหวินหรูเยียนอีก นางมากับเหนียนยวี่ได้อย่างไร?
ฉางหงเยียนรู้ว่า เมื่อสองคนนี้มา เื่ที่ตนวางแผนจะทำต่อไป เกรงว่าจะกลายเป็เื่ยากเสียแล้ว ทว่านางกลับไม่คิดจะยอมละทิ้ง ร่างกายของฉางหงเยียนขยับดิ้นเล็กน้อย เดิมทีเสื้อผ้าซึ่งเพิ่งจะดูหลุดลุ่ยเล็กน้อย ในยามนี้จึงยิ่งเลื่อนไหลลงมาจากร่างกายนาง จนเผยให้เห็นผิวขาวราวหิมะ
“อา...ท่านอ๋อง...” ฉางหงเยียนร้องะโเสียงดัง เสียงนั้นดังมากจนดูเหมือนว่า นาง้าดึงให้คนอื่นๆ ในเรือนพำนักเข้ามา
คนฉลาดเช่นเหนียนยวี่ จึงตระหนักได้ถึงเจตนาของฉางหงเยียนทันที นางรีบก้าวไปข้างหน้า เพื่อปิดปากฉางหงเยียน “องค์หญิงหงเยียน ท่านร้องะโเช่นนี้ หากทำให้ผู้อื่นมาเห็น คนที่เสียเปรียบคือตัวท่านเอง”
ฉางหงเยียนถลึงตามองเหนียนยวี่ คนเสียเปรียบคือนางหรือ?
ขอเพียงแค่มีคนมาเห็น นางก็มีวิธีรับมือ ซึ่งจะทำให้คนที่มาเห็นเชื่อว่าท่านอ๋องมู่ได้ลงมือทำบางสิ่งบางอย่างระหว่างบุรุษสตรีกับนางเข้าแล้ว แม้ข้าวสารจะยังไม่กลายเป็ข้าวสุก ทว่าราชวงศ์เป่ยฉีก็ต้องรับผิดชอบความบริสุทธิ์ที่ ‘ถูกพราก’ ของนาง
เหนียนยวี่แบกรับสายตาของนาง จากนั้นขยิบตาส่งสัญญาณกับอวี่เหวินหรูเยียน “องค์หญิงหรูเยียน...”
ทันทีที่อวี่เหวินหรูเยียนเดินผ่านประตูเข้าไป นางเห็นสถานการณ์ในยามนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้าอันแดงก่ำของจ้าวอี้ ราวกับมีบางสิ่งที่แฝงอยู่ในสายตาคู่นั้น ในขณะเดียวกันที่ภาพนี้ทำให้นางประหลาดใจ ในใจของนางพลันคับแน่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เขากำลังจ้องมองนาง แม้ในยามปกติ นางจะเป็คนสงบเสงี่ยมใจเย็น ทว่าในยามนี้นางกลับตื่นตะลึง มิรู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
จนกระทั่งเสียงของเหนียนยวี่ดังขึ้น อวี่เหวินหรูเยียนพลันได้สติ รีบก้าวเข้าไปพยุงจ้าวอี้ให้ลุกขึ้นนั่งทันที
ในใจของฉางหงเยียนเต็มไปด้วยความไม่พอใจ หากมิใช่เพราะแรงของจ้าวอี้ที่กดนาง ฉางหงเยียนเองก็อยากจะลุกขึ้น ตัวนางเองก็เคยได้รับการฝึกฝนวรยุทธ์ พละกำลังของนางมิใช่น้อย ทว่าชั่วครู่ต่อมา นางกลับยังคงมิอาจสะบัดให้หลุดจากมือของเหนียนยวี่ที่กำลังปิดปากนาง
เหนียนยวี่ผู้นี้...เป็วรยุทธ์ด้วยหรือ?
ความรู้ความเข้าใจนี้พุ่งเข้ามาในหัวของฉางหงเยียน ทว่าทันใดนั้น เหนียนยวี่กลับคลายมือออก
ฉางหงเยียนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง พริบตาต่อมา นางอยากจะะโเรียกคนอีกครั้ง ทว่าเสียงของเหนียนยวี่กลับดังขึ้นก่อนก้าวหนึ่ง...
“มาตรแม้นกลิ่นของดอกเทียนเซียงจะเบาบาง ทว่าท่านคิดว่าหมอหลวงจะหาไม่เจอหรือ?” เหนียนยวี่กล่าวอย่างไม่รีบร้อนไม่เชื่องช้า ครั้นเอ่ยจบ สีหน้าของฉางหงเยียนพลันแข็งค้างอย่างที่คาดคิด เหนียนยวี่ยิ้มเยาะแ่เบา ดวงตากวาดมองผิวเนียนละเอียดที่เผยออกมานอกเสื้อผ้า ดวงตาฉายแววดูถูก
สายตาของฉางหงเยียนสั่นไหว พลางกล่าวอย่างแสร้งโง่ “ดอกเทียนเซียงอันใด?”
“ดอกเทียนเซียงอันใด? หึ องค์หญิงหงเยียน้าให้เหนียนยวี่กล่าวให้ชัดเจนกว่านี้หรือไม่เพคะ?” เหนียนยวี่สบตาฉางหงเยียน นางอยากจะเสแสร้งแกล้งโง่ เช่นนั้นตัวนางก็ไม่รังเกียจที่จะทำลายความปรารถนาของฉางหงเยียน “น้ำเลี้ยง ก้านและรากของดอกเทียนเซียงมีฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด องค์หญิงหงเยียนเป็ผู้ที่รู้ดีที่สุดมิใช่หรือเพคะ?”