เมืองหลางเย่เป็เมืองที่ติดอันดับหนึ่งในสามจากเมืองนับร้อยแห่งของจักรวรรดิต้าฉี มีตระกูลขุนนางยุทธ์ตั้งรกรากอยู่มากมาย ทว่ามีเพียงไม่กี่ตระกูลที่โดดเด่น หนึ่งในนั้นก็คือสกุลหลง ตระกูลขุนนางยุทธ์ที่เก่งกาจที่สุดของเมืองหลางเย่
หลงเฟยเกิดมาพร้อมกับพร์ ในวันที่เขาเกิดนั้นมีสายอัสนีอึกทึกกึกก้องคล้ายกับมีัเขียวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลางลานบ้านสกุลหลง
ปรากฏการณ์ทางนภาอันน่าพรั่นพรึงล้วนประจักษ์พร้อมกับผู้มีพร์ สกุลหลงเชื่อว่าเด็กคนนี้มิใช่เด็กธรรมดาจึงตั้งชื่อให้เขาว่าหลงเฟย มีความหมายว่าัทะยานฟ้า!
และหลงเฟยก็ไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง เขาเข้าสู่เส้นทางแห่งยุทธ์ั้แ่อายุห้าขวบ ตอนอายุสิบขวบก็สำเร็จเป็ขั้นหลอมกายาสี่ชั้นฟ้า เมื่ออายุสิบสี่ปี เขาบำเพ็ญเพียรเป็ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้า และเพลานี้เขาเพิ่งอายุได้สิบหกปีก็ก้าวเป็จอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาเก้าชั้นฟ้าแล้ว
คนสกุลหลงเชื่อว่าตราบใดที่หลงเฟยเต็มใจ เขาสามารถข้ามผ่านธรณีประตูนั้นได้ทุกเมื่อเพื่อเข้าสู่ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณ กลายเป็จอมยุทธ์อย่างแท้จริง
ทว่าหลงเฟยมิได้ทำเช่นนั้น เขายังไม่ทะลวงขั้นพลัง ทั้งยังปิดกั้นขอบเขตพลังของตัวเองเพื่อรอคอย รอคอยวันที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวนจะเปิดรับศิษย์อีกครั้ง
สกุลหลงเป็ตระกูลขุนนางยุทธ์แห่งเมืองหลางเย่ ทุกๆ ปีพวกเขามีสิทธิ์ส่งอนุชนรุ่นหลังเข้าไปฝึกฝนในขุนเขากระบี่เทียนหยวนได้เป็เวลาหนึ่งปี ถ้าอนุชนผู้นั้นมีพร์โดดเด่นขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็จักรับเป็ศิษย์ แต่ถ้าคุณสมบัติทั่วไปไม่ถึงเกณฑ์ พอฝึกฝนครบหนึ่งปีก็จะถูกส่งกลับมาที่ตระกูล
ทว่าหลงเฟยมิได้สนใจอภิสิทธิ์นั้น เขาเชื่อมั่นว่าตนสามารถเข้าร่วมกับสำนักได้ด้วยพลังของตัวเอง อีกทั้งยังเข้าได้ด้วยคะแนนอันดับหนึ่ง
ั้แ่เด็กจนโตไม่ว่าเขาจะทำอะไรล้วนแล้วแต่ได้อันดับหนึ่งเสมอ ซึ่งคราวนี้ก็เช่นกัน
แม้ว่าวิทยายุทธของตระกุลขุนนางยุทธ์จะอ่อนแอกว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวน หากทว่าหลงเฟยมุ่งมั่นที่จักเป็จอมยุทธ์อันดับหนึ่งให้ได้ แล้วเขาจะยอมทะลวงขั้นพลังเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณโดยไม่มีวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งได้อย่างไร?
“ฆ่า!” หลงเฟยกวัดแกว่งกระบี่ดั่งัสมุทรผงาด ไม่รู้ว่ามีสัตว์อสูริญญากี่ตัวถูกสังหารภายใต้คมกระบี่ของเขา!
ในฐานะบุตร์แห่งสกุลหลง หลงเฟยมีถุงเอกภพติดตัวอยู่ใบหนึ่ง ซึ่งมีพื้นที่มากกว่าสี่สิบลูกบาศก์เมตร เพลานี้ในถุงเอกภพเต็มไปด้วยของล้ำค่ามากมายซึ่งได้มาจากหุบเขาแห่งนี้
กล่าวได้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงเอกภพนั้นต่างก็เป็ค่าคุณูปการ ค่าคุณูปการมหาศาลเฉกเช่นนี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดค่าคุณูปการเหล่านี้เพียงพอที่จะทำให้เขาเป็อันดับหนึ่งในการทดสอบ ทั้งยังสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็คัมภีร์ดีๆ ได้หนึ่งเล่ม
ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของหลงเฟย หลังจากที่ได้อันดับหนึ่งเขาก็จักได้วรยุทธ์ขั้นลึกลับ จากนั้นก็แลกเปลี่ยนค่าคุณูปการเป็คัมภีร์สักเล่ม เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาบำเพ็ญเพียรจากขั้นสร้างลมปราณไปถึงขั้นหลอมลมปราณได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“หืม?” หลงเฟยมองจูชิงที่เดินมาจากระยะไกลพลางขมวดคิ้ว
เขาสังเกตเห็นจูชิงั้แ่บนสังเวียนแล้ว ถึงขั้นพลังจะต่ำกว่าเขาสองขั้นพลังย่อยแต่ก็นับว่าแข็งแกร่งมาก กระทั่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถเอาชนะจูชิงได้
มันเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งยวดสำหรับหลงเฟย ไม่ว่าในเมืองหลางเย่หรือขุนเขากระบี่เทียนหยวน เขาคือผู้ไร้เทียมทานในระดับอนุชนรุ่นราวคราวเดียวกัน ในการทดสอบเข้าร่วมกับศิษย์นอกสำนักก็ไม่มีใครที่สามารถทัดเทียมได้ ถ้าจะมีคนเอาชนะเขาได้ คนๆ นั้นจักต้องเป็ศิษย์ในสำนัก ไม่มีทางที่จะเป็ศิษย์สามัญอย่างแน่นอน
ทว่าการปรากฏตัวของจูชิงทำให้หลงเฟยมองเห็นความเป็ไปได้นั้น ทั้งยังคิดไม่ถึงว่าจักมาเจอกันในหุบเขาแห่งนี้!
ซั่งกวานเหยียนหลานเดินตามจูชิงมาติดๆ นางอุ้มสุนัขตัวเล็กสีดำไว้ในอ้อมแขนโดยมีงูสีทองนอนขดอยู่บนหัวเ้าหมาตัวน้อย การที่พวกมันอยู่ด้วยกันได้นั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็เื่แปลก
“ซั่งกวานเหยียนหลาน!” หลงเฟยขมวดคิ้วเป็ปม เหตุใดบุตรสาวของสามนตราชแห่งจักรวรรดิต้าฉีถึงอยู่กับจูชิงล่ะ?
ยิ่งจูชิงเดินเข้ามาใกล้ สีหน้าหลงเฟยยิ่งหนักอึ้ง เขาััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากจูชิง!
หลงเฟยไม่อยากเชื่อ ก่อนหน้านี้จูชิงยังห่างชั้นกับเขามากโขนัก แต่ในเวลาไม่กี่วันอีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ
ขั้นบำเพ็ญเพียรยังเป็ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้าเช่นเดิม หากแต่ลมปราณนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง!
“ทำไมเ้าถึงอยู่กับเขา?” หลงเฟยเป็จอมยุทธ์ของจักรวรรดิต้าฉี พอจะรู้จักมักจี่กับซั่งกวานเหยียนหลานอยู่บ้าง
“ข้าจะอยู่กับใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเ้า?” ซั่งกวานเหยียนหลานขยับตัวหลบข้างหลังจูชิง
หลงเฟยขมวดคิ้ว ริมฝีปากขยับเล็กน้อยราวกับ้าพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ในบรรดาศิษย์สามัญหนึ่งร้อยคน มีแค่เ้ากับถงจ้านที่มีคุณสมบัติพอที่จะประมือกับข้า ในเมื่อเจอกันแล้ว อยากประลองกันสักครั้งหรือไม่?” หลงเฟยหันมองจูชิง
จูชิงยิ้ม “เ้าประเมินข้าสูงขนาดนั้นเชียวหรือ”
“เ้ามีคุณสมบัตินั้น ว่าอย่างไร อยากสู้กับข้าหรือไม่?” หลงเฟยถามจูชิงต่อ
“ที่นี่ไม่ใช่สนามประลอง รอออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะ” จูชิงส่ายศีรษะ
หุบเขาแห่งนี้นอกจากมีสัตว์อสูริญญาแล้ว ยังมีศิษย์สามัญคนอื่นๆ อยู่ด้วย ใครเล่าจักรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่
พอได้เห็นอันตรายของจิตใจมนุษย์แล้ว จูชิงก็ไม่อยากสู้กับใครในสถานที่เฉกเช่นนี้อีก อาจมีคนรอฉกฉวยโอกาสอยู่ก็เป็ได้
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนมิได้สนใจว่าใครจักอยู่หรือตายในหุบเขา ขอแค่แข็งแกร่งมากพอ ถึงจะมีคนฆ่ากันตายเพราะ่ชิงสมบัติล้ำค่าก็ถือว่าเป็เื่ปกติ!
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย!” ทันใดนั้นเอง มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังสะท้อนออกมาจากในป่า
จูชิงกับหลงเฟยหน้าเปลี่ยนสี ทั้งคู่หายวับจากที่เดิมแทบจะพร้อมกัน คนหนึ่งอยู่ทางซ้าย อีกคนอยู่ทางขวา คนหนึ่งถือกระบี่ อีกคนตั้งหมัด ก่อนที่งูเหลือมั์ตรงหน้าจักถูกพวกเขาสองคนผ่าตัวขาดครึ่ง!
หลงเฟยมองหมัดของจูชิงด้วยความใ ฝ่ามือนั้นว่างเปล่า แต่กลับคมยิ่งกว่ากระบี่ยาวของเขาเสียอีก!
กระบี่ของหลงเฟยเป็ศัสตราวุธิญญามนุษย์ระดับกลาง ส่วนทักษะวิชาที่ใช้นั้นเป็ของสกุลหลง พลานุภาพมิได้อ่อนแอ ทว่าเมื่อเทียบกับจูชิงแล้วยังคงมีพลานุภาพต่างกันอย่างยิ่งยวด!
“เ้านั่นฝึกฝนอย่างไรถึงได้มีพลังที่น่าสะพรึงเช่นนั้น?” หลงเฟยไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ตัวเองเห็น
ด้านหลังของจูชิงกับหลงเฟยมีศิษย์สามัญคนหนึ่งนั่งตัวสั่นเทา เขากลัวงูเหลือมั์มากจนสติหลุด หากจูชิงกับหลงเฟยมาช้ากว่านี้เพียงก้าวเดียว ศิษย์สามัญผู้นั้นคงถูกงูเหลือมั์เขมือบลงท้องไปแล้ว
“งูเหลือมขั้นหลอมกายาสูงสุด!” จูชิงสำรวจศพงูเหลือม แต่ไม่พบเน่ยตันที่อยู่ในกะโหลกของมัน
หลงเฟยเห็นงูน้อยตัวหนึ่งเพิ่งลืมตาในอ้อมแขนของศิษย์สามัญ กลางหัวของงูตัวนั้นมีเืสีแดงหยดหนึ่ง!
“เ้าขโมยลูกของมันเพื่อเอามาเลี้ยงเป็สัตว์อสูริญญาอย่างนั้นรึ?” หลงเฟยแค่นเสียงหึ!
การเลี้ยงสัตว์อสูริญญานั้นเป็เื่ธรรมดาในหมู่จอมยุทธ์ เพราะสัตว์อสูริญญาช่วยแบ่งเบาภาระในระหว่างการต่อสู้ได้
หากแต่มีเพียงจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถทำให้สัตว์อสูริญญายอมจำนนได้ จอมยุทธ์ทั่วไปทำได้เพียงเลี้ยงลูกสัตว์อสูริญญา
“งูเหลือมทมิฬสามารถฝึกฝนเป็สัตว์อสูริญญาขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณได้!” ซั่งกวานเหยียนหลานกล่าว
งูเหลือมทมิฬที่เพิ่งถูกจูชิงกับหลงเฟยฆ่าตาย ถ้ามันรวบรวมเน่ยตันครบก็สามารถทะลวงขั้นพลังเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณได้แล้ว ซึ่งสัตว์อสูรขั้นหลอมกายากับขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
หลงเฟยกับจูชิงร่วมมือกันสามารถฆ่างูเหลือมทมิฬขั้นหลอมกายาสูงสุดได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าเป็งูเหลือมทมิฬขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณแรกเริ่ม ถึงทั้งสองจะร่วมมือกันก็ยังยากที่จะรับมือ!
มันเป็เื่ที่ยากมากสำหรับจอมยุทธ์ทั่วไปที่คิดจะเลี้ยงสัตว์อสูรขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดศิษย์สามัญผู้นี้ถึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อขโมยลูกของงูเหลือมทมิฬ
สุนัขโลกันตร์สามหัวที่อยู่ในอ้อมแขนของซั่งกวานเหยียนหลานมองศิษย์สามัญด้วยสายตาเหยียดหยาม ถึงขั้นเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพียงเพราะลูกงูเหลือมทมิฬ มนุษย์ช่างเป็สิ่งมีชีวิตที่โง่เขลายิ่งนัก ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังเหมือนเดิม ถ้าเทียบกับศิษย์สามัญแล้วมันรู้สึกว่าจูชิงดีกว่าหลายเท่า
“ขะ...ขอบคุณ ขอบคุณมาก!” ศิษย์สามัญมองจูชิงกับหลงเฟยอย่างซาบซึ้ง แต่ถึงอย่างนั้นแขนทั้งสองก็ยังกอดลูกงูเหลือมทมิฬเอาไว้แน่น
ศิษย์สามัญเอาสมุนไพรที่หามาได้จากในหุบเขาให้ลูกงูเหลือมทมิฬกิน สำหรับเขาแล้วเ้างูนี่มันคือทุกสิ่งทุกอย่าง ขอแค่งูเหลือมทมิฬเติบโต ถึงจะได้อันดับสุดท้ายในการทดสอบนี้เขาก็ไม่สนใจแล้ว
“ไม่รักตัวกลัวตายเอาเสียเลย” จูชิงมองศิษย์สามัญพลางหัวเราะ
หลงเฟยแค่นเสียงอย่างไม่แยแส เสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อลูกงูเหลือมทมิฬ สำหรับหลงเฟยแล้วมันเป็การกระทำที่โง่เขลาสิ้นดี
“ข้าชื่อจงจี๋ ขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสองที่ช่วยชีวิตข้า!” จงจี๋มองจูชิงกับหลงเฟยแล้วพูดอย่างอ่อนน้อม
แม้ว่าจงจี๋จะอายุมากกว่าจูชิงกับหลงเฟย ทว่าในโลกบำเพ็ญเพียรนั้นผู้เก่งกาจย่อมมาก่อนเสมอ จูชิงกับหลงเฟยแข็งแกร่งกว่าจงจี๋ ดังนั้นพวกเขาจึงเป็ศิษย์พี่ของจงจี๋
“ใจกล้าห่อฟ้าไม่เบา พลังมีเท่านั้นแต่กล้าล่วงเกินงูเหลือมทมิฬ” จูชิงยิ้ม
“ข้าสลบไปแค่ครู่เดียวมิใช่หรือ ตอนข้าเห็นมันข้ารู้สึกเหมือนกับถูกมนต์สะกด พอรู้สึกตัวอีกทีเ้างูน้อยก็มาอยู่ในอ้อมแขนข้าแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทิ้งมันเสียหน่อย” จงจี๋พูดเองเออเอง
สำหรับจงจี๋ที่เป็แค่จอมยุทธ์สามัญ ถ้างูเหลือมทมิฬเติบใหญ่มันจะช่วยเขาได้อย่างมาก ดังนั้นจึงเป็ธรรมดาที่จงจี๋เลือกที่จะเสี่ยง
“เ้าเป็คนสกุลจงแห่งเมืองหลางเย่อย่างนั้นรึ?” ครั้นหลงเฟยเห็นแผ่นหยกที่แขวนอยู่ที่เอวของจงจี๋ หน้าพลันเปลี่ยนสีเล็กน้อย
“ข้ามันเป็คนไม่เอาอ่าว น่าขายหน้าแทนสกุลจง” จงจี๋ยิ้มเจื่อนๆ
