หลี่อันผิงเงยหน้าขึ้นไปมองที่ป้ายหน้าประตูและก้มลงมามองที่บนซองจดหมาย เมื่อเห็นว่ามันเหมือนกันเขาก็ขยับตัวเข้าไปเคาะประตู ก่อนที่จะมีใบหน้าเล็กๆโผล่ออกมา
เด็กชายตัวน้อยผู้มีใบหน้างดงามมองไปยังคนแปลกหน้าด้วยความหวาดระแวง
“ขอโทษนะครับคุณมาหาใครเหรอ?”
หลี่อันผิงรีบระบายรอยยิ้มที่เขาคิดว่าเต็มไปด้วยความอบอุ่นออกมา “เด็กน้อย ช่วยพี่ชายเอาจดหมายฉบับนี้ไปให้คนโตในบ้านหน่อยได้ไหม?”
พี่ชาย?หลินลั่วตงพยายามบังคับตัวเองไม่ให้เหลือบสายตาขึ้นไป้าผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเขาคนนี้ขอบตาดำคล้ำ รูปร่างอวบอ้วนและดูแก่เสียยิ่งกว่าผู้เป็พ่อของเขาเสียอีกเขายั้งการกระทำปากร้ายของตัวเองเอาไว้ จึงไม่ได้เรียกเขาว่า ‘คุณอา’ ออกไป และรับจดหมายฉบับนั้นมาอย่างว่าง่าย
มีแค่ที่อยู่แต่กลับไม่มีชื่อผู้รับแถมคนคนนี้ก็ดูไม่เหมือนกับพนักงานไปรษณีย์หรือคนส่งของด้วยหลินลั่วตงเป็เด็กฉลาดและรู้เื่ดังนั้นเขาจึงไม่ปล่อยให้คนอื่นเข้ามาในบ้านได้ง่ายๆเมื่อสอบถามแล้วว่าผู้ชายตรงหน้านี้ไม่ได้มีเื่อื่นอีก เขาก็ปิดประตูลง
ประตูบานใหญ่ถูกปิดลงตรงหน้าก่อนที่มันจะปิดไปปลายสายตาของหลี่อันผิงก็เหลือบไปเห็นบ้านไม้อันสวยงามและสวนหน้าบ้านที่เขียวชอุ่ม
คิดไม่ถึงว่าในเมืองหรงเฉิงจะมีบ้านแบบนี้อยู่ด้วยเป็ครอบครัวที่ร่ำรวยมากเสียจริง ในใจของหลี่อันผิงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเขาเคยได้ยินน้าหลี่เอ้อร์เคยบอกว่าหลินลั่วหรานซื้อคฤหาสน์เอาไว้ในเมืองหรงเฉิงถ้าหากรู้ั้แ่แรกว่าหญิงสาวคนนี้จะร่ำรวยขนาดนี้ตอนนั้นเขาจะทิ้งเธอไปหาไอลี่ได้อย่างไร?
ทุกอย่างเป็เพราะพวกเธอรังแกฉัน!
หลี่อันผิงเดินอยู่ในท้องถนนเส้นเล็กเมื่อเห็นว่าบริเวณรอบข้างไม่มีคน เขาก็เตะกระป๋องลอยไปอย่างแรง พวกเธอรอก่อนเถอะหนี้ที่พวกเธอติดฉันเอาไว้ วันหนึ่งพวกเธอจะต้องชดใช้ พวกคนเลวทั้งสอง
แต่ใครจะรู้ว่ากระป๋องที่เขาเตะออกไปนั้นเมื่อกระแทกลงกับกำแพง มันก็เด้งกลับมาโดนบริเวณข้อเท้าของหลี่อันผิงจนบวมปูดขึ้นทำเอาเขาต้องข่มฟันเดินโซเซกลับไปที่บริษัท
กระป๋องไม่ได้มีความยืดหยุ่นอะไรแบบนั้นหรอกแต่เป็เพราะว่ามันบังเอิญไปกระทบกับเกราะป้องกันของบ้านตระกูลหลินพอดีทำให้หลี่อันผิงได้รับความโชคร้ายแบบนั้นไป
อีกทางด้านหนึ่งหลินลั่วตงนำเอาจดหมายฉบับนั้นไปให้หลินลั่วหรานในตอนนั้นเธอกับหรงตงหลินกำลังหาสถานที่แห่งหนึ่งบนแผนที่กันอยู่และกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการออกเดินทาง
“พี่สาวจดหมายของพี่ครับ”
หลินลั่วหรานรับจดหมายมาเมื่อเห็นว่าที่อยู่ถูกพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ก็รู้สึกสงสัยขึ้นเธอพลิกซองจดหมายไปมาเมื่อมั่นใจว่าไม่ได้มีอะไรพิเศษแปลกไปเธอก็ไม่ได้เปิดออกดูในทันที หลังจากถูกหลินลั่วตงขัดขึ้นเธอก็นึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้
เธอหยิบเอาซองกระดาษสีน้ำตาขึ้นมาจากบนโต๊ะหนังสือก่อนจะส่งมันให้กับหรงตงหลิน เขาเงยหน้าขึ้นมา เมื่อก้มตัวอยู่นานพอเงยขึ้นมาก็เลยรู้สึกปวดหลังอยู่เล็กน้อย
แต่ว่านี่หมายความว่าอะไรกัน?
หรงตงหลินมองไปยังเงินสามกองที่อยู่ด้านในซองกระดาษก่อนจะรู้สึกมึนงงขึ้นมา
“เงินค่าจ้างแปลเอกสาร...”
หรงตงหลินส่ายหน้าไปมา“ทำไมถึงเยอะขนาดนี้ล่ะครับ?”
หลินลั่วหรานรับเอาชาที่ลั่วตงเป็คนต้มมา“ฉันยังพูดไม่จบเลย เธอจะรีบอะไร นี่ไม่ใช่แค่ค่าจ้างแปลภาษาแต่ยังเป็เงินเดือนค่าไปต้งถิงในครั้งนี้ด้วย”
เมื่อเธอเห็นว่าหรงตงหลินอยากจะพูดอะไรสักอย่างเธอก็ขัดขึ้น “ฉันรู้ว่าเธอเป็คนซื่อสัตย์ ทุกคนต่างก็กำลังทำงานกันทั้งนั้นเื่ของความสัมพันธ์เป็อีกเื่หนึ่ง การที่เธอเอาความรู้ที่เธอมีจากการเรียนมาหาเงินก็เป็เื่ที่สมเหตุสมผลดีนี่อย่าทำให้อาจารย์ชีต้องกังวลใจเลย เธอลองคิดดูนะว่าที่ฉันพูดไม่มีเหตุผลตรงไหน?”
สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งต่างก็ไม่มีใครสามารถกินลมกินหมอกแล้วใช้ชีวิตต่อไปได้ทุกคนต่างก็ต้องใช้ความรู้ที่ตัวเองเรียนมาในการหาเงินเลี้ยงครอบครัวและนั่นก็ไม่ใช่เื่ที่น่าอายอะไร ที่หรงตงหลินปฏิเสธก็เพียงเพราะเขาไม่อยากจะหาประโยชน์จากบ้านหลินแต่เื่งานแปลภาษาเดิมทีก็คุยกันเอาไว้แล้วดังนั้นเขาจึงไม่มีความจำเป็อะไรที่จะต้องปฏิเสธเงินพวกนี้
และไม่ว่าอย่างไรด้วยสถานการณ์ทางบ้านของเขาทำให้เขาก็ไม่สามารถจะทำตัวเป็คนดีมีศีลธรรมอะไรได้มากมาย
เมื่อหลินลั่วหรานเห็นว่าเขายอมรับไปแล้วเธอก็จิบชาขึ้น พร้อมกับอาศัยโอกาสนี้ในการพูดสิ่งที่คิดเอาไว้ในใจมาเนิ่นนานออกมา “รุ่นน้องหรง เธอน่าจะรู้ว่าที่บ้านของฉันมีบางอย่างที่พิเศษ ลั่วตง้าครูผู้สอนในเื่อักษรภาษาพวกนี้ไม่รู้ว่าเธอจะช่วยคิดพิจารณาว่าหลังจากกลับมาจากต้งถิงแล้วเธอพอจะมาเป็คุณครูสอนลั่วตงที่บ้านอย่างเป็ทางการให้ได้ไหม?”
คุณครูสอนที่บ้านพี่ตงหลิน? หลินลั่วตงรีบพยักหน้าลงอย่างรุนแรงโดยไม่ได้โต้แย้งอะไรออกมา
เมื่อหรงตงหลินเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากเด็กชายตัวน้อยเขาก็อดที่จะกุมขมับขึ้นมาไม่ได้ “ให้ผมคิดสักหน่อยก็แล้วกันนะครับ”
การทำงานพิเศษและการทำงานนี้เป็งานประจำหรงตงหลินจำเป็ที่จะต้องคิดพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของมันเสียก่อนหลินลั่วหรานเองก็ไม่ได้บีบบังคับอะไรเขามากนัก เธอจึงให้ช่องว่างแก่ลงตงหลินและพาตัวลั่วตงออกมาจากห้องหนังสือ
บริเวณรอบบ้านหลินนั้นมีพลังอยู่อุดมสมบูรณ์แม้แต่พวกดอกไม้ก็ยังเบ่งบานงดงามกว่าภายนอกหลินลั่วหรานนั่งอยู่บนชิงช้าบริเวณด้านหลังบ้านก่อนที่จะหยิบเอาจดหมายลึกลับฉบับนั้นออกมา
ประโยคธรรมดาทั่วไปเพียงไม่กี่ประโยคหลินลั่วหรานพูดกับตัวเองอยู่สักพักก่อนที่สายตาของเธอจะไปหยุดอยู่ที่ชื่อของเ้าของจดหมายฉบับนี้ ซินหยวนผิง
ที่แท้หญิงสาวสวมชุดดำก็มีชื่อว่าซินหยวนผิง?
เธอเพิ่งจะเคยรู้จักชื่อของศัตรูตัวฉกาจของเธอก็ตอนนี้ปัญหาก็คือเมื่อสองวันก่อนทั้งสองคนยังต่อสู้กันอยู่เลยแล้วทำไมเธอถึงส่งจดหมายมาให้ได้แบบนี้
เนื้อหาข้างในจดหมายนั้นช่างดูเรียบง่าย
“ฉันรู้ว่าเธอจะไปหาราชวังัที่ต้งถิงหลินลั่วหราน เกรงว่าครั้งนี้พวกเราจะต้องร่วมมือกันแล้ว”
โอเคแค่ประโยคสั้นๆ เพียงสามประโยคก็ทำให้ในใจของหลินลั่วหรานเต็มไปด้วยความรู้สึกลำบากขึ้นมาแล้ว
อย่างแรกคือเธอเพียงแค่เคยถามถึงเื่ไม้รวมพลังบนฟอรั่มแต่ไม่เคยพูดไปถึงราชวังัที่ต้งถิงมาก่อน หญิงสาวสวมชุดดำ...อ้อซินหยวนผิงรู้ได้อย่างไร?
เื่บันทึกไม้ไผ่จากสุสานราชวงศ์ฮั่นที่ใช้ชุ่ยชูบันทึกเอาไว้ส่วนนี้หรงตงหลินก็เพิ่งจะแปลเสร็จและไม่ได้มีข่าวหลุดออกไปแม้ว่าหรงตงหลินจะเป็สายลับให้เธอ แต่เขาก็ไม่น่าจะมีโอกาสอยู่ดี
สองหากว่าตัวซินหยวนผิงเองก็รู้อะไรบางอย่างอยู่ อย่างเช่นราชวังัมีอยู่จริงหรือเปล่าหรือทางเข้าอยู่ที่ไหน เธอจะไปที่นั่นเพื่ออะไรกัน?
ส่วนเื่ที่สามถ้าหากว่าเธอเลือกที่จะไม่ร่วมมือด้วย ก็ไม่สามารถจะรับประกันได้ว่าซินหยวนผิงจะไม่มาสร้างความเดือดร้อนให้ เื่นี้สับสนก็สับสนแต่ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเลือกอย่างไรซินหยวนผิงก็ตั้งใจจะไปที่ทะเลสาบต้งถิงอยู่ก่อนแล้ว
ถ้าแบบนั้นก็ร่วมมือด้วยแล้วกัน
หลินลั่วหรานนำเอาจดหมายฉบับนี้วางไว้ข้างกายก่อนที่จะโทรศัพท์ไปหามู่เหล่า
ตอนนี้เื่งูประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนกำลังร้อนแรงขึ้นมู่เหล่าจึงอดที่จะบ่นหลินลั่วหรานออกมาไม่ได้ก่อนที่เขาจะบอกเื่สถานการณ์ของทางรัฐบาลให้เธอฟังและนั่นก็ทำให้ในใจของหลินลั่วหรานมีความมั่นใจขึ้นมา
“ใช่แล้วค่ะที่เคยพูดเื่นักศึกษาธรรมกับคุณเมื่อครั้งก่อน ใช่ๆๆพอจะมีทางที่จะใช้ทางการจัดการประชุมขึ้นได้บ้างไหมคะ?”
มู่เหล่าเพียงแต่บอกว่านี่เป็เพียงเื่เล็กๆหลินลั่วหรานยังคงพูดอะไรกับเขาอีกหลายประโยคก่อนที่จะยืนยันว่าหากมีเวลาเธอจะรีบไปหาเขาที่เมืองหลวงทันที ก่อนที่จะวางสายไป
ร่วมมือเหรอถ้าอย่างนั้นก็ ‘ร่วมมือ’ กันดีๆสักครั้งเถอะ หลินลั่วหรานจับจดหมายในมือเอาไว้แน่น ก่อนที่จะตัดสินใจขึ้นมา
แต่ว่าการที่เธอเลือกจะร่วมมือนั้นดูเหมือนว่าซินหยวนผิงจะไม่ได้ชอบใจ แต่น่าจะใเสียมากกว่าล่ะมั้ง?
หรงตงหลินผลักประตูออกมาก่อนที่จะตอบตกลงยินดีเป็ครูให้กับหลินลั่วตง เด็กชายดีใจเสียจนะโวิ่งเต้นไปมา
“แบบนั้นก็ดีเดี๋ยวเย็นกว่านี้สักหน่อยพวกเราก็ออกเดินทางกันเถอะ!”
ในคฤหาสน์เขาเซียงชาน
มู่เหล่าวางสายไปก่อนที่จะลูบไล้แหวนหยกที่อยู่บนมือของเขา เมื่อได้ยินว่า้าจะจัด ‘ประชุม’ ขึ้น เขาก็พอจะเดาได้แล้วว่าหลินลั่วหราน้าจะทำอะไร
เื่นี้เป็การทำเื่ไม่ดีของคนที่ได้รับผิดคนหนึ่งมู่เหล่าจึงตอบตกลงไปโดยไม่แม้แต่จะคิด
ไม่ใช่เพียงเพราะเขามีความรู้สึกที่ดีกับเด็กอย่างหลินลั่วหรานคนนี้แต่ในขณะเดียวกันเขาเองก็ไม่ชอบใจที่จะเห็นคนบางคนเสแสร้งทำเป็สูงศักดิ์
ตอนนี้โลกแห่งการฝึกศาสตร์ของจีนและโลกของคนธรรมดาได้เกิดรอยแตกขึ้นแล้วบางทีนี่อาจจะเป็โอกาสสุดท้ายของคนใน่อายุเดียวกันกับพวกเขาแล้ว
ส่วนเื่ที่ว่าหลังจากนี้จะเป็ไปอย่างไรในใจของมู่เหล่าเองก็ไม่ได้มั่นใจนัก
แต่เขาก็ยังคงเชื่อว่าคนที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยได้ไวที่สุดมักจะมีโอกาสมากกว่าคนอื่นอยู่เสมอ
พลังเวทตกต่ำเด็กสาวจากตระกูลหลินคนนี้กลับปรากฏตัวขึ้นอย่างพอดิบพอดี
ในระหว่างที่มู่เหล่ายังคงคิดไตร่ตรองอยู่ในหัวร่างของคนคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาเมื่อหันไปมองก็คือมู่เทียนหนานที่ผ่านเื่ราวในชีวิตมามากมาย
หลานคนนี้ของเขาอายุตั้งสามสิบกว่าปีแล้วแต่ก็ยังทำอะไรไม่สนใจใครแบบนี้อยู่เสมอ ในขณะที่มู่เหล่ากำลังจะเคาะหัวเขาสักรอบมู่เหล่าก็ััได้ถึงอารมณ์ที่ดูผิดปกติไปของมู่เทียนหนาน
“คุณรู้มาั้แ่แรกแล้วใช่ไหม?”
รู้รู้อะไร ในใจของมู่เหล่าััได้ถึงความรู้สึกที่ไม่ดีนัก
มู่เทียนหนานหัวเราะออกมาเสียงดังในแววตาของเขามีร่องรอยหยดน้ำที่ดูน่าสงสัยปรากฏอยู่
“หลายปีที่ผ่านมานี้ผมมักจะคิดอยู่เสมอว่าเป็เพราะตัวเองได้มอบโอกาสให้กับชายหกไปแล้ว ก็เลยได้แต่รู้สึกเสียใจมากผมมักจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าผมทำให้ตระกูลมู่ของเราพัฒนาออกไปได้มากขึ้น คุณก็อาจจะให้โอกาสผมได้เลือกอีกครั้ง...แต่ว่ามันน่าตลกจังนะครับโคตรน่าตลกเลย คุณน่าจะรู้ั้แ่แรกแล้วใช่ไหม ว่าผมไม่มีพื้นฐานพลัง...ผมเป็เพียงสิ่งไร้ค่าของการฝึกศาสตร์แล้วทำไมถึงยังให้โอกาสผมได้เพ้อฝันอยู่แบบนี้อีก!”
นี่มันน่าตลกเกินไปแล้วคุณชายสามแห่งตระกูลมู่ผู้มีรูปงามและเต็มไปด้วยความเพียบพร้อมคุณชายสามตระกูลมู่ที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งในตัวเองเดิมทีเขาก็เป็เพียงแค่สิ่งไร้ค่า
มู่เทียนหนานหัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่งเขาเคยคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ขอเพียงแค่พยายาม ก็จะได้รับมันมา
แต่ว่าพื้นฐานพลังนั้น...เป็เื่ที่ขึ้นอยู่กับฟ้าไม่ใช่ตัวคน ดังนั้นในชีวิตนี้ของเขา ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนเขาก็ไม่มีโอกาสจะสามารถฝึกศาสตร์ได้หรอก
